กมธ.ร่างกมธ.ร่างรธน.ปรับการบัรธน.ปรับการบังคับคดีทางแพ่ง-ปกครอง อยู่กับศาลปกครอง ตามที่ศาลปกครองเสนอ ยันควบรวมผู้ตรวจ-กรรมการสิทธิ์
ผู้สื่อข่าวรายงานถึงการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญที่มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นประธานการประชุม วาระพิจารณาทบทวนเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญในบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญที่ค้างการพิจารณา เมื่อวันที่2 เม.ย. ว่ามีประเด็นที่พิจารณาเสร็จแล้วที่สำคัญ คือ การควบรวมผู้ตรวจการแผ่นดิน กับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในมาตรา 275 หลังจากมีผู้ท้วงติงและขอให้ทบทวนว่าไม่ควรควบรวม 2 องค์กรไว้ด้วยกัน ทั้งนี้ที่ประชุมได้พิจารณาแล้วมีข้อสรุป คือ ยืนยันการควบรวม 2 องค์กรดังกล่าวไว้เช่นเดิม แต่ได้ปรับปรุงบทบัญญัติในประเด็นการสรรหากรรมการผู้ตรวจการแผ่นดินและพิทักษ์สิทธิมนุษยชน จากเดิมที่ใช้รูปแบบเดียวกันกับการสรรหาคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้แก้ไขให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ.2542 เพื่อให้การสรรหาดังกล่าวมีองค์ประกอบจากภาคประชาชนเข้าร่วมด้วย และเกิดการยึดโยงกับประชาชน
ทั้งนี้ในรายละเอียดของหลักเกณฑ์ ที่มาของกรรมการ รวมถึงคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้ารับการสรรหาจะระบุไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดินและพิทักษ์สิทธิมนุษยชน นอกจากนั้นที่ประชุมยังได้พิจารณาถึงการปรับปรุงชื่อ ของคณะกรรมการผู้ตรวจการแผ่นดินและพิทักษ์สิทธิมนุษยชนด้วย โดยมีผู้เสนอเปลี่ยนแปลงชื่อเป็น สถาบันสิทธิมนุษยชนและผู้ตรวจการแห่งชาต แต่มีผู้ท้วงติงว่าไม่เหมาะสมเพราะด้วยคำนิยามสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทภาควิชาการมากกว่าที่จะมีอำนาจเข้าไปตรวจสอบ ทำให้ที่ประชุมยกประเด็นการแก้ไขชื่อไปพิจารณาในการประชุมครั้งถัดไป
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าที่ประชุม ยังได้ยกประเด็นที่ศาลปกครองสูงสุดขอให้ทบทวนมาตรา 282 ว่าด้วยการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนยุติธรรม ใน(6) ประเด็นกลไกในการบังคับคดีทางแพ่งและคดีปกครองที่ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้สังกัดศาลยุติธรรม ทั้งนี้ที่ประชุมได้มีความเห็นร่วมกันว่าควรแก้ไขให้เป็นไปตามข้อทักท้วงของศาลปกครอง ที่ให้กลไกบังคับคดีทางแพ่งและคดีปกครอง อยู่ในศาลปกครอง เพื่อให้การบังคับคดีเป็นไปตามคำสั่ง คำพิพากษา ของศาลปกครอง และได้เพิ่มข้อความกำหนดให้การบังคับคดีต้องเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกับระบุให้ปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวกับการบังคับคดีทางแพ่งและทางปกครองเดิมให้มีประสิทธิภาพด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงายด้วยว่าในที่ประชุมยังได้นำบทบัญญัติร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับมาพิจารณาและปรับแก้ถ้อยคำให้ถูกต้องและปรับปรุงบางมาตราให้ถูกต้องตรงกับเจตนารมณ์ ซึ่งมีประเด็นสำคัญคือ การเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร รองประธานสภาฯ คนที่1 และ รองประธานสภาฯ คนที่ 2 ที่ต้องการให้ส.ส.ของพรรคฝ่ายค้านในสภาฯ ได้ดำรงตำแหน่งรองประธานสภาฯ คนที่ 1ซึ่งที่ประชุมได้ปรับสาระให้เป็นว่า ให้สภาฯ ลงมติเลือกประธานสภาฯ ก่อน และให้นำชื่อบุคคลที่ได้รับเลือกทูลเกล้าฯ แต่งตั้ง จากนั้นเมื่อมีคณะรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่แล้วจึงให้มีกระบวนการได้มีซึ่งรองประธานสภาฯ คนที่ 1 โดยเงื่อนไขคือต้องเป็นส.ส.ที่มาจากพรรคการเมืองที่ไม่ได้เข้าร่วมเป็นรัฐบาลซึ่งที่มีจำนวนส.สมากที่สุด สำหรับที่มาจะให้มีการเสนอชื่อและให้ที่ประชุมลงคะแนนข้างมากรับรอง
ขณะที่รองประธานสภาฯ คนที่2 จะใช้วิธีเสนอชื่อ ซึ่งไม่มีเงื่อนไขว่ามาจากพรรคการเมืองใดแล้วให้ที่ประชุมสภาฯลงคะแนนเลือก โดยผู้ที่ได้รับคะแนนเสียงสูงสุดจะได้ดำรงตำแหน่งรองประธานสภาฯ คนที่2 ทั้งนี้จะเลือกพร้อมกับรองประธานฯคนที่ 1
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับการเลือกรองประธานสภาฯ คนที่2 นั้นได้ปรับปรุงวิธีการเลือกจากเดิมที่กำหนดให้พรรคการเมืองที่มีส.ส.จำนวนมากเป็นอันดับ3 ของสภาฯ เสนอชื่อบุคคลที่เหมาะสมให้ดำรงตำแหน่งให้ที่ประชุมสภาฯ รับรอง





