กมธ.ยกร่างฯเสียงแข็ง ไม่เปลี่ยนหลักการรธน.

กมธ.ยกร่างฯเสียงแข็ง ไม่เปลี่ยนหลักการรธน.

การแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญในรอบสุดท้ายก่อนที่จะนำเสนอต่อ สปช. เสร็จสิ้นลงเมื่อวันที่ 8 เม.ย.

พลันที่เสร็จการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญในรอบสุดท้ายก่อนที่จะนำเสนอต่อ สปช. เสร็จสิ้นลงเมื่อวันที่ 8 เม.ย. ที่ผ่านมา  เย็นวันเดียวกันนั้นเอง "คณะกรรมมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ" ได้มาพบกับสื่อใน "เครือเนชั่น" ซึ่งครั้งนี้ "บวรศักดิ์ อุวรรณโณ" ประธานกรรมาธิการฯ เป็นผู้นำคณะมาด้วยตนเอง

ทั้งนี้เริ่มการหารือ "บวรศักดิ์"ได้เริ่มวาดภาพการทำงานที่ผ่านมาว่า กรรมาธิการฯทั้ง 36 คนได้พูดความคิดของแต่ละคน และต่อมาก็เชิญตัวแทนพรรคกรเมือง และกลุ่มการเมือง มาให้ความเห็น รวมถึง สปช. สนช. และจัดเวทีด้านนอกรวมถึงเวทีเฉพาะทางด้วย ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การร่างรัฐธรรมนูญที่เชิญพรรคการเมืองเข้ามาให้ควาเห็น และนอกจากนี้ยังเป็นครั้งแรกที่รัฐธรรมนูญสามารถบันทึกเจตนารมณ์โดยกรรมาธิการได้ เพราะที่ผ่านมา เมื่อทำเสร็จก็กรรมาธิการก็ถูกยุบ  คนเขียนก็มานั่งเขียนเจตนารมณ์เอาเองทีหลัง

เขายังได้สรุปหลักสำคัญของรัฐธรรมนูญว่ามี 4 ข้อประกอบด้วย 1.สร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่ 2.ให้การเมืองให้ใสสะอาดและสมดุล 3.สังคมที่เป็นะรรม 4.นำชาติสู่สันติสุข  

โดยสองเรื่องเป็นการเหลียวหลัง สองเรื่องเป็นการแลลหน้า เหลียวหลังคือการกลับไปแก้ปัญหา เจตนารมณ์สองข้อที่กลับไปแก้ปัญหาเดิมคือข้อ 2 และ 4  เนื่องจากเห็นว่าสังคมขัดแย้งมากไม่ปรองดองไม่ได้แล้ว กรรมาธิการจึงเขียนภาคสี่ที่ว่าด้วยการปฏิรูปเพื่อสร้างควาเป็นธรรมลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความปรองดอง

"ภาคสี่ที่ว่าด้วยการปฏิรูปทำให้เห็นชัดว่าเป็นรัฐธรรมนูญ ที่ไม่ได้ลอกของฝรั่งมา เพราะไม่มีที่ไหนเขียนไว้ และภาคสี่ก็ใช้แค่ 5 ปี เว้นแต่ ครม. รัฐสภา หรือ ประชาชน 50,000 คน ส่งไปลงประชามติ ว่าให้อยู่ต่ออีก 5 ปี"

การเหลียวหลังอีกเรื่องคือเรื่องการเมืองใสสะอาด เราเห็นว่าในอดีตก็มีปัญหาเรื่องการทุจริตที่แก้ไม่ตกและเป็นปัญหาใหญ่มาก ซึ่งเกิดจากการเมืองที่ไม่สมดุล  ไม่สมดุลกับพลเมือง ไม่สมดุลกับพรรคการเมือง  เพราะที่ผ่านมาเราเป็นระบบที่ผู้ชนะได้หมด (winner take all)ผู้ชนะได้เก้าอี้ ส.ส. มากกว่า คะแนนนิยม (Popularity vote)  เช่นการเลือกตั้ง ปี54 พรรคใหญ่ ได้คะแนนนิยม 44%  แต่ได้ที่นั่ง ส.ส. ถึง 54 %  เราจึงพยายามแก้อดีต

ส่วนแลหน้าก็คือ การทำให้พลเมืองเป็นใหญ่ จึงเอาการเมืองภาคพลเมือง มาคานการเมืองภาคนักการเมือง จึงถึงเวลาน่าจะทำให้บ้านเมืองดีขึ้น เรื่องที่สองคือเรื่องปฏิรูป  เพราะเรื่องนี้คนเรียกร้องให้ทำตั้งแต่ก่อน 22 พ.ค. จึงไม่ทำไม่ได้ และจะรอให้รัฐบาลหลังเลือกตั้งมาทำก็ไม่ทำเพราะ มันไม่ใช่นโยบายเขา

จากนั้น "พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวาณิช" โฆษกรรมาธิการได้เริ่มอธิบายถึง ระบบการเลือกตั้ง "แบบสัดส่วนผสม" หรือที่เราเรียกกันว่า "แบบเยอรมัน"ว่า ประเทศเยอรมันเขาใช้ระบบนี้ เมื่อ 60 ปี ที่แล้ว หลังจากที่มีพรรคเข้มแข็งเมื่อสงครามโลกครั้งที่สอง  และขณะนี้มีเก้าประเทศทั่วโลกที่ใช้ในขณะนี้  

ระบบนี้ เป็นการสะท้องความนิยมของประชาชนต่อพรรคการเมือง เยอรมันใช้สองข้างคือจำนวน ส.ส.  เขต และ บัญชีรายชื่อเท่ากัน แต่ประเทศอื่นเขาพัฒนาไม่จำเป็นต้องเท่ากัน โดยมีส.ส.เขตมากกว่าปาร์ตี้ลิสต์ แต่ถ้าต่างกันมากมันจะเพี้ยนไม่สะท้อนอย่างแท้จริง เราจึงใช้ 250 + 200 

"เลิศรัตน์" ระบุต่อว่า ผลที่เกิดขึ้นจะมีสองประการ 1.พรรคใหญ่จะไม่ได้เกิน 50 % เพราะไม่มีประเทศไหนที่นิยมเกิน 50% แต่ถ้าเกินก็เกินไปไม่ได้ว่าอะไร อย่างเยอรมันที่ผ่านมาเขาก็มีพรรคพันธมิตร เป็นการสะท้อนความเป็นจริงและทำให้เกิดรัฐบาลผสมขึ้นมา การที่ไม่มีรัฐบาลที่ไม่มีเสียงเกินครึ่งมีข้อดี คือไม่สามารถถยึดกุมได้ร้อยเปอร์เซนต์ ไม่ใช่สั่งเอาที่ต้องการตลอดเวลา ต้องถามพรรคถามพวก ทำความให้ความแกร่งกล้าของรัฐบาลบรรเทาลง แต่ไม่ทำให้รัฐบาลอ่อนแอลง  2.พรรคเล็กๆหากมีความนิมก็จะมีโอกาส เราก็จะเปิดโอกาสให้มีกลุ่มการเมืองขึ้น

เมื่อถามตรงไปว่า  หน้าตาการเมืองไทยจะเป็นอย่างไรหลังการบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ "เลิศรัตน์" ชี้แจงว่า พรรคจะได้คะแนนตามความนิยม อันดับหนึ่งจะอยู่ที่ 45% เขาต้องมีพรรคร่วมอยู่ดี

เมื่อถึงจุดนี้ "สุจิต บุญบงการ" หนึ่งในกรรมาธิการก็ช่วยให้มองภาพได้ชัดขึ้นว่ารัฐบาลผสมคงมีแน่ เพราะพรรคใหญ่ต้องถูกลดจำนวนลงโดยระบบนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะลดลงมากมาย

ส่วนเรื่องรัฐบาลจะอ่อนแอลง นั้นอยากชี้ให้เห็นว่าก่อนรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่รัฐบาลล้มนั้นก็เป็นเพราะมีจุดที่ผิดพลาดในการดำเนินนโยบายเองหากมีพรรคใหญ่บริหารพรรคเดียวก็ใช่ว่าจะมีเสถียรภาพหากพรรคใหญ่ไม่ได้เป็นพรรคจริริงๆ แต่เป็นบริษัทที่มีเจ้าของ หากเอาจำนวนพรรคมากำหนดว่ามีพรรคเดียวถึงจะเข้มแข็ง อย่างนี้เป็นคนละประเด็น

"หากสมาชิกพรรคเป็นอิสระในพรรค แล้วทำให้พรรคอ่อนแอ นั่นแหละเป็นความอ่อนแอของคุณ เพราะคุณไม่สมารถเอาพรรคของคุณอยู่ได้ แล้วคุณจะบอกว่าคุณเข้มแข็งอย่างไร โดยหลักการทำงานของพรรคในระบบรัฐสภา เสียงที่สำคัญที่สุดเกิดจากสมาชิกพรรคที่เป็น ส.ส ไม่ได้เกิกดจากหัวหน้าพรรคเป็นคนสั่ง"

"อย่างพรรคไทยรักไทยสมัยคุณทักษิณ (ชินวัตร) เป็นนายก เพื่อนผมที่เป็นสมาชิกพรรคบอกเลยว่าก่อนหัวหน้าพรรคจะมาก็คุยจะเอาอย่างนั้นอย่างนี้ มีเสียงเต็มที่ แต่พอหัวหน้าเดินมาเท่านั้น บอกว่าจะเอาอย่างนี้ ทุกคนก็บอกว่า "ครับ" และทุกคนก็มองไปที่คนที่ถือกระเป่าที่เดินตาม นี่ไม่ใช่ความเข้มแข็งของพรรค"

"แต่ถ้ามีการประชุมไม่สามารถหามติได้ก็อ่อนแอเช่นกัน อย่างพรรคประชาธิปัตย์ประชุมแต่มติก็ไม่ค่อยออก ออกมาก็ไม่เข้าท่า ไม่สามารถกลั่นเรื่องราวที่สำคัญได้ นี่เป็นสิ่งที่ผมอยากจะฝากไว้" สุจิตเล่าอย่างตรงไปตรงมา  

ส่วนที่เมื่อเข้าสู่การพิจารณาของ สปช. แล้ว การเลือตั้งจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่ "บวรศักดิ์" กล่าวหนักแน่นว่า "ใจผม ผมว่าเปลี่ยนไม่ได้ แต่อีก 35 ท่านผมไม่รู้ เพราะนี่เป็นหลักการสำคัญของรัฐธรรมนูญ ที่เราใช้ระบบนี้เพราะเป็นธรรม" 

"ผมเป็นคนเขียนรัฐธรรมนูญ 40 เอง ได้รัฐบาลที่เข้มแข็งแล้วเป็นไง 4 ปีกว่า มีการรวมพรรคแล้วหลายคนก็โดนสารพัด สื่อไหนไม่เข้าทางก็เล่นงาน  สำหรับผมเมื่อเราสร้างเสือขึ้นมาแล้วเสือตัวนั้นไม่ได้อยู่ในสวนสัตว์ แต่ออกไปกินเป็ดไก่ ผมว่ามันไม่ได้ ระบบนี้ที่เราทำ จะมีรัฐบาลผสมแน่ เพืื่อไม่ให้เกิดภาวะข้าใหญ่แต่ผู้เดียว พรรคเบอร์หนึ่งขึ้นเป็นรัฐบาล แล้วพรรครองก็ลงถนน" บวรศักดิ์ กล่าว

"บวรศักดิ์" กล่าวต่อว่า ระบบนี้ระยะต้นของการที่ต้องการให้เกิดความปรองดอง ไม่ทำให้พรรคใดพรรคหนึ่งหยิ่งผยอง ตนเชื่อว่าให้ลองไปสัก 5-7 ปี แล้วมาตั้งคณะกรรมการม่าพิจารณา วิเคราห์และเสนอแก้รัฐรรมนูญ เรารู้ว่ามันไม่เพอร์เฟคท์ แต่เวลานี้บรรยากาศสร้างความปรองดองเราไม่ต้องการรัฐบาลที่ผู้ชนะได้หมด

ตนเคยบอกกับต่างชาติว่า ผมสร้างรัฐบาลที่แข็งแรง วันนั้นไม่ผิด แต่ฮาร์ดแวร์ไม่สามารถสร้าซอฟท์แสร์ หรือวัฒนธรรมากรเมือง วันนี้ต้องการรัฐบาลที่มาพูดคุยกัน ไม่ใช่ข้าใหญ่แต่ผู้เดียว

เมื่อถามย้ำหาก สปช.เสนอเปลี่ยนแปลงจะเปลี่ยนอะไรบ้าง "ผมก็เสนอว่าต้องดูเหตุผล หลักการยังไงเราก็ไม่เปลี่ยน เพราะรัฐธรรมนูญเป็นหลัก การบริหารประเทศต้องมีหลัก หากหลักเปลี่ยนต้องว่ากันใหม่ ถ้าขืนบอกว่าต้องเปลี่ยนหลักทั้งหมด ให้เวลา 60 วันผมทำไม่ได้ และผมไม่อยู่ด้วย" สุจิต กล่าว  

อย่างไรก็ตามขณะนี้มีกระแสว่าอาจมี สปช. ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ "สุจิต" ระบุว่า ไม่รับก็ช่วยไม่ได้ ทำไมต้องไปคิดกลัวไม่รับ ทำไมเขาไม่คิดว่าเขาไม่รับจะมีอะไร ทำไมเราต้องมาคิดคนเดียว หากไม่รับเราไม่ได้ไปด้วยกันทั้งหมดอย่างเดียว การปฏิรูปที่ไม่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญยังค้างอยู่หลายเรื่อง เขาไม่ได้มีหน้าที่อนุมัติรัฐธรรมนูญอย่างเดียว 

ต่อข้อสงสัยเรื่องแม้จะมีกติกาใหม่ แต่ยังเป็นผู้เล่นเดิมจะมีีปัญหาอะไรหรือไม่ "เลิศรัตน์" ระบุว่าเรื่องที่ว่ามาเรากังวล เราห้ามควบรวมพรรค ห่ามลาออกจากพรรคเพื่อเปลี่ยนพรรคใหม่ การสมัครก็ห้ามสมัครอิสระ เราใส่มาตรการป้องกันห้ามเล่นแร่แปรธาตุ รวมถึงกฎกติกาต่างๆ เราใส่ให้รัฐบาลบริหารประเทศ เพื่อตระหนักถึงธรรมาภิบาล ผลประโยชน์ของประชาชน เมื่อนักการเมืองไม่เข้มแข็งพอ เราจึคงต้องมีกฎกติกามารยาท 

นอกจากนี้ "บวรศักดิ์" ยังระบุถึงเรื่ององค์กรตรวจสอบในรัฐธรรมนูญว่า เป็นของเก่าทั้งหมด ยกเว้นการตรวจสอบภาคประชาชน เพิ่มสภาตรวจสอบภาคพลเมือง ส่วนการเมืองระดับชาติก็มีปรับให้กรรมการจัดการเลือกตั้งจัดการเลือกตั้ง เพราะเมื่อก่อน กกต. ทำทุกอย่าง เราต้องการแยกอำนาจเพราะต้องการให้ กกต. จับทั้งสองฝ่าย แล้วเอาใบแดงไปให้ศาล ป.ป.ช. เราก็ให้ดูเฉพาะหัวหน้าสวนราชการ รัฐวิสหากิจ นักการเมือง คดีจะได้เข้าน้อยลง ส่วรนการควบรวม ก็เพื่อแทนที่ประชาชนจะวิ่งสองที่ก็วิ่งที่เดียว เราไม่ได้ลดอำนาจลงเลย แต่ที่เพิ่มคือ ศาลแผนกวินัยการคลังและงบประมาณ 

"ส่วนเรื่องประชานิยมมีหรือไม่ก็ตอบว่ามี เพราะทุกรัฐบาลต้องหาเสียง แต่เรากันไว้ว่าต้องอยู่ในงบประมาณแผ่นดิน" บวรศักดิ์ ระบุ

ส่วนที่รัฐธรรมนูญนี้ดีไซน์เพื่อรัฐบาลแห่งชาติหรือไม่ "บวรศักดิ์" รัฐบาลแห่งชาติก็น่าคิด ถ้าเราจะทนอีก 10 ปี เบอร์หนึ่งขึ้นเบอร์สองลงถนน ก็เอา แต่ถ้าคุณอยากให้เขานั่งโต๊ะเดียวกันก็นั่ง 

"อันนี้ผมปรารภเฉยๆ" บวรศักดิ์ ระบุ 

เรื่องการทำประชามติ "บวรศักดิ์"  ยืนยันว่า ส่วนตัวแล้วเห็นว่าต้องมีการทำประชามติ ส่วนที่มีคนถามว่าเคยบอกพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. หรือไม่ จริงๆแล้วเรื่องนี้พล.อ.ประยุทธ์ถามตนด้วยซ้ำ ซึ่งก็ยืนยันไปว่าต้องมี แต่ไม่มีอำนาจหน้าที่ ส่วนท่านก็รับว่าเป็นอำนาจของท่านที่พิจารณา 

เมื่อถามว่าทำไมคิดว่าพล.อ.ประยุทธ์ จึงยังไม่บอกว่าจะประชามติหรือไม่ "บวรศักดิ์" กล่าวทิ้งท้ายว่า "คนเล่นเผ ก็ต้องอุบไว้ก่อน"