"สุริยะใส" แนะ สปช. ผนึก กมธ.ยกร่างฯ สร้างแรงส่งการปฏิรูป ที่ผ่านมาติดอัตตา ขาดยุทธศาสตร์ สังคมยังไม่ถึงขั้นเชื่อมั่น
นายสุริยะใส กตะศิลา อาจารย์วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต และ ผู้อำนวยการสถาบันปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) กล่าวถึงการชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญโดยคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมูญต่อสมาชิกสภาปฎิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่จะเริ่มต้นขึ้นในวันพรุ่งนี้ (20 เม.ย.) ว่า ตนเห็นว่าควรจะใช้เวทีนี้หาข้อยุติในเรื่องใหญ่ๆ ที่ทั้ง 2 ฝ่ายยังหาข้อยุติหรือตกลงร่วมกันไม่ได้ เพราะที่ผ่านมา สปช.บางส่วนก็รับไม่ได้กับบางประเด็นที่ กมธ.ตัดออกไป ทำให้เกิดข้อถกเถียงยืดเยื้อเรื้อรัง จนบางครั้งเหมือนเป็นการตั้งแง่กันทำให้สังคมสับสนและขาดความเชื่อมั่นต่อกระบวนการปฏิรูปในครั้งนี้
และที่น่าเป็นห่วงคือ สปช.บางคนก็ยึดมั่นถือมั่นกับความเห็นส่วนตัวในประเด็นเฉพาะประเด็นใดประเด็นหนึ่งมากจนเกินไป จนมองข้ามหรือไม่ให้ความสำคัญกับภาพรวมของร่างรัฐธรรมนูญ เช่นเดียวกันกับบรรดาพรรคการเมืองที่มักมองหรือเห็นเฉพาะประเด็นที่ตัวเองมีส่วนได้เสียหรือเป็นเรื่องที่กระทบกับอำนาจและผลประโยชน์ของตัวเองเท่านั้น ส่วนที่เป็นการเมืองของภาคพลเมืองกลับละเลยไม่สนใจ ปัญหาของการมองร่างรัฐธรรมนูญแบบแยกย่อย เป็นส่วนๆ ไม่มององค์รวมหรือดูกันทั้งฉบับทำให้เกิดการบิดเบือนกันได้ง่าย และอาจทำให้แรงต้านของการปฏิรูปรอบนี้ขยายผลจนในที่สุดการปฏิรูปจะเสียของและไม่เหลืออะไรกันเลย
“ที่น่าห่วงที่สุดและเป็นปัญหาในตัวมันเองคืออีโก้หรืออัตตาของบรรดา สปช. ที่จนป่านนี้ยังไม่ลดละและหาเอกภาพร่วมกันยังไม่ได้ อาจทำให้ สปช.สะดุดขาตัวเองเปลืองงบประมาณเปลืองเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ แม้ความเห็นต่างจะเป็นเรื่องปกติแต่ด้วยเงื่อนไขสถานการณ์พิเศษของบ้านเมือง สปช.ควรใช้เวลาช่วงที่เหลือที่มีไม่ถึง 5 เดือน เร่งสร้างเอกภาพทางยุทธศาสตร์ และสร้างแรงส่งของพลวัตรการปฏิรูปที่มีพลังและความหวัง ความฝันมากกว่านี้” นายสุริยะใส กล่าวและว่า โดยเฉพาะการสื่อสารกับประชาชนทั้งแนวราบแนวดิ่งต้องเข้มข้นมากกว่านี้ เพราะความหวังและความฝันของประชาชนจะเป็นแรงส่งของการปฎิรูปที่เป็นจริง นอกจากนี้บรรดา สปช.ที่ไม่เคยแสดงบทบาทใดๆ หรือมาประชุมไปวันๆ นั้นก็ควรลงแรงหรือทำงานกันมากขึ้น ซึ่งเท่าที่ติดตามการทำงานของ สปช.ทำงานกันจริงๆ จังๆ ไม่ถึง 60 คน จากทั้งหมด 250 คน




