วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

คุก50ปี! 4หนุ่มปัตตานี-นราฯ ระเบิดหน้าราม ปี56

ศาลอาญาพิพากษาจำคุก66 ปี 8 เดือน 4หนุ่มปัตตานี-นราฯ ระเบิดหน้าราม ปี56 แต่โทษสูงสุด 50 ปี

เมื่อเวลา 11.15 น. ศาลอาญาอ่านคำพิพากษา คดีลอบวางระเบิดย่านรามคำแหง หมายเลขดำ อ.3723/2556 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 6 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายอัฟฟาฮัม สะอะ ชาวปัตตานี , นายอิดริส สะตาปอ ชาวนราธิวาส , นายคัมคีร์ ลาเต๊ะ ชาวปัตตานี และนายอิลรอเฮ็ง แวแม ชาวปัตตานี เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน , กระทำให้เกิดระเบิดเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่ทรัพย์ของผู้อื่น,ร่วมกันทำและมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน โดยไม่มีเหตุสมควร

ตามฟ้องโจทก์ บรรยายพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 26 พ.ค.56 เวลากลางคืน จำเลยทั้งสี่ ได้ร่วมกันประกอบวัตถุระเบิดแสวงเครื่อง แล้วนำไปวางไว้ บริเวณจุดทิ้งขยะ หน้าร้านออกัส รามคำแหง 43/1 จนระเบิดขึ้นทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 7 ราย และมีร้านค้าแผงลอย อาคารบริเวณใกล้เคียงได้รับความเสียหาย เป็นเงิน 402,000 บาท หลังเกิดเหตุทั้งหมดพากันหลบหนีไป ต่อมาพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องและได้จับกุมจำเลยดำเนินคดีตามกฎหมาย เกิดเหตุที่หน้าร้านทำผมออกัส ปากซอยรามคำแหง 43/1 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กทม. ชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพ แต่ให้การปฏิเสธชั้นพิจารณาคดี


ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้ว อัยการโจทก์ มีพนักงานสอบสวนหลายปาก เป็นพยาน เบิกความว่า จากการตรวจสอบ ภาพกล้องวงจรปิด ที่บันทึกเหตุการณ์วันเกิดเหตุ พบจำเลยที่ 1,2 และ 4 ได้เดินย้อนไปมาบริเวณจุดเกิดเหตุ โดยจำเลยที่ 3 สวมหมวกแก๊ป ผ้าปิดปาก อำพรางใบหน้า เดินถือถุงหิ้วไปที่จุดเกิดเหตุ และหลังจากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบการใช้โทรศัพท์มือของจำเลย รวมทั้งเมื่อได้ประสานงานจากศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดภาคใต้ ก็พบความเชื่อมโยงการใช้ติดต่อระหว่างจำเลยทั้งสี่ ซึ่งในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ว่าเป็นผู้ลงมือก่อเหตุและยังให้การสอดคล้องกับภาพในกล้องวงจรปิด โดยหลังจากก่อเหตุจำเลยที่ 2-4 ได้แยกย้ายกันหลับหนีไปจังหวัดยะลา

นอกจากนี้ ยังได้ความอีกว่า ในชั้นสอบสวนพวกจำเลยให้การรับสารภาพว่า ได้เดินทางโดยรถไฟจาก จ.ยะลา มาที่สถานีหัวลำโพง โดยนำสารระเบิด ใส่ในกระป๋องแป้งมาด้วย แล้วมาอาศัยอยู่ภายในบ้านพัก ซ.รามคำแหง 53 ต่อมาวันที่ 25 พ.ค.56 จำเลยได้ไปซื้อ ตะปู ท่อน้ำ สี แอลกอฮอล์และนาฬิกาตั้งเวลา ซึ่งเป็นอุปกรณ์ประกอบระเบิด ที่ร้านค้าและห้างสรรพสินค้า ย่านรามคำแหง โดยหลังเกิดเหตุแล้ว จำเลยได้แยกย้ายกันหลบหนีด้วยรถไฟกลับไป จ.ยะลา

จากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาตามบันทึกชั้นสอบสวน แม้จะเป็นเพียงการบันทึกจากคำบอกเล่า แต่ก็มีรายละเอียดเกี่ยวกับสาระสำคัญเรื่องการประกอบระเบิด ที่จำเลย 3 เป็นผู้ประกอบระเบิด โดยมีจำเลยที่ 2 เชื่อมแผงวงจร ซึ่งจำเลยทั้งสี่ให้การในชั้นสอบสวนอย่างละเอียด หากจำเลยทั้งสองไม่ได้เป็นผู้ให้การไว้จริง ก็ยากที่พยานโจทก์จะบันทึกคำให้การขึ้นมาเอง นอกจากนี้ คำให้การยังสอดคล้องกับหลักฐานที่พบในที่เกิดเหตุ และในห้องพักที่พวกจำเลยใช้ประกอบระเบิด การที่จำเลยสี่ นำระเบิดแสวงเครื่องที่มีความรุนแรง ระยะทำลายรัศมี 10-15 เมตร ไปวางบริเวณ ม.รามคำแหง ซึ่งเป็นสถานที่มีผู้คนพลุกพล่าน จำเลยย่อมเล็งเห็นผลที่จะก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต

จึงพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา ม. 221,222,224,289,371 และ พ.ร.บ.อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนฯ พ.ศ.2490มาตรา 55 , 78 วรรคท้าย ประกอบประมวลกฎหมายอาญา ม.80 และ83 ซึ่งการกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรม

ฐานร่วมกันพยามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และกระทำให้เกิดระเบิดจนเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์สินของผู้อื่น อันเป็นการกระทำกรรมเดียวแต่ผิดกฎหมายหลายบท ให้จำคุกตลอดชีวิต จำเลยทั้งสี่ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นบทหนักสุด และให้จำคุกตลอดชีวิตอีก ฐานร่วมกันทำและมีวัตถุระเบิด ที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ไว้ในครอบครอง และให้ปรับจำเลยที่ 1-4 อีกคนละ 90 บาท ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านฯ

โดยคำให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดีอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษเห็นควรลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยทั้งสี่ คนละ 33 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นฯ และจำคุกอีกคนละ 33 ปี 4 เดือน ฐานกระทำให้เกิดระเบิดฯ โดยปรับคนละ 60 บาท ฐานพาอาวุธไปในเมืองฯ แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงตามกฎหมายแล้ว ให้จำคุกจำเลยที่ 1-4 คนละ 50 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา ม. 91 ( 2) และให้ริบของกลาง รวมทั้งให้จำเลยทั้งสี่ ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ได้รับบาดเจ็บ ร้านค้าและหน่วยงานรัฐ ที่ได้รับความเสียหายด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังฟังคำพิพากษาแล้ว จำเลยทั้งสี่คนมีใบหน้าเรียบเฉย โดยวันนี้มีญาติจำนวนหนึ่ง เดินทางมาให้กำลังใจด้วย ขณะที่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ได้ควบคุมตัวจำเลยทั้งหมดไปคุมขัง ยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ต่อไป