เหตุแห่งความขัดแย้ง จากร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูป

เหตุแห่งความขัดแย้ง จากร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูป

(รายงาน) เหตุแห่งความขัดแย้ง จากร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูป

นับว่าผ่านไปได้เกินครึ่งทางแล้ว สำหรับ การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หลังสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้ให้ความเห็นพร้อมข้อเสนอแนะต่อ “ร่างรัฐธรรมนูญ” เสร็จสิ้นเมื่อ26เมษายน ตามกรอบที่รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557มาตรา36กำหนด แต่เมื่อรับฟังความเห็นของสปช. รวมถึงบุคคลภายนอก เช่น นักการเมือง นักวิชาการ ดูเหมือนว่า การยกร่างรัฐธรรมนูญต้องกลับไปเริ่มนับ1ใหม่อีกครั้ง

โดยเฉพาะประเด็นโครงสร้างทางการเมือง และการเข้าสู่อำนาจ!

เพราะบรรดา “นักวิชาการ-นักเล่นการเมือง ผู้สวมหมวกสปช.” และ “แกนนำพรรคการเมือง” ต่างออกมาให้ความเห็น ในทำนองเดียวกันกับ ว่า โครงสร้างทางการเมืองตามร่างรัฐธรรมนูญเขียนมานั้น นอกจากไม่เป็นการปฏิรูปเพื่อนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่าแล้ว ยังเป็น “หลุมดำ” ที่เป็นวังวนความขัดแย้งไม่รู้จบ

และพร้อมประสานเสียงเรียกร้องให้ปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะ “นักการเมือง” ที่ถึงขั้นออกปากยอมแลก วันเลือกตั้ง ที่เสมือนเป็นการคืนอิสระภาพทางการเมืองอย่างเป็นทางการ กับการยืดเวลายกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้แก้ไขบทบัญญัติที่เสมือนเป็นระเบิดเวลารอการจุด

เหตุแห่งความขัดแย้ง จากร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ “36ปราชญ์” ตั้งฉายาให้เป็นฉบับปฏิรูป จากการสังเคราะห์และอภิปรายของ “สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธาน กมธ.ปฏิรูปการเมือง และขุนพล สปช.ผู้มีประสบการณ์การเมือง” สรุปได้ว่าร่างรัฐธรรมนูญก่อให้เกิดความไม่สมดุลทางการเมือง ให้มีรัฐบาลผสมที่ไม่เข้มแข็ง ทำกลไกตรวจสอบในสภาฯที่อ่อนแอ และกรณีเปิดช่องให้ “กลุ่มการเมือง-การรวมตัวตามภารกิจเฉพาะของกลุ่มบุคคล” สามารถส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งส.ส.ได้ ซึ่งยังขาดความเป็นมืออาชีพ และหลักประกันความมีประสิทธิภาพทำงานฐานะผู้แทนปวงชน

ขณะที่ มุมองของนักการเมืองจากตัวแทนพรรค เช่น “จาตุรนต์ ฉายแสง, สามารถ แก้วมีชัย จากเพื่อไทย – นิกร จำนง จากชาติไทยพัฒนา” ผ่านเวทีเสวนาสะท้อนตรงกันว่าต้องปรับร่างรัฐธรรมนูญไม่ให้เป็นการสร้างเงื่อนไขให้เกิดความขัดแย้ง ไม่เสียดุลยภาพทางการเมือง ไม่ทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ จนนำไปสู่จุดของการต่อรองเรียกผลประโยชน์กันอีก

ทางด้านมุมมองของ พรรคประชาธิปัตย์ ผ่านปาก “วิรัตน์ กัลยาศิริ นักกฎหมายและการเมืองผู้คร่ำหวอด” ชี้ให้เห็นถึง4จุดเสี่ยงขัดแย้ง ได้แก่ 1.ที่มาของนายกรัฐมนตรี ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญ เปิดช่องให้คนที่ไม่ผ่านการเลือกตั้งจากประชาชนมีสิทธิได้รับเลือกเป็นนายกฯ ,2.ที่มาของวุฒิสมาชิก ตามร่างรัฐธรรมนูญ กำหนดให้มาจาก3ทาง คือเลือกตั้งหลังถูกกลั่นกรอง77จังหวัด, เลือกกันเองของผู้แทน8กลุ่มองค์กร และสรรหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ26ด้าน ความสำคัญไม่ได้ติดใจที่ประเด็นสรรหา แต่อยู่ที่การกำหนดให้มีการเลือกตั้งจากประชาชน77จังหวัด ที่ยังเป็นพิมพ์เนื้อเดียวกับฐานการเมืองในจังหวัด ซึ่งยากต่อการขจัดผลประโยชน์การเมืองที่เกื้อหนุนและเกิดภาพของการต่างตอบแทนในสภาหินอ่อนได้,3.อำนาจของส.ว. ที่เพิ่มขึ้น ทั้งในส่วนอำนาจเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ได้ และล้ม ร่าง พ.ร.บ. ได้ อาจทำให้กระบวนการนิติบัญญัติไม่เดินหน้า รวมถึงได้สิทธิให้ความเห็นต่อรายชื่อบุคคลที่จะเข้ามาเป็นรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นหลักการที่ขัดต่อการแบ่งแยกอำนาจอย่างร้ายแรง และอาจเกิดเป็นประเด็นผลประโยชน์ต่างตอบแทนระหว่าง ส.ว. กับ ตัวรัฐมนตรีบางคนเหมือนกับที่เคยเกิดมาแล้ว

และ4.การสืบทอดอำนาจของเครือข่ายแม่น้ำ5สาย ที่กำหนดไว้บทบัญญัติที่ว่าด้วย “สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ” มีที่มาจากสปช.60คน, สนช.30คน,ผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญด้านปฏิรูป30คน ซึ่งกังวลว่าเป็นช่องโหว่ที่จะถูกหยิบยกมาโจม-ไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม-นำไปสู่การชุมนุม ขัดแย้งได้ อีกทั้งประวัติศาสตร์การเมืองเคยจารึกความเจ็บปวด ที่ภาคประชาชนลุกต่อสู้กับผู้มีอำนาจที่ลุแก่อำนาจด้วยการเขียนกติกาเพื่อสืบทอดอำนาจตนเองมาแล้ว

“ปมการสืบทอดอำนาจ” นี้ในมุมมองของ “สปช.” เห็นว่าจะเป็นจุดด่างของร่างรัฐธรรมนูญเช่นกัน จึงมีการอภิปรายเป็นเสียงส่วนใหญ่ จากจำนวน99คนที่ขออภิปราย คัดค้าน!! และขอให้ตัดที่มาของสภาขับเคลื่อนฯ ที่ให้สปช. สนช. และผู้ทรงคุณวุฒิ ออก และมี “สปช.อุตรดิตถ์-เฉลิมชัย เฟื่องคอน”ลุกถามหาจริยธรรมของ คณะกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ และขอให้มีการตรวจสอบจริยธรรมด้วย

ผลการสังเคราะห์-อภิปรายของ เหล่าผู้มีประสบการณ์ตรงจากการใช้อำนาจทางการเมือง แม้บางข้อเสนออาจฟังขึ้นว่าเป็นเพราะพิทักษ์ประโยชน์ของตนเอง แต่เชื่อว่า “36ปราชญ์” คงไม่ดันทุรังยืนกระต่ายขาเดียวบนความเห็นของตนเอง