"อภิสิทธิ์"ห่วงเศรษฐกิจฟุบยาว เหตุกำลังซื้อภายในประเทศถดถอย แนะรัฐบาลทบทวนนโยบาย มุ่งจ้างงานท้องถิ่นกระจายรายได้
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงกรณีที่ มรว.ปรีดียาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ออกมายอมรับเศรษฐกิจมีปัญหาว่า เป็นเรื่องที่ตนสะท้อนมาตลอดว่ามีปัญหาจริงๆ และมองไม่เห็นว่าการที่จะทำให้เศรษฐกิจกระเตื้องขึ้นจะมาจากทางไหน ซึ่งเท่าที่ตนคุยกับคนทำธุรกิจก็ยืนยันว่าปัญหาหนักกว่าวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในสมัยที่ตนเป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องจากมีปัญหากำลังซื้อคนในประเทศหายไป และการบริหารของรัฐบาลในการวางนโยบายหลายอย่างไม่สอดคล้องกัน เช่น นโยบายพลังงาน หรือการส่งสัญญาณเรื่องภาษีที่ทำให้ความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายของประชาชนหายไป
"ตอนนี้ควรทบทวนว่าที่ผ่านมาท่าทีของรัฐบาลมีส่วนทำให้เกิดปัญหาแค่ไหนและจะแก้ปัญหาอย่างไร ผมสังเกตว่าแนวคิดกระตุ้นเศรษฐกิจมักคิดในกรอบเดิม ๆ ซึ่งในยุคปัจจุบันได้ผลน้อยมาก เช่น คิดว่าจะใช้งบประมาณภาครัฐเข้าไปกระตุ้นด้วยการทำโครงการ ทั้งที่เงินเหล่านั้นออกช้าและหมุนเวียนอยู่ในคนไม่กี่คน อยากให้คิดว่าถ้าพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจควรทำโครงการที่เกิดความหมุนเวียนเร็วขึ้น เช่น เรื่องการท่องเที่ยวก็ทำให้คนในท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมด้วยการจ้างคนในชุมชนจะทำให้มีการกระจายรายได้และมีกำลังซื้อกลับไปที่ประชาชนทันที แตกต่างจากการทำโครงสร้างพื้นฐานที่ผู้รับเหมาได้ประโยชน์ แต่ต้องเป็นโครงการที่ชาวบ้านมีส่วนร่วมจริง ๆ ซึ่งการปรับปรุงแหล่งท่องเที่ยวในชุมชน จะทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมได้มาก ผลที่ตอบแทนมาจะสอดคล้องในเรื่องการหารายได้เพิ่มจากการท่องเที่ยวด้วย"นายอภิสิทธิ์ กล่าว
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่านอกจากนื้ปัญหาที่ทำให้เศรษฐกิจซบเซาเพราะประชาชนไม่มีกำลังซื้อยังเกิดจากปัญหาจำนำข้าว ที่เป็นภาระด้านการเงินและรัฐบาลยังไม่สามารถหารายได้ทดแทนให้กับเกษตรกรได้ ซึ่งความจริงถ้าไม่มีการรัฐประหารแต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์บริหารงานต่อ. ถึงจุดหนึ่งก็ต้องยุติโครงการจำนำข้าวทำต่อไม่ได้เพราะไม่มีงบประมาณเพียงพอ สิ่งที่เสียดายคือหากปล่อยให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์บริหารประเทศต่อไป โครงการนี้จะพังในมือของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ และประชาชนจะได้เรียนรู้ถึงพิษภัยของประชานิยมด้วยตัวเอง ซึ่งจะมีผลต่อการตัดสินใจต่อการเลือกตั้งในอนาคต แต่พอมีการรัฐประหารตอนนี้ชาวนาลืมปัญหาจำนำข้าวแล้วมีการวิจัยพบว่า ต้องการโครงการจำนำข้าวกลับมาอีก ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายเพราะเท่ากับเรา วนอยู่กับปัญหาเดิม เนื่องจากไม่มีการให้ข้อมูลที่เป็นจริงกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง
นายอภิสิทธิ์. กล่าวถึงแนวคิดที่จะมีการเสนอให้ยกเลิกการเปิดเสรีนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ที่รัฐบาลประชาธิปัตย์เคยมีมติไว้เพื่อกลับไปล็อคโควต้านำเข้าเหมือนเดิมจนเกิดปัญหาการผูกขาดว่า ข้อมูลที่ให้เกี่ยวกับราคาไข่ไก่สับสนมาโดยตลอด บางช่วงราคาลดลงก็จะโทษว่าเพราะเปิดเสรี ทั้งที่ช่วงเวลานั้นยังไม่มีการนำเข้าเลย แต่ตอนนี้ยังไม่ได้ล้มเสรีราคาไข่ไก่ก็กลับเพิ่มสูงขึ้นได้ จึงอยากให้รัฐบาลเอาใจใส่ว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนความเป็นจริงของตลาดหรือมีความพยายามที่จะชี้นำตลาดโดยการผูกขาดของคนกลุ่มหนึ่งและเอ้กบอร์ดต้องโปร่งใสว่าไม่มีผลประโยชน์เข้าไปเกี่ยวข้อง
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่าสมัยรัฐบาลตนมีการเตรียมปรับโครงสร้างเอ้กบอร์ด เพราะเห็นว่าเป็นปัญหามากขึ้น เพราะการจำกัดการตัดสินใจไว้กับคนไม่กี่กลุ่มจะกระทบกับผู้บริโภคด้วยจึงต้องไม่คิดถึงแต่ผู้ผลิตเพียงอย่างเดียว ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำคือการแก้ปัญหากฎหมายการแข่งขันทางการค้า เพื่อลดปัญหาการผูกขาด และตนยังวางมาตรการระยะยาวที่จะแก้โครงสร้างการผูกขาดทั้งระบบที่เกิดขึ้นด้วย จึงอยากให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาเรื่องนี้อย่างจริงจังไม่เช่นนั้นจะเป็นวงจรอย่างนี้ไม่จบไม่สิ้น
ส่วนที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ระบุว่า แก้ปัญหาเศรษฐกิจมากกว่ารัฐบาลประชาธิปัตย์นั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ขอตอบโต้เพราะตัวเลขทางเศรษฐกิจจะเป็นเครื่องชี้วัดความสามารถในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจเองว่าคลี่คลายปัญหาได้ดีมากน้อยแค่ไหน





