'ปกรณ์' ยกขรก.จักรกลสำคัญ ขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ

'ปกรณ์' ยกขรก.จักรกลสำคัญ ขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ

"ข้าราชการ นักการเมือง รวมถึงผู้รับสัมปทานจากรัฐ ต้องร่วมกันรักษาผลประโยชน์ประเทศ" ปกรณ์ ปรียากร

สถาบันพระปกเกล้า ได้เปิด “ศูนย์หนังสือสถาบันพระปกเกล้า” ที่มีการปรับโฉมใหม่ โดยหวังให้เป็นศูนย์รวมการเรียนรู้ประชาธิปไตย และมุ่งเป็นพื้นที่สำหรับเรียนรู้เรื่องประชาธิปไตย สร้างสำนึกพลเมือง ซึ่งรวบรวมหนังสือ งานวิจัย งานวิชาการด้านการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย สันติวิธี และธรรมาภิบาล ที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ อาคารรัฐประศาสนภักดี เมื่อวานนี้(27 เม.ย.) โดยมีนายวุฒิสาร ตันไชย กรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะเลขาธิการฯ เป็นประธานเปิด


หลังจากนั้น มีการเสวนาเรื่อง “ข้าราชการไทยได้อะไรจากรัฐธรรมนูญ” โดย นายปกรณ์ ปรียากร กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวตอนหนึ่งว่า ข้าราชการถือเป็นจักรกลสำคัญในการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ เพราะเป็นตัวกลางระหว่างพลเมืองและประชาชน ที่จะต้องปฏิบัติตามนโยบายแห่งรัฐ ยุทศาสตร์ชาติ และนักการเมืองก็ถือว่าเป็นข้าราชการการเมือง จึงต้องนำนโยบายต่างๆ ไปปฏิบัติให้สำเร็จ ข้าราชการจึงเป็นกำลังสำคัญที่จะพิทักษ์ระบบราชการ ไม่เช่นนั้นประชาชนก็จะเดือดร้อน นักการเมืองก็ไม่สามารถทำงานได้


ดังนั้น อยากให้ข้าราชการทุกคนอ่านรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญดังกล่าวมีการปรับระบบราชการพอสมควร โดยเฉพาะเรื่องแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ซึ่งหมายถึงผลประโยชน์ของชาติ ที่ข้าราชการ นักการเมือง รวมถึงผู้รับสัมปทานจากรัฐ ต้องร่วมกันรักษาผลประโยชน์ของประเทศ


นายปกรณ์ ยังได้ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติม ถึงกรณีที่สมาชิกสปช.บางรายมองว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีการการปฏิรูปราชการเอาไว้น้อย ว่า ก็ไม่ถึงกับน้อย เพราะมีในส่วนอื่นด้วย จะอยู่ในระบบบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งเกี่ยวข้องกับระบบราชการ และในระบบอื่นๆ ก็มีการเกี่ยวข้องกับข้าราชการเช่นกัน


นอกจากนั้นในมาตรา 208,209 ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีบทบัญญัติเพื่อคุ้มครองการปฏิบัติหน้าที่ของราชการ โดยกำหนดให้การสั่งการของผู้บังคับบัญชาต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร เว้นแต่กรณีเร่งด่วนที่สามารถสั่งการด้วยวาจาได้ แต่ผู้รับคำสั่งต้องลงบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ด้วย เพราะที่ผ่านมาเวลานักการเมืองสั่งการในเรื่องสำคัญ เช่น การอนุมัติงบประมาณจำนวนมาก เมื่อเกิดปัญหาก็ไม่สามารหาหลักฐานได้ เพราะส่วนใหญ่จะสั่งการด้วยวาจา


ด้านนายวุฒิสาร กล่าวว่า คณะกรรมการดำเนินการแต่งตั้งข้าราชการโดยระบบคุณธรรมที่มีฐานมาจากผู้ทรงคุณวุฒิจาก ก.พ. 7อดีตปลัดกระทรวงและประธานกรรมการจริยธรรมของกระทรวงตามมาตรา 207ของร่างรัฐธรรมนูญ อาจต้องกลับไปทบทวนในชั้น กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญเพราะมีเสียงทักท้วงเป็นจำนวนมาก แต่ไม่ได้คิดจะสร้างข้าราชการให้เป็นอำมาตย์เพียงแต่หลักคิดของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือ ทำให้การเมืองโปร่งใสด้วยการเพิ่มอำนาจการตรวจสอบและการเข้าไปมีส่วนร่วมของประชาชนและสร้างระบบภูมิคุ้มกันคุ้มครองราชการให้เป็นอิสระ


"มีข้อเสนอให้ปรับปรุงเรื่องนี้จากที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) มาก หน้าที่ของ กมธ.ยกร่างฯ คือรอญัตติที่เขียนรายละเอียดมาแล้วจะนำไปทบทวนในสาระสำคัญความจริงทุจริตคอร์รัปชั่นมีการตบมือด้วยกันสามมือคือ นักการเมืองผู้เป็นต้นคิดราชการที่เป็นกลไกสนองกับผู้ให้คือเอกชนเพื่อให้ตนเองได้เปรียบสิ่งที่เราคิดคือ ทำให้การตรวจสอบนักการเมืองเข้มขึ้นมีภูมิคุ้มกันให้ระบบราชการและเพิ่มสังคมตาสับปะรด”


นายวุฒิสาร กล่าวอีกว่า อยากให้คิดว่าบางครั้งการมีส่วนในการทุจริตของข้าราชการเกิดจากการถูกการเมืองบีบบังคับแต่บางครั้งก็เสนอตัวเองจึงมีทั้งกลุ่มที่ผิดแต่ไม่ชั่วกับผิดและชั่ว ก็ต้องจัดการกับกลุ่มที่ผิดและชั่วก่อนส่วนผิดแต่ไม่ชั่วก็ต้องสร้างกลไกการคุ้มครองเมื่อร่างรัฐธรรมนูญให้ระบบภูมิคุ้มกันแล้วหากราชการยังทำผิดอีกก็จะต้องให้คำตอบกับสังคมจะไปอ้างไม่ได้แล้วว่าถูกบังคับ


ทั้งนี้ ระบบราชการในร่างรัฐธรรมนูญได้ออกแบบเพื่อสร้างระบบภูมิคุ้มกันและให้มีบทบาทเพิ่มในการปฏิรูป ในขณะที่ภาคประชาชนได้รับอำนาจและเปิดพื้นที่มากขึ้น เพราะหลักในการทำให้การเมืองสมดุลคือเอาอำนาจการเมืองออกมาให้ประชาชนเพิ่มขึ้นกระจายอำนาจลงสู่พื้นที่มากขึ้น และทำให้การเมืองโปร่งใสด้วยการมีกลไกปกป้องระบบราชการไม่ให้ต้องตกเป็นกลไกการทุจริตของนักการเมืองด้วย


"อาจจะมีคนคิดว่าทำไมเปิดให้มีสัดส่วนของราชการมาเป็นวุฒิสภาด้วยต้องยอมรับว่า ราชการเป็นอำนาจหนึ่งของสังคมไทย ในอดีตราชการเข้มแข็งมากจนไม่มีใครคาน วันหนึ่งเราทำให้การเมืองเข้มแข็งมากจนแทรกแซงราชการจนทำให้ข้าราชการต้องพึ่งพิงเป็นคนของการเมืองนี่เป็นการสวิงที่ทำให้ขาดความสมดุลแต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกแบบให้สมดุลโดยไม่ได้ปฏิเสธความสำคัญของนักการเมืองในการกำหนดนโยบาย” นายวุฒิสาร ระบุ