วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เสียงจากแดนอีสาน 'ที่นี่...ไม่มีคำว่าสิทธิ'

(รายงาน) เสียงจากแดนอีสาน “ที่นี่...ไม่มีคำว่าสิทธิ”

“อย่าข่มเหงกันมากนัก” เป็นเสียงสำเนียงอีสานของ ระเบียง แข็งขัน ตัวแทนชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโคกหินขาว ซึ่งต่อสู้คัดค้านอุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลัง อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น เมื่อพูดถึงการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ภายใต้กฎอัยการศึก ในเวทีวิชาการ หัวข้อ “อีสานกลางกรุง” ลมหายใจของผู้คนท่ามกลางการพัฒนา ที่คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้


แม้ว่าด้านหนึ่งรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะยังคงกฎอัยการศึกษาไว้เพื่อสกัดความเคลื่อนไหวก่อเหตุรุนแรงอันเกี่ยวเนื่องกับการเมือง หรือเอาไว้เป็นเครื่องมือจัดระเบียบปัญหาต่างๆ ตามที่ต้องการ แต่ถ้อยคำสั้นๆ ดังกล่าวก็เป็นความจริงอีกด้านหนึ่งเช่นกัน ซึ่งสื่อถึงความรู้สึกของผู้คนในอีกหลายพื้นที่ที่กำลังได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษนี้ได้เป็นอย่างดี


พรทิพย์ หงชัย ตัวแทนชาวบ้านนาหนองบง อ.วังสะพุง จ.เลย ซึ่งต่อสู้คัดค้านเหมืองแร่ทองทองในพื้นที่ก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่รู้สึกไม่ต่างกัน


เธอเล่าว่า ลำพังผลกระทบ หรือสารโลหะหนักที่ปนเปื้อนในแหล่งน้ำ หรืออาหารเรายังดูแล ช่วยเหลือตัวเองได้ แต่ว่าผลกระทบอันหนักหนา หลังจากเกิดรัฐประหารคือ ดูเหมือนประเทศไทยจะมืดบอดไปเรื่อยๆ เนื่องจากวันที่ 15 พ.ค.ขอเรียกว่าพฤษภาทมิฬ


วันนั้นมีชายฉกรรจ์ 300-400 คนพร้อมอาวุธบุกทำร้ายชาวบ้าน จับชาวบ้านเป็นตัวประกัน กระทืบแม้กระทั่งคนแก่ ผู้หญิง โดนจับมัดมือเท้าไพล่หลัง กระทืบซ้ำแล้วซ้ำอีก


พวกเรารู้เห็นกันตามข่าว เป็นอะไรที่เกินไปมาก ในจำนวนนั้นทหารนอกและในราชการที่ลงมือปฏิบัติกับชาวบ้าน รวมทั้งตำรวจที่ชาวบ้านรู้เห็นแต่ไม่สามารถเอาผิดได้


เธอบอกว่า คดีความชาวบ้านไม่คืบหน้า แต่ยังมีการใช้อาวุธกับชาวบ้าน จึงมีฉันทามติจากชาวบ้านว่าให้ทหารเข้ามาช่วย แต่ว่าทหารที่เข้าไป ไม่ได้ปฏิบัติเหมือนกับที่สมควรปฏิบัติ


“ไม่ว่าเราจะทำอะไร ขับเคลื่อนอะไร เดินรณรงค์อะไรก็ไม่ได้สักอย่าง กระทั่งตั้งวงกินข้าว 8 คนก็ไม่ได้ นี่ออกจากปากทหารที่ไปประจำการที่นั่น”


“รู้สึกว่าสิทธิความเป็นคน เป็นแค่ชาวบ้านไม่มีเหลือแล้วหรือ ทั้งๆ ที่การเคลื่อนไหว ชุมนุมของชาวบ้านนั้นเป็นสิทธิชุมชน เป็นเรื่องเกี่ยวกับปากท้องที่เราต่อสู้มานาน บอกตรงๆ ว่าทำไมต้องคุกคามเราขนาดนั้น ทุกวันนี้เราไม่สามารถทำอะไรได้เหมือนเมื่อก่อน”


ล่าสุดพวกเราทำซุ้มประตูเข้าหมู่บ้าน เขียนข้อความคัดค้านเหมืองแร่ทองคำ ก็มีคำสั่งจากทหารให้รื้อโดยบีบมาจาก อบต. เมื่อหลายวันก่อนก็มีหนังสือมาให้ อบต.รื้อ หวนระลึกไปถึงกำแพงใจชาวบ้านที่ทำกั้นทางเข้าเหมืองไม่ให้ขนสารพิษเข้า บทบาททหารสมควรแล้วหรือที่จะมาทำกับชาวบ้านแบบนี้


“หลังรัฐประหารมานี้ชาวบ้านยิ่งตัวเล็กลง เล็กลง ปากเสียงแทบจะไม่มีใครได้ยินได้ฟัง”


เธอเล่าอีกว่า ช่วงเวลาที่ขอเจรจาให้ผู้ประกอบการขนแร่ พวกเราไม่ยอม ทหารจึงพูดทำนองว่า เขามีอำนาจพิเศษอยู่ในช่วงกฎอัยการศึก เขาสามารถให้ผู้ประกอบการขนแร่ได้ ชาวบ้านจะคิดอย่างไร


เมื่อทหารเข้าไปประจำที่หมู่บ้าน ถ้าเราพูดเรื่องสิทธิ เขาจะไม่รับทราบ มีทหารระดับนายพันเอ่ยว่า "ที่นี่ ไม่มีคำว่าสิทธิ” และไม่ว่าเขาจะทำอะไรก็จะอ้างกฎอัยการศึก จะเดินรณรงค์อะไรก็ไม่ได้


ด้าน ไพฑูรย์ สร้อยสด อดีตชาวบ้านเก้าบาตร อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งได้รับผลกระทบจากจัดสรรพื้นที่ทำกิน กรณีขอคืนพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ บอกเล่าถึงปัญหาที่เกิดจากแผนแม่บทป่าไม้ว่า ตอนนี้จะเรียกว่าอดีตบ้านเก้าบาตรก็ได้เพราะถูกไล่รื้อภายใต้คำสั่ง คสช.ที่ 64 และ66 รวมทั้งแผนแม่บทป่าไม้


เขาบอกตอนหนึ่งว่า แม้ว่าก่อนหน้านี้พื้นที่แห่งนี้จะมีปัญหาความขัดแย้ง แต่ชาวบ้านก็ยังพออาศัยทำกินได้ และมีการเรียกร้องกับทุกรัฐบาลเพื่อให้ช่วยแก้ไขปัญหาเรื่อยมา กระทั่ง 22 พ.ค.2557 ก็เกิดการรัฐประหาร หลังจากนั้นก็เริ่มประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ถ้าไม่ยอมปฏิบัติตามก็จะมีหน่วยเก็บกู้มารื้อให้ ซึ่งชาวบ้านได้เรียกร้องขอดูพื้นที่รองรับแต่ทหารก็ไม่ยอมพาไปดู


เขาเล่าว่า ช่วงนั้นเจ้าหน้าที่กดดันชาวบ้านหนัก ทั้งฝ่ายทหาร ฝ่ายปกครอง กำนันผู้ใหญ่บ้าน ตำรวจ กรมป่าไม้ กรมอุทยานฯ แต่ละวันมาทีละ 40-50 คน เข้ามาในหมู่บ้านทีก็ถือปืนมาด้วยเดินรอบพื้นที่ หรือไม่ก็เดินเข้าไปทีละบ้าน เกลี้ยกล่อมบ้าง ขู่บ้าง ชาวบ้านได้รับการกดดันมากเข้าจึงมารวมกลุ่มกันกลางศาลาเพราะรู้สึก บ้านใครบ้านมันไม่ปลอดภัยแน่ๆ


ระหว่างนั้นแกนนำกลุ่มอื่นๆ ก็ถูกเชิญตัวไปปรับทัศนคติ บางคนถูกนำตัวขึ้นรถไปคุยจนทดแรงกดดันไม่ไหวก็ยอมออกไป สุดท้ายก็มีการนำหมายบังคับคดีไม่กี่รายมาบังคับคนทั้งหมู่บ้าน อีกทั้งมีกระแสกดดันจากมวลชนรอบๆ ทำให้ยอมออกจากพื้นที่ แต่จากวันนั้นถึงวันนี้ 8 เดือนแล้ว ชาวบ้านบางส่วนยังเร่ร่อน ไม่มีที่อยู่ตามที่ทหารอ้างไว้ ต้องเข้ามาทำงานในเมืองเพื่อหาเงินไปใช้หนี้ ธกส.


“ตอนที่ทำรัฐประหาร ถ้าจำไม่ผิดท่านประยุทธ์พูดว่า สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทยยังคงมีอยู่ ไม่ได้ถูกฉีกทิ้งเหมือนรัฐธรรมนูญแต่ตอนนี้ผมว่าก็พิสูจน์ชัดเจนแล้วว่าสิ่งที่ท่านพูดนั้นเป็นเพียงแค่การผายลมเท่านั้น”


นี่เป็นเพียงเสียงสะท้อนส่วนหนึ่งจากทั้งหมด 8 พื้นที่อีสานที่ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาและนโยบายแก้ปัญหาทรัพยากรของรัฐซึ่งมารวมตัวกันบอกกล่าวเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ พร้อมทั้งร่วมกันประกาศรวมตัวเป็นกลุ่ม “อีสานใหม่” ที่ลุกขึ้นมาเพื่อเรียกร้องเรื่อง “พื้นๆ” คือ ที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัยที่พึงมี อาหารที่เพียงพอ สุขอนามัย การศึกษา สภาพแวดล้อมที่ดี สิทธิในการจัดการตนเองและชุมชน เสรีภาพ ประชาธิปไตย ความยุติธรรม และสันติภาพ