"บุญทรง-ภูมิ-มนัส"ประสานเสียงแถลงเปิดคดีถอดถอนไม่ผิด อัดป.ป.ช.ปฏิปักษ์รัฐบาล"ยิ่งลักษณ์" ซัดลำเอียงไม่สอบประกันราคาข้าวสมัย"อภิสิทธิ์"
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ แถลงเปิดคดีโต้แย้งสำนวนคดีป.ป.ช.ว่า ส่วนตัวไม่เห็นด้วยที่นำเรื่องของตนเข้าสู่การพิจารณาของสนช.และการมาแถลงเปิดคดีด้วยตนเองก็หวังว่าจะได้รับความเป็นธรรมจากสภา เพราะเรื่องที่ถูกกล่าวหาเป็นคดีทางการเมือง ซึ่งป.ป.ช.ควรรับฟังหลักฐานและวางตัวเป็นกลาง แต่ป.ป.ช.มีข้อพิรุธ โดยเร่งรีบดำเนินคดี ไม่ไต่สวนพยานตามที่ตนร้องขอจำนวนมาก หากเปรียบเทียบกับคดีระบายข้าวของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ผ่านมาหลายปีก็ยังพิจารณาไม่เสร็จ โดยอ้างเหตุการณ์น้ำท่วมปี 57 อีกทั้งการทำสัญญาระบายข้าวย่อมมีผู้ซื้อผู้ขาย แต่ป.ป.ช.กลับไม่มีการสอบพยานจากฝ่ายผู้ซื้อ ว่า เป็นตัวแทนของรัฐบาลจริงหรือไม่ และผู้ซื้อก็เป็นรายเดียวกันกับสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ นอกจากนี้ตนยังเห็นว่า ผู้แทนคดีฝ่ายป.ป.ช.ที่เป็นเจ้าของสำนวนมีพฤติการณ์เป็นปฏิปักษ์กับตนและรัฐบาลชุดนี้ โดยชี้นำว่าคดีดังกล่าวและอดีตนายกรัฐมนตรี ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดก่อนชี้มูลด้วยซ้ำ ทำให้เห็นถึงความไม่ถูกต้องไม่เป็นธรรม จึงคัดค้านเพื่อให้เจ้าของสำนวนถอนตัว เพื่อคำนึงถึงจริยธรรม แต่บุคคลนี้ก็ยังยืนยันปฏิบัติหน้าที่ต่อ
นายบุญทรง กล่าวว่า การทำหน้าที่ของตนคำนึงถึงปัญหาเร่งด่วน ก็คือ การเร่งระบายข้าวที่มีอยู่ในสต็อกของรัฐบาล โดยได้ปฏิบัติตามมติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กนข.)และข้อเสนอแนะของป.ป.ช. เพราะหากไม่ดำเนินการอาจถูกกล่าวหาว่าละเว้นปฏิบัติหน้าที่ได้ โดยข้อมูลการระบายข้าวแบบจีทูจีต้องเป็นความลับ ไม่เปิดเผยปริมาณข้าวในสต๊อกรัฐบาล เพื่อป้องกันไม่ให้ใครเอาไปใช้เป็นเครื่องมือ ซึ่งรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ก็มียุทธศาสตร์การกระบายข้าวที่ไม่แตกต่างกัน เป็นไปตามระเบียบหลักเกณฑ์เดิมที่รัฐบาลที่ผ่านมาเคยปฏิบัติทุกยุคทุกสมัย และบุคคลที่ปฏิบัติก็เป็นบุคคลเดิม ไม่ได้มีการโยกย้ายข้าราชการที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการระบายข้าวเลยแต่รัฐบาลตนได้ถูกกลุ่มการเมืองจ้องโจมตี นำมาเป็นวาระทางการเมือง
นายบุญทรง กล่าวว่า ข้อกล่าวหาว่า บริษัทที่มาเจราซื้อขายข้าวแบบจีทูจีไม่ใช่เป็นรัฐวิสาหกิจที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลจีน นั้น ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า เป็นรัฐวิสาหกิจที่ถือหุ้นโดยรัฐบาลจีน 100 % แต่บริษัทของจีนไม่เคยได้รับโอกาสมาชี้แจงจากป.ป.ช. ทั้งที่ส่งหนังสือขอมาชี้แจง ป.ป.ช.ปฏิเสธที่จะรับฟัง จึงถือว่าเป็นการกระทำที่รับฟังความฝ่ายเดียว ไม่เป็นธรรม ไม่สมกับการทำหน้าที่อำนวยความยุติธรรม ไม่เป็นกลางในการปฏิบัติ ยืนยันว่า ตลอดการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ และประธานคณะอนุกรรมการพิจารณาการระบายข้าว และได้ปฏิบัติหน้าที่ตามหลักเกณฑ์ ทุกประการ แต่กลับถูกกล่าวหาตามความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และยังถูกตั้งข้อหาตามพ.ร.บ.ฮั้วประมูล ซึ่งร้ายแรงมีโทษจำคุกตลอดชีวิต
"วันนี้ผมเหมือนมีชีวิตแขวนบนเส้นด้าย โทษที่ฟ้องร้ายแรงถึงขั้นจองจำตลอดชีวิต จึงขอแก้ข้อกล่าวหาเพื่อไถ่ชีวิตตัวเอง หากสภาแห่งนี้ยังดำเนินการถอดถอนต่อจะเท่ากับใช้ดุลยพินิจก้าวล่วงชี้นำศาล เป็นการประหารก่อนกระบวนการของศาล สำนึกยุติธรรมของท่านจะใช้ที่นี่หรือพิสูจน์ที่ศาล ท่านไม่ควรดำเนินการใด ๆ ในสภานี้อีก แต่หากทำขอให้ถามป.ป.ช.แทนตนด้วย ว่า เหตุใดจึงไม่สืบพยานฝ่ายผู้ซื้อ เมื่อเป็นเช่นนี้จะให้ผมเชื่อมั่นในสิ่งที่ป.ป.ช กล่าวอ้างว่า เป็นความยุติธรรมได้อย่างไร สำหรับผมคือการประหัตประหารทางการเมืองที่ผมไม่อาจสยบยอม และขอปฏิเสธข้อกล่าวหา แต่จะสู้ต่อในกระบวนการยุติธรรม"นายบุญทรง กล่าว
นายภูมิ สาระผล รมช.พาณิชย์ แถลงเปิดคดีว่า การที่ป.ป.ช.หยิบยกประเด็นการอนุมัติขายข้าวในราคาที่ต่ำกว่าราคาในประเทศ ถือเป็นการกล่าวหาโดยปราศจากเหตุผลรองรับ ถ้า ป.ป.ช.เห็นว่าต่ำกว่าที่ผ่านมาก็ต้องมีหลักฐานมาแสดงว่าการขายข้าวรัฐต่อรัฐครั้งใดที่ได้ราคาสูงกว่า ยืนยันในความบริสุทธิ์และความสุจริต ไม่ได้ร่วมมือกับใครไปกระทำผิด แม้แต่ในรายงานและการไต่สวนของสำนวน ป.ป.ช.ก็ไม่ปรากฎหลักฐานว่า ตนกระทำผิด มีแต่ความเห็นของอนุกรรมการไต่สวนของ ป.ป.ช.ที่ระบุว่าตนสมคบคิดร่วมกระทำผิด ทั้งที่ไม่มีหลักฐาน ส่วนข้อกล่าวหาว่า ฮั้ว เป็นข้อกล่าวหาทางอาญาที่ร้ายแรง จึงอยากให้สมาชิกแยกแยะ ตรวจสอบรายละเอียดให้ชัด พร้อมให้ความเป็นธรรมกับตน ว่า มีพยานหลักฐานช่วงใดที่แสดงว่าตนได้สมคบหรือแบ่งหน้าที่กันทำ เพราะไม่มีพยานหลักฐานใดในสำนวนป.ป.ช.เลย นอกจากนี้ตนขอเสนอให้สนช.ยุติ การพิจารณาถอดถอน เพราะสำนวนและเอกสารคดีทั้งหมดอยู่ในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และศาลได้กำหนดวันในการพิจารณาแล้ว สภาแห่งนี้ไม่ควรสร้างบรรทัดฐานใหม่ ในการพิจารณาคดีถอดถอนควบคู่ไปกับการพิจารณาของศาลหรือตัดสินก่อน
ด้านนายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ แถลงเปิดคดี ว่า ตลอดเวลาที่เป็นข้าราชการไม่เคยถูกสอบสวนวินัยทางราชการเลย ได้ทำหน้าที่ตามความรับผิดชอบและตามนโยบายของรัฐบาล และมติครม. แต่การทำหน้าที่ของตนกลายเบี้ยตัวหนึ่งของฝ่ายการเมือง ทั้งที่ตนเคยดำเนินการกระทำจัดการขายข้าวในรัฐบาลเดิมอย่างไร เมื่อมีรัฐบาลใหม่ออกมาก็ทำอย่างนั้น ตลอดเวลา 2 ปี 5 เดือนที่อยู่ในตำแหน่งอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ตนได้เสนอเอ็มโอยู กับประเทศฟิลิปปินส์จนสำเร็จ โดยการขายข้าวปีละ 2 ล้านตัน นอกจากนี้ทีมงานของตนยังเคยทำการเจรจากับรัสเซีย ในสมัยรัฐบาลชาติชาย ชุณหะวัณ ก็เป็นผลสำเร็จเพราะมีการต่อรองดอกเบี้ยจนได้เงินคืน อีกทั้งในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ตนก็ได้ขายสต๊อกข้าวในโครงการประกันราคาข้าวได้จำนวนมาก ตนหวังว่าจะได้รับความเป็นธรรมจากสภาแห่งนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่แถลงเปิดคดีเสร็จแล้วนายพรเพชร ได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า ให้ผู้กล่าวหาและผู้ถูกกล่าวหาแจ้งขอยื่นแถลงปิดสำนวนคดีด้วยวาจาภายใน 7 วัน นับตั้งแต่วันแถลงเปิดคดี ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 29 เม.ย. และหากจะแถลงปิดคดีด้วยเอกสารให้แจ้งภายในวันที่ 5 พฤษภาคม และให้สมาชิกยื่นญัตติซักถามได้ถึงวันที่ 27 เม.ย.ถึงเวลา 12.00 น. เพื่อพิจารณาให้มีการซักถามคู่กรณีในวันที่ 30 เม.ย. ทั้งนี้ได้ตั้งคณะกรรมาธิการซักถามจำนวน 7 คน จากนั้นนายพรเพชรได้สั่งปิดการประชุมในเวลา 13.10 น.





