(รายงาน) “ธีรยุทธ” วิพากษ์ปฏิรูป แนะ “คสช.” ทำเฉพาะบางจุดก่อน
นายธีรยุทธ บุญมี นักวิชาการและผู้อำนายการสถาบัญสัญญาธรรมศักดิ์เพื่อประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับการทำงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เกี่ยวกับ “การใช้อำนาจพิเศษ” จัดโดยคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ตอนหนึ่งระบุเรื่องการปฏิรูปประเทศ ดังนี้
แม้จะมีตัวอย่างความเสื่อมทรามที่พัฒนาขึ้นมากมาย แต่ก็ยังจะมีความต่างในการมองการปฏิรูปการเมืองไทยเป็น 2 ส่วนคือ
1.ประเทศไทยอยู่กันอย่างนี้มาเป็นเวลาช้านานแล้ว จะไม่มีวันเสื่อมทรุดจนเจอปัญหาที่คลี่คลายไม่ได้ ปัญหาหมักหมมร้ายแรงต่างๆ ที่ผู้ต้องการปฏิรูปการเมืองไทยนั้น เป็นเพียงวาทกรรมที่ถูกยกมาต่อเติมเสริมแต่งจนเกิดเป็นกระแสทำให้เกิดการชุมนุม วุ่นวาย ความไม่รู้รักสามัคคีขึ้น
แนวคิดเช่นนี้ศัพท์วิชาการเรียกว่า แนวคิด Romantic คือ การหวัง คาดฝันไปเองว่าจะสามารถแก้ปัญหาได้ ถ้าเชื่อว่าทำได้ขอให้ลองนำเสนอแผนปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมออกมา
2.ปัญหาในประเทศไทยเป็นปัญหาใหญ่เกินไป มากเกินไป ซับซ้อนเกินกว่าจะหาวิธีแก้ไขได้ คงต้องใช้วิธีเช่นที่ผ่านมา คือทดลองแก้ไขกันไปเท่าที่จะทำได้ ที่เหลือก็ต้องปรับตัวอยู่กับมันไป หรือถือคติว่าถ้านักการเมืองคอร์รัปชันแล้วมีผลงานก็ถือว่ายอมรับได้ เพราะคนไทยส่วนใหญ่ก็คำนับกราบไหว้นักการเมือง ข้าราชการที่โกงกิน ให้เป็นประธานงานบวช งานแต่ง งานศพ อยู่เป็นส่วนใหญ่อยู่แล้ว
ผมเองอาจเป็นพวกโรแมนติก ยังมีความหวังกับโลก จึงเชื่อมาโดยตลอดว่าเราน่าจะสามารถปฏิรูปประเทศไทยเราได้ โดยเขียนบทความไว้หลายชิ้น ตั้งแต่ปี 2540
ประเด็นสำคัญที่ผมเสนอไว้คือ พฤติกรรมหรือวิถีชีวิตของคนจะสอดคล้องกับค่านิยมหรือความเชื่อของเขา และถัดมา ค่านิยม ความเชื่อของเขาก็จะต้องสอดคล้องกับโครงสร้างของสังคม เช่น สังคมที่โครงสร้างอำนาจเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียมกัน จะให้ชาวบ้านที่ไร้อำนาจมีความคิดและพฤติกรรมที่แสดงออกว่าตัวเองเสมอภาคเท่าเทียมกับคนรวยหรือเจ้าใหญ่นายโต ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้
การสร้างประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นกับสังคมไทยจริงๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย อย่าว่าแต่ทหารซึ่งวิชาชีพไม่ได้เกี่ยวข้องกับการปฏิรูป แม้แต่เทคโนแครต ผู้เชี่ยวชาญ นักบริหาร เมื่อเจอสภาพความจริงแล้วก็จะเกิดความท้อถอยเป็นส่วนใหญ่
ส่วนข้อคิดในการเริ่มต้นปฏิรูปการเมือง คือ 1.ผมคิดว่าการปฏิรูปประเทศไทยเป็นไปได้ แต่ก็คล้ายกับการกำหนดแผนพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อผลักดันให้ประเทศพ้นจากสภาพด้อยพัฒนาไปสู่ประเทศพัฒนา ซึ่งไม่ใช่การใช้เงินทุน แรงกาย แรงใจลงไปในทุกๆ เรื่อง แต่ต้องเลือกลงทุนอุตสาหกรรมบางด้านที่เป็นจุดแข็งของประเทศ จนเศรษฐกิจดี Take off ได้ การปฏิรูปการเมืองก็เช่นกัน ต้องเลือกทำเฉพาะบางจุดก่อนเท่านั้น
2.ประเทศไทยใช้ความพยายามในการเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อปฏิรูปการเมืองมาแล้ว 2 ครั้ง ในปี 2540 และ 2550 แต่ไม่บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ เกิดผลดีบางอย่าง เกิดผลเสียบางอย่าง ความพยายามในครั้งที่ 3 นี้ก็คงอยู่ในลักษณะคล้ายคลึงกัน
การจะสร้างประชาธิปไตยที่พอใช้ได้ในเมืองไทย ต้องอยู่ที่การเปลี่ยนวิถีชีวิต วัฒนธรรมการเมืองคนไทย จากอุปถัมภ์มาเป็นแบบประชาธิปไตย ซึ่งจะเกิดได้ทางเดียวคือให้ประชาชนเป็นผู้ปฏิบัติในการตรวจสอบผู้มีอำนาจ รักษาผลประโยชน์ของตนเองด้วยตนเอง
กฎหมายรัฐธรรมนูญต้องเสริมการมีอำนาจเข้าถึงข่าวสารอย่างง่าย มีโอกาส พื้นที่ อำนาจในการตรวจสอบ องค์กรตามรัฐธรรมนูญที่ตั้งขึ้นหรือบทบาทกองทัพเองต้องแข็งแรงพอจะประคับประคอง ดูแลความปลอดภัย ค้ำประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชน
3.ช่วงปัจจุบันเริ่มมีความไม่นิ่งทางอารมณ์ ความเชื่อมั่นในตัวบุคคล ความคิด แนวทางแก้ปัญหา ทั้งในคณะทำงานของรัฐเอง และในหมู่สื่อมวลชน ประชาชนบางส่วน ทั้งนี้เพราะพันธกิจชอบธรรม (mandate) ที่กองทัพได้รับคือการคลี่คลายความสงบภายใน แต่ไม่ได้เป็นอัตโนมัติว่ากองทัพจะต้องทำหน้าที่รัฐบาลด้วย การเป็นรัฐบาลเป็นภารกิจที่คณะนายทหารรับเข้ามาเอง ถ้าทำได้ดีก็เป็นโบนัสที่คนชื่นชม แต่ถ้าล้มเหลวก็เป็นเงื่อนไขที่จะถูกวิจารณ์โจมตีได้ง่าย
4.ในสังคมประชาธิปไตยการที่จะนิยามประเทศว่าอยู่ในสถานการณ์พิเศษจนต้องใช้กลไกพิเศษ อำนาจพิเศษนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องลงทุนลงแรงมีข้อเท็จจริงประจักษ์ชัด คนจึงจะยอมรับ (เช่นกรณี 3 จังหวัดภาคใต้ กรณี 9/11 ที่มีคนตายหลายพันคน จน Bush, Blair และอีกหลายประเทศนำภารกิจพิเศษและมาตรการพิเศษมาใช้)
ถ้าสังเกตจะพบว่าเมื่อเริ่มต้นที่ คสช.เข้ามารักษาความสงบ มีการจัดการอำนาจมาเฟียนอกระบบ การคอร์รัปชันของนักการเมือง และจัดระเบียบธุรกิจสีเทาต่างๆ มีเสียงชื่นชมและกดเสียงวิจารณ์ลงไปโดยอัตโนมัติ
ถ้า คสช.ใช้อำนาจพิเศษให้สมชื่อกับสถานการณ์พิเศษ คือทุ่มกำลังทั้งปวงไปกับการจัดการกับอิทธิพลอำนาจนอกระบบ เปิดเผยแจกแจงข้อมูลข่าวสาร ลงโทษผู้กระทำผิด แม้ด้วยอำนาจพิเศษ โดยไม่ต้องกังวลหรือหงุดหงิด หรือคอยขู่ว่าจะใช้อำนาจดังกล่าวกับสื่อ นักศึกษา นักวิชาการที่คอยวิจารณ์ คนก็จะยอมรับ การวิพากษ์วิจารณ์ก็จะเงียบลงไปเอง
นายกฯ ได้กำหนดชัดเจนถึงช่วงเวลาเลือกตั้งซึ่งเป็นสิ่งที่ดี และถ้าตอกย้ำไม่เห็นด้วยกับแนวคิดการสืบทอดอำนาจไม่ว่าจะเป็นของกลุ่มใด ก็จะยิ่งมีส่วนช่วยให้สถานการณ์ยิ่งนิ่งลง
นายกฯ ควรเชื่อมั่นว่าท้ายที่สุดประชาชนต้องเป็นผู้กำกับตรวจสอบการใช้อำนาจของนักการเมือง ข้าราชการ ด้วยตัวของพวกเขาเอง เพราะไม่มีทางที่ทหารจะแสดงบทบาทในสถานการณ์พิเศษได้บ่อยครั้ง
ถ้าช่วงเวลาที่เหลืออยู่นายกฯ ทุ่มเทแรงกายแรงใจออกไปพบประชาชนทุกภาค สนับสนุนเป็นเกราะป้องกันให้ประชาชนออกมาตรวจสอบควบคุมดูแลระเบียบวินมอเตอร์ไซค์ หาบเร่แผงลอย ร้านค้าซูเปอร์สโตร์ การก่อสร้างซ่อมแซมสาธารณูปโภค และการใช้ทรัพยากรในชุมชนท้องถิ่นของตน เพื่อเป็นการฝึกฝนวิถีชีวิตประชาธิปไตยที่ถูกต้อง ก็จะเป็นคุณประโยชน์มหาศาล
“สถานการณ์พิเศษ” ไม่ใช่เกิดขึ้นง่าย คนไม่ได้ยอมรับง่าย ต้องถือมันเป็นสิ่งมีค่า และใช้มันตามลักษณะตัวมันเองก็เพื่อสิ่งที่พิเศษจริงๆ





