วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เหตุแห่งความขัดแย้ง จากร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูป

(รายงาน) เหตุแห่งความขัดแย้ง จากร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูป

นับว่าผ่านไปได้เกินครึ่งทางแล้ว สำหรับ การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หลังสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้ให้ความเห็นพร้อมข้อเสนอแนะต่อ “ร่างรัฐธรรมนูญ” เสร็จสิ้นเมื่อ26เมษายน ตามกรอบที่รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557มาตรา36กำหนด แต่เมื่อรับฟังความเห็นของสปช. รวมถึงบุคคลภายนอก เช่น นักการเมือง นักวิชาการ ดูเหมือนว่า การยกร่างรัฐธรรมนูญต้องกลับไปเริ่มนับ1ใหม่อีกครั้ง

โดยเฉพาะประเด็นโครงสร้างทางการเมือง และการเข้าสู่อำนาจ!

เพราะบรรดา “นักวิชาการ-นักเล่นการเมือง ผู้สวมหมวกสปช.” และ “แกนนำพรรคการเมือง” ต่างออกมาให้ความเห็น ในทำนองเดียวกันกับ ว่า โครงสร้างทางการเมืองตามร่างรัฐธรรมนูญเขียนมานั้น นอกจากไม่เป็นการปฏิรูปเพื่อนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่าแล้ว ยังเป็น “หลุมดำ” ที่เป็นวังวนความขัดแย้งไม่รู้จบ

และพร้อมประสานเสียงเรียกร้องให้ปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะ “นักการเมือง” ที่ถึงขั้นออกปากยอมแลก วันเลือกตั้ง ที่เสมือนเป็นการคืนอิสระภาพทางการเมืองอย่างเป็นทางการ กับการยืดเวลายกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้แก้ไขบทบัญญัติที่เสมือนเป็นระเบิดเวลารอการจุด

เหตุแห่งความขัดแย้ง จากร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ “36ปราชญ์” ตั้งฉายาให้เป็นฉบับปฏิรูป จากการสังเคราะห์และอภิปรายของ “สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธาน กมธ.ปฏิรูปการเมือง และขุนพล สปช.ผู้มีประสบการณ์การเมือง” สรุปได้ว่าร่างรัฐธรรมนูญก่อให้เกิดความไม่สมดุลทางการเมือง ให้มีรัฐบาลผสมที่ไม่เข้มแข็ง ทำกลไกตรวจสอบในสภาฯที่อ่อนแอ และกรณีเปิดช่องให้ “กลุ่มการเมือง-การรวมตัวตามภารกิจเฉพาะของกลุ่มบุคคล” สามารถส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งส.ส.ได้ ซึ่งยังขาดความเป็นมืออาชีพ และหลักประกันความมีประสิทธิภาพทำงานฐานะผู้แทนปวงชน

ขณะที่ มุมองของนักการเมืองจากตัวแทนพรรค เช่น “จาตุรนต์ ฉายแสง, สามารถ แก้วมีชัย จากเพื่อไทย – นิกร จำนง จากชาติไทยพัฒนา” ผ่านเวทีเสวนาสะท้อนตรงกันว่าต้องปรับร่างรัฐธรรมนูญไม่ให้เป็นการสร้างเงื่อนไขให้เกิดความขัดแย้ง ไม่เสียดุลยภาพทางการเมือง ไม่ทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ จนนำไปสู่จุดของการต่อรองเรียกผลประโยชน์กันอีก

ทางด้านมุมมองของ พรรคประชาธิปัตย์ ผ่านปาก “วิรัตน์ กัลยาศิริ นักกฎหมายและการเมืองผู้คร่ำหวอด” ชี้ให้เห็นถึง4จุดเสี่ยงขัดแย้ง ได้แก่ 1.ที่มาของนายกรัฐมนตรี ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญ เปิดช่องให้คนที่ไม่ผ่านการเลือกตั้งจากประชาชนมีสิทธิได้รับเลือกเป็นนายกฯ ,2.ที่มาของวุฒิสมาชิก ตามร่างรัฐธรรมนูญ กำหนดให้มาจาก3ทาง คือเลือกตั้งหลังถูกกลั่นกรอง77จังหวัด, เลือกกันเองของผู้แทน8กลุ่มองค์กร และสรรหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ26ด้าน ความสำคัญไม่ได้ติดใจที่ประเด็นสรรหา แต่อยู่ที่การกำหนดให้มีการเลือกตั้งจากประชาชน77จังหวัด ที่ยังเป็นพิมพ์เนื้อเดียวกับฐานการเมืองในจังหวัด ซึ่งยากต่อการขจัดผลประโยชน์การเมืองที่เกื้อหนุนและเกิดภาพของการต่างตอบแทนในสภาหินอ่อนได้,3.อำนาจของส.ว. ที่เพิ่มขึ้น ทั้งในส่วนอำนาจเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ได้ และล้ม ร่าง พ.ร.บ. ได้ อาจทำให้กระบวนการนิติบัญญัติไม่เดินหน้า รวมถึงได้สิทธิให้ความเห็นต่อรายชื่อบุคคลที่จะเข้ามาเป็นรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นหลักการที่ขัดต่อการแบ่งแยกอำนาจอย่างร้ายแรง และอาจเกิดเป็นประเด็นผลประโยชน์ต่างตอบแทนระหว่าง ส.ว. กับ ตัวรัฐมนตรีบางคนเหมือนกับที่เคยเกิดมาแล้ว

และ4.การสืบทอดอำนาจของเครือข่ายแม่น้ำ5สาย ที่กำหนดไว้บทบัญญัติที่ว่าด้วย “สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ” มีที่มาจากสปช.60คน, สนช.30คน,ผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญด้านปฏิรูป30คน ซึ่งกังวลว่าเป็นช่องโหว่ที่จะถูกหยิบยกมาโจม-ไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม-นำไปสู่การชุมนุม ขัดแย้งได้ อีกทั้งประวัติศาสตร์การเมืองเคยจารึกความเจ็บปวด ที่ภาคประชาชนลุกต่อสู้กับผู้มีอำนาจที่ลุแก่อำนาจด้วยการเขียนกติกาเพื่อสืบทอดอำนาจตนเองมาแล้ว

“ปมการสืบทอดอำนาจ” นี้ในมุมมองของ “สปช.” เห็นว่าจะเป็นจุดด่างของร่างรัฐธรรมนูญเช่นกัน จึงมีการอภิปรายเป็นเสียงส่วนใหญ่ จากจำนวน99คนที่ขออภิปราย คัดค้าน!! และขอให้ตัดที่มาของสภาขับเคลื่อนฯ ที่ให้สปช. สนช. และผู้ทรงคุณวุฒิ ออก และมี “สปช.อุตรดิตถ์-เฉลิมชัย เฟื่องคอน”ลุกถามหาจริยธรรมของ คณะกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ และขอให้มีการตรวจสอบจริยธรรมด้วย

ผลการสังเคราะห์-อภิปรายของ เหล่าผู้มีประสบการณ์ตรงจากการใช้อำนาจทางการเมือง แม้บางข้อเสนออาจฟังขึ้นว่าเป็นเพราะพิทักษ์ประโยชน์ของตนเอง แต่เชื่อว่า “36ปราชญ์” คงไม่ดันทุรังยืนกระต่ายขาเดียวบนความเห็นของตนเอง