"สปช." ขอ "กมธ.ร่างรธน." ปรับร่างรธน. อุดช่องรัฐประหาร “ดิเรก” ทำนายหากไม่แก้ที่มานายกฯ-ระบบเลือกตั้ง-ที่มาสว.จ่อรัฐประหารซ้ำอีก
ผู้สื่อข่าวรายงานถึงการอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญ ในภาค 2 ว่าด้วยผู้นำการเมืองที่ดีและระบบผู้แทนที่ดี ภาพรวมของการอภิปรายในช่วงบ่ายต่อเนื่องถึงช่วงค่ำนั้น ยังคงเป็นการให้ข้อเสนอแนะเพื่อให้แก้ไขบทบัญญัติเน้นในประเด็นที่มาของนายกฯ, ที่มาส.ส., ที่มา ส.ว.และการใช้อำนาจของส.ว. โดยที่มาของนายกฯ ที่ร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 กำหนดให้มีที่มาจากบุคคลที่ไม่เป็นส.ส. โดยต้องได้รับการลงมติเห็นชอบด้วยเสียง 2 ใน 3 การอภิปรายได้แบ่งความเห็นเป็น 2 ทาง คือ ให้ตัดบทบัญญัติดังกล่าวออกจากร่างรัฐธรรมนูญ เพราะมองว่าผู้นำฝ่ายบริหารต้องมีส่วนยึดโยงกับประชาชน เพราะต้องยึดหลักบริหารที่รับผิดชอบกับประชาชนด้วย ขณะที่เห็นด้วยให้มีบทบัญญัติดังกล่าวไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ แต่ควรปรับปรุงถ้อยคำเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติใช้ที่ตรงกับเจตนารมณ์ที่ต้องการให้เป็นช่องทางของ
สถานการณ์วิกฤตทางการเมือง แต่ควรไปกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาล และเขียนเงื่อนไขของการนำบทบัญญัติมาปฏิบัติใช้ให้ชัดเจน โดยนายดิเรก ถึงฝั่ง สปช. อภิปรายความเห็นที่ชัดเจนในประเด็นเรื่องนายกฯที่ไม่ได้เป็น ส.ส.ว่า ต้องปรับปรุงเพราะการใช้ถ้อยคำในตามมาตรา 172 จะทำให้คนเชื่อว่าเป็นช่องที่ทำให้อำนาจพิเศษเข้ามากดดันและทำให้ได้นายกฯ ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน อย่างไรก็ตามตนยืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับนายกฯ คนนอก แต่หากต้องการแก้ไขวิกฤตควรไปกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาล
ขณะที่ที่มาของ ส.ส. มีผู้ที่ขอให้ปรับบทบัญญัติ อาทิ ให้จำกัดวาระของส.ส. ให้เป็นได้ไม่เกิน 2 สมัย เพื่อเปิดโอกาสให้นักการเมืองรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น, ให้ส.ส.ไม่ต้องสังกัดพรรคการเมือง เพื่อความเป็นอิสระต่อการทำหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ประชาชนและประเทศ เป็นต้น นอกจากนั้นขอให้แก้ไขเจตนารมณ์ที่กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญระบุว่าต้องการให้เกิดรัฐบาลผสมเพื่อลดความเข้มแข็งของรัฐบาล เพราะถือเป็นการตั้งโจทย์ของการแก้ไขปัญหาการเมืองไม่ถูกต้อง ขณะที่ประเด็นการลดการทุจริต การซื้อสิทธิ ขายเสียง ควรเพิ่มบทบาทให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำหน้าที่ตรวจสอบเต็มที่และให้ความรู้กับประชาชนเรื่องการเมือง
ส่วนที่มาของส.ว. นั้นเสียงส่วนใหญ่เห็นว่าหากร่างรัฐธรรมนูญให้อำนาจ ส.ว.สามารถถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ผ่านการเลือกตั้งประชาชน และสามารถเสนอกฎหมาย ขอให้ปรับให้มีที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด โดยน.ส.รสนา โตสิตระกูล สปช. อภิปรายว่า ตนเห็นด้วยหากกำหนดให้ส.ว.มาจากการสรรหาทั้งหมด แต่ต้องลดอำนาจส.ว.ลง แต่หากร่างรัฐธรรมนูญคงอำนาจส.ว.ให้มีอำนาจต้องให้มาจากการเลือกตั้ง แต่ที่มาต้องไม่ใช่ฐานเดียวกันกับนักการเมือง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ประชุมยังได้เสนอความเห็นต่อการแก้ไขบทบัญญัติร่างรัฐธรมนูญเพื่อตัดช่องทางของการนำไปสู่การยึดอำนาจ หรือรัฐประหารในอนาคต โดยนายทรงชัย วงศ์สวัสดิ์ สปช. อภิปรายว่า ขอให้พิจารณาแก้ไขบทบัญญัติมาตรา 183 ว่าด้วยการพ้นจากตำแหน่งของรัฐมนตรี มาตรา 184 ว่าด้วยการรักษาการของคณะรัฐมนตรี (ครม.) และมาตรา 185 ว่าด้วยการสิ้นสุดลงของความเป็นรัฐมนตรี เพื่อไม่ให้ปรากฎการณ์ที่ก่อให้เกิดวาทะกรรม ที่ว่าไม่ยอมออกจากตำแหน่ง และนำไปสู่วาทะกรรมที่ว่า นาทีนี้ผมขอยึดอำนาจ ได้อีกเพราะปัจจัยสำคัญคือการอยู่รักษาการของครม.ทั้งที่อยู่ในสถานะรัฐบาลที่ล้มเหลว
ขณะที่นายดิเรก กล่าวว่าต้องมีการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่เสนอต่อสปช. ประเด็นที่มาของนายกฯ คนนอก, การเลือกตั้งสัดส่วนผสม และ ที่มาส.ว. เพื่อไม่ให้หลังการเลือกตั้งต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และทำให้มีผู้ออกมาประท้วงคัดค้าน และนำไปสู่การรัฐประหาร ได้อีก ซึ่งตนขอทำนายไว้ว่าหากบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเป็นแบบฉบับที่เสนอต่อสปช. ไม่กี่ปีจะเข้าสู่การปฏิวัติ รัฐประหารได้อีก





