'ไพวงษ์ โบนันซ่า' แจงสัมพันธ์ 'แกนนำแดง-อดีตพระเพชร'

'ไพวงษ์ โบนันซ่า' แจงสัมพันธ์ 'แกนนำแดง-อดีตพระเพชร'

เปิดใจเคลียร์! "ไพวงษ์ โบนันซ่า" แจงสัมพันธ์ "แกนนำแดง-อดีตพระเพชร-รุกที่ป่าสงวน"

จากกรณีที่เจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรม และกรมป่าไม้ เข้าตรวจสอบการถือครองที่ดินบุกรุกป่า บริเวณสนามแข่งรถโบนันซ่า อินเตอร์เนชั่นแนล สปีดเวย์ ในเขตพื้นที่ ต.ขนงพระ อ.เมือง จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 31 เม.ย.ที่ผ่านมา นั้น


นายไพวงษ์ เตชะณรงค์ ผู้บริหารโบนันซ่า เขาใหญ่ รีสอร์ท ให้สัมภาษณ์ชี้แจงการถือครองที่ดินในพื้นที่ที่ถูกตรวจสอบผ่านรายการ “เก็บตกจากเนชั่น” ทางสถานีโทรทัศน์ดิจิทัล “เนชั่นทีวี” วานนี้ (1 เม.ย.)


โดยก่อนการชี้แจง นายไพวงษ์กล่าวถึงสถานะของตัวเองว่า “ก่อนอื่นต้องนำเรียนก่อนนะครับว่า ตอนนี้ผมไม่ได้บริหาร คนยุคใหม่ได้บริหารงานแล้ว”


นายไพวงษ์ กล่าวถึงที่มาที่ไปของการถือครองที่ดินว่า ที่ดินผืนนี้ครอบครัวซื้อมาแล้วเป็นระยะเวลา 20-30 ปี ไม่เคยแก้ไขเอกสารการถือครอง หรือปรับปรุงพื้นที่ ซึ่งตลอดเวลาที่ครอบครองมาก็ได้ทำตามรูปแบบของที่ดิน คือ มีทั้ง ภ.บ.ท. (ภ.บ.ท. 5 เป็นแบบยื่นภาษีบำรุงท้องที่ ซื้อขายไม่ได้) น.ส. 3 ก. แล้วจะมาสร้างที่ดินบน น.ส. 3 ก. ซึ่งก็เกือบจะเป็นโฉนด แต่ตัว ภ.บ.ท.ก็เป็นสนามหญ้า เป็นต้นไม้ ไม่มีพื้นที่ส่วนไหนไม่มีเอกสารสิทธิ์ทั้งสิ้น


“เมื่อมีการตรวจสอบก็ดีครับ ขอให้ตรวจสอบให้หมดเลย ผมก็บอกกับลูกว่า ถ้ารัฐมาตรวจก็ให้ความร่วมมือไปก็แค่นั้นเอง เพราะถือเป็นเรื่องปกติ”


เมื่อถามถึงที่ดินที่คาบเกี่ยวกับป่าสงวนหากพบว่ามีส่วนที่คาบเกี่ยวกับป่าสงวนจริงจะดำเนินการอย่างไร นายไพวงษ์ กล่าวว่า เมื่อมีการตรวจสอบ ก็ควรให้ความร่วมมือ เพราะพวกเขาทำตามหน้าที่ ไม่ต้องเป็นกังวลทั้งสิ้น เขาไม่ได้ตรวจสอบเราคนเดียว เพราะเขาต้องตรวจสอบทั้งประเทศอยู่แล้ว และอย่าไปเหมารวมว่าเป็นเรื่องการเมือง


“หากตัดสินออกมาชัดเจนแล้วว่าพื้นที่ตรงนั้นเป็นของป่า ก็คืนไป แค่นั้นเอง ไม่ถกเถียง ไม่ต่อล้อต่อเถียง ไม่มีเงื่อนไข”


เขากล่าวว่า แต่ส่วนใหญ่ที่ฟังข่าวคือมีการรื้อ บางทีออกโฉนดกันมาแล้วยังต้องย้อนกลับไป 20-30 ปี ไปถอนโฉนดกันได้เลย ทำธุรกิจบ้านเราก็ต้องเจอแบบนี้กันทั้งนั้น ก็ต้องอดทน นักธุรกิจบ้านเรามีความอดทนกันอยู่แล้ว


นายไพวงษ์ เล่าว่า โฉนดที่ดินนี้ซื้อมาเกือบ 30 ปี มาแล้ว เคยเป็นที่ปรึกษากระทรวงมหาไทย ก็เคยอยู่ทางการเมืองมาก่อน ไม่เคยใช้อำนาจเรียกเจ้าของที่ดินมาแก้ไข แล้วที่ออกข่าวมาว่า เราไปแก้ไขโฉนด รับรองว่าชิ้นเดียวก็ไม่มี รับรองได้เพราะเรื่องนี้ตรวจสอบได้


“ถ้าผมคิดจะแก้ไขจริงๆ ในช่วงที่ผมอยู่กระทรวงมหาดไทย ผมควรจะแก้ ภ.บ.ท. ให้ออกมาเป็นโฉนดแต่นี่เอกสารก็ยังอยู่ตามที่ดิน เพราะเราถือว่า มันเป็นแบบนี้ทั้งประเทศอยู่แล้ว ไม่ใช่ว่ามีที่เราที่เดียว แต่ก็ไม่เป็นไรครับ ไม่รู้สึกอะไร เป็นเรื่องธรรมดา”


สำหรับประเด็นที่กลุ่มคนเสื้อแดงมีโอกาสได้ใช้สถานที่จัดงานในพื้นที่โบนัสซ่าอยู่บ่อยครั้ง อาจจะเป็นสาเหตุที่เป็นประเด็นการเมือง นายไพวงษ์ กล่าวว่า ในความเป็นจริง กับคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ก็มีความสนิทสนมชอบพอกันอยู่ ยังเคยบอกให้คุณสนธิมาจัดซักครั้ง มันจะได้หายกัน


นายไพวงษ์ กล่าวอีกว่า เป็นนักธุรกิจ เคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคความหวังใหม่อยู่กับพล.อ.เชาวลิต ยงใจยุทธ เมื่อย้ายพรรคไปรวมตัวกับพรรคไทยรักไทย ชื่อของผมก็ต้องตามไปอยู่ตรงนั้นด้วย เมื่อมีกระบวนการเสื้อแดง ก็ทำให้ได้ทำความรู้จัก


“ขนาดผมนอนอยู่โรงพยาบาล ก็โทรมาล่ะ ป๋าขอจัดคอนเสิร์ต ลูกผู้ชายจะมาปฏิเสธเรื่องแค่นี้ได้ยังไงกันล่ะครับ”


“เมื่อมีครั้งแรกก็มีครั้งที่ 2-3 ซึ่งการจัดคอนเสิร์ตของเสื้อแดงแต่ละครั้ง ครอบครัวผม ไม่เคยมีความสุขกันเลย เพราะลูกเมียต่างก็เตือนให้ระวัง แล้วจะทำให้ยังไงได้ เมื่ออยู่ในสังคมแบบนี้”


เขาบอกว่า ไม่ได้เลือกข้าง แต่เผอิญตกมาแบบนี้ มันก็ต้องว่ากันไป แค่ไม่คิดทำร้ายใคร มีเรื่องมีราว เราก็ชี้แจงได้


เมื่อถามถึงกรณีอดีตพระเพชร นายไพวงษ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องขำขันที่มีคนพยายามโยงพระอาจารย์เพชรมาเกี่ยวข้อง ส่วนตัวก็ถูกอุปโลกน์เป็นคนเสื้อแดงไปตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ ก็แค่ท่านมาสร้างมูลนิธิมาอยู่ข้างพื้นที่แต่ก็ไม่เคยไปเลย


“จริงๆ แล้วเรื่องของคนทั้ง 2 สี มีกลุ่มคนที่สร้างเรื่องดีๆ เกิดขึ้นในบ้านเมืองเราเยอะแยะ มีแค่จำนวนหนึ่งเท่านั้น ที่คิดอะไรเพื่อตัวเอง จนบ้านเมืองต้องยุ่งมาจนทุกวันนี้”


เขาเล่าอีกว่า มีอยู่วันหนึ่งคุณจตุพร ซึ่งพูดกันตรงๆ ก็เคารพชอบพอกันอยู่ มาเชิญให้ไปร่วมงาน ซึ่งส่วนตัวก็เห็นว่าการทำบุญวัดก็ไม่น่าผิดอะไร แต่ระยะหลังเมื่อมีนักลงทุนเข้ามากันมากมาย และเห็นว่าไม่เกี่ยวข้องอะไรกับตนก็ปลีกตัวออกมาได้หลายเดือนแล้ว


“ผมเองก็ไม่เคยซื้อหุ้นตามที่ท่านแนะนำเลย ซักตัว ซักบาท เรื่องนี้ตรวจสอบได้ครับ มีแต่คนรอบข้างลูกเต้าเท่านั้น ที่ซื้อตามคำแนะนำ แต่ผมก็ถือว่าเป็นการลงทุน เพราะเงินก็ไม่ได้เอาปืนไปจี้ให้ซื้อ เมื่อคุณอยากลงทุน คุณก็ต้องเสี่ยง เป็นเรื่องธรรมดา”


นายไพวงษ์ บอกว่า เคยแนะนำไปว่า เมื่อมีเหตุการณ์แบบนี้ทั้งประเทศ หลายๆ แห่งที่ลงทุนไปเป็นเงินร้อยๆ ล้าน แล้วต้องไปรื้อ ไปถอน ต้องกลายเป็นว่า ต้องมาสูญเสียทรัพยากร ต้องเสียของ


“ทำไมรัฐไม่เปิดให้เอกชนเป็นผู้เช่าต่อไป 30-40 ปีก็ว่ากันไป รัฐก็ได้เงิน ผู้คนก็มีงานทำ พื้นที่ก็มีความเจริญ มีคนมาท่องเที่ยว ทั้งโลก เวลาจะสร้างเมืองท่องเที่ยว เขาจะช่วยกัน เราจะมานั่งทำลายกันทำไมล่ะครับ”