วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ศรีราชา'ยืนยัน'รัฐ'ไม่แยกท่อก๊าซก่อนแปรรูป

“ศรีราชา” ยืนยัน “รัฐ” ไม่แยกท่อก๊าซก่อนแปรรูป เหตุขัดมติ ครม. ไม่คืนท่อในทะเลผิด กม.แพ่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายศรีราชา วงศารยางกูร ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้แจ้งผลการวินิจฉัยเรื่อง “การแบ่งแยกทรัพย์สินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินคืนรัฐไม่ครบถ้วน” ในคดีแปรรูป ปตท.ถึง ประธานกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาลวุฒิสภาเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2558 โดยสำนังานวุฒิสภาได้รับเมื่อวันที่ 28 เมษายนที่ผ่านมา หลังจากยื่นเรื่องให้ผู้ตรวจการแผ่นดินวินิจฉัยตั้งแต่ 3 พ.ย.2554 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคำวินิจฉัยของประธานผู้ตรวจการแผ่นดินระบุว่า กระทรวงพลังงาน กระทรวงการคลัง และ ปตท. ดำเนินการผิดกฎหมายใน 4 ประเด็นคือ 1.การที่กระทรวงการคลังและกระทรวงพลังงานไม่ดำเนินการทบทวน การแบ่งแยกทรัพย์สินดังกล่าวตามความเห็น และผลการตรวจสอบของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.)มอบหมาย จึงเป็นการที่หน่วยงานดังกล่าวไม่เป็นปฏิบัติให้เป็นไปตามมติครม. 2.การกล่าวอ้างของบริษัทปตท.จำกัด (มหาชน) ในคำร้องที่ยื่นต่อศาลปกครองสูงสุดที่ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายได้ดำเนินการตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดครบถ้วนแล้วจึงเป็นการรายงานที่เป็นเท็จต่อศาลปกครองสูงสุดที่ส่งผลต่อการพิจารณาการบังคับคดีของศาลปกครองสูงสุดในคดีนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 3.ทรัพย์สินที่การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยรับโอนมาดังกล่าว และทรัพย์สินที่ได้มาจากการประกอบกิจการของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ตั้งแต่การก่อตั้งจนถึงวันที่ 1 ต.ค.44 ซึ่งเป็นวันแรกที่การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยเปลี่ยนสภาพเป็นบริษัทปตท.จำกัด (มหาชน) จึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ประเภททรัพย์สิน ใช้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะตามมาตรา 1304(3)แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงอนุมานได้ว่าระบบการขนส่งปิโตรเลียมทางท่อในทะเล เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และการที่บริษัทปตท.จำกัด(มหาชน) ไม่ส่งมอบระบบการขนส่งปิโตรเลียมทางท่อให้กับกระทรวงการคลัง จึงขัดกับหลักการแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1305 ที่บัญญัติว่าทรัพย์สินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้นจะโอนแก่กันมิได้ ดังนั้นทรัพย์สินส่วนที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินมูลค่าสุทธิของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ณ. วันที่ 30 กันยายน 2544 รวมทรัพย์สินสุทธิ 68,569.69 ล้านบาท ต้องโอนให้กระทรวงการคลังทั้งจำนวน (หน้า5)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 4.ข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นว่านับตั้งแต่มีการเปลี่ยนสถานะ จากการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ไปเป็นบริษัทปตท.จำกัด (มหาชน) ไม่ปรากฏว่ากระทรวงการคลังและกระทรวงพลังงานได้ดำเนินการแบ่งแยกทรัพย์สินของบริษัทปตท.จำกัด (มหาชน) ให้กลับมาเป็นของแผ่นดินหรือกระทรวงการคลังอย่างครบถ้วนแต่อย่างใด ซึ่งพฤติการณ์ดังกล่าวจึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย อันเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด กรณีดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่กระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน และบริษัทปตท.จำกัด(มหาชน) ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ปฏิบัติหรือละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร้องเรียนโดยไม่เป็นธรรมตามกฎหมาย ตามมาตรา 13(1)(ก)(ข)แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ.2552

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้ผู้ตรวจการแผ่นดินยังมีความเห็นและข้อเสนอต่อนายกรัฐมนตรี และรองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติในฐานะหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจที่จะขอให้กระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน และบริษัทปตท.จำกัด(มหาชน)ดำเนินการดังต่อไปนี้ 1.ทบทวนการแบ่งแยกทรัพย์สินในส่วนที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน สิทธิการใช้ที่ดินเพื่อวางระบบการขนส่งปิโตรเลียมทางท่อ และให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินรับรองความถูกต้องการแบ่งแยกทรัพย์สินให้เป็นไปตามขั้นตอนของมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม2550

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 2.แบ่งแยกทรัพย์สินและโอนทรัพย์สินของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยตามมูลค่าสุทธิณ.วันที่30กันยายน 2544รวมทั้งจ่ายค่าตอบแทน ผลประโยชน์อื่นใดที่มาจากการใช้ทรัพย์สิน สิทธิหรือสินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตนของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ที่บริษัทปตท.จำกัด(มหาชน) ได้อาศัยใช้ประโยชน์ในการประกอบกิจการพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายให้ครบถ้วนต่อไป 3.พิจารณานำข้อเท็จจริง ความเห็น และข้อเสนอแนะของผู้ตรวจการแผ่นดินไปเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาปฏิรูปพลังงานต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัญหาการแบ่งแยกทรัพย์สินของ ปตท.นอกจากผู้ตรวจการแผ่นดินจะทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีให้มีการทวงคืนท่อก๊าซในทะเลและสาธารณสมบัติอื่นที่ ปตท.ยังคืนไม่ครบมูลค่ากว่า 6.8 หมื่นล้านบาทแล้ว ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินยังได้ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีให้ทวงคืนสมบัติชาติดังกล่าวด้วย แต่เรื่องนี้กลับไม่มีความคืบหน้า โดยนายกรัฐมนตรีไม่ตัดสินใจ และโยนให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินไปปรึกษาข้อกฎหมายกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งเวลาผ่านมาหลายเดือนแล้วแต่ยังไม่มีความบทสรุปใดๆ ออกมา