วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ฟ้องแล้ว'บุญทรง-พวก'คดีระบายข้าวจีทูจี

อัยการฟ้องแล้ว "บุญทรง-พวก" รวม 21 ราย คดีระบายข้าวจีทูจี ขนหลักฐาน205ลัง ยื่นศาลฎีกานักการเมืองเอาผิดฮั้วประมูล4สัญญาระบายข้าวกว่า5ล้านตัน

ใช้ตำแหน่งทุจริตผิด อาญา – กม.ป.ป.ช. พร้อมขอปรับ 3.5 หมื่นล้านบาท ขณะที่ศาลนัดฟังคำสั่งรับฟ้องหรือไม่ 20 เม.ย.นี้

ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถ.แจ้งวัฒนะ วันที่ 17 มี.ค.58 เวลา 11.00 น. นายชุติชัย สาขากร อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานฟ้องคดีโครงการทุจริตระบายข้าว , นายสุรศักดิ์ ตรีรัตน์ตระกูล อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน ในฐานะรองหัวหน้าคณะทำงาน และนายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ร่วมกันแถลงข่าว ภายหลังที่วันเดียวกันนี้ เวลา 10.00 น. ได้เป็นตัวแทนนายตระกูล วินิจนัยภาค อัยการสูงสุด เดินทางไปยื่นฟ้อง นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และพวกรวม 21 ราย ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) มิชอบ ซึ่งเกิดเหตุช่วงวันที่ 8 ก.ย.54 - 22 ก.พ.56 โดยอัยการ ได้ยื่นคำฟ้องหนากว่า 40 หน้า พร้อมสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และหลักฐานเอกสาร รวม 205 ลัง

โดยนายชุติชัย อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานฟ้องคดีโครงการทุจริตระบายข้าว กล่าวว่า วันนี้เป็นผู้แทนนายตระกูล วินิจนัยภาค อัยการสูงสุด นำสำนวนการไต่สวนของ ป.ป.ช. พร้อมหลักฐาน 205 ลัง 1,628 แฟ้ม เอกสารหนากว่า 70,000 หน้า ยื่นฟ้อง นายบุญทรง อดีต รมว.พาณิชย์ และพวก รวม 21 ราย ซึ่งเป็นอดีตนักการเมือง 3 คน ข้าราชการการเมือง 3 คน และบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล เป็นจำเลย ในข้อหา กระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ หรือฮั้วประมูล พ.ศ.2542 มาตรา 4, 9, 10,12 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจโดยทุจริตสร้างความเสียหายแก่รัฐ และมาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือโดยทุจริต สร้างความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 4, 123 และ 123/1 ซึ่งมีอัตราโทษสูงสุดถึงขั้นจำคุกตลอดชีวิต โดยการยื่นฟ้องยังขอให้สั่งปรับจำเลยทั้งหมด 35,274,611,007 บาทด้วย ซึ่งค่าปรับดังกล่าวคิดคำนวณ จากมูลค่าครึ่งหนึ่งในสัญญาระบายข้าวกว่า 5 ล้านตันที่พบว่ามีการกระทำผิดสัญญา 4 ใน 8 ฉบับ โดยพ.ร.บ.ว่าด้วยการฮั้วประมูล มาตรา 4 กำหนดให้ขอปรับได้ร้อยละ 50 จากมูลค่าตามสัญญา ทั้งนี้หลังจากยื่นฟ้องแล้ว ศาลฎีกาฯ ได้รับคำฟ้องไว้เป็นคดีหมายเลขดำ อม.25/2558 และนัดฟังคำสั่งว่าจะประทับรับฟ้องหรือไม่ในวันที่ 20 เม.ย.นี้ เวลา 10.00 น.

ส่วนการรับผิดทางแพ่งต่อความเสียหายของโครงการรับจำนำข้าวทั้งหมด ประมาณ 5-6 แสนล้านบาท ที่ป.ป.ช.กำลังดำเนินการรวบรวมหลักฐานนั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จะดำเนินการต่อไป หาก ป.ป.ช.สรุปสำนวนส่งมาให้อัยการถ้าจะมีการฟ้องคดีนี้ก็ต้องยื่นต่อศาลปกครอง

นายสุรศักดิ์ อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน ในฐานะรองหัวหน้าคณะทำงานฯ กล่าวว่า การฟ้องวันนี้ ยื่นเฉพาะสำนวนเท่านั้น เนื่องจากตัวจำเลยไม่ได้เดินทางมาตามที่นัดหมาย แต่อัยการก็สามารถยื่นฟ้องได้ตามกฎหมายโดยระบุแหล่งที่อยู่ของจำเลยให้ชัดเจน

สำหรับขั้นตอน หลังจากนี้ไม่เกิน 14 วัน ที่ศาลฎีกาจะประชุมใหญ่ผู้พิพากษา เพื่อคัดเลือกผู้พิพากษาระดับศาลฎีกา 9 คนเป็นองค์คณะในการพิจารณาสำนวนคดีดังกล่าว จากนั้นองค์คณะทั้ง 9 คนจะประชุมภายในเพื่อเลือกเจ้าของสำนวนแล้วจะพิจารณาว่ามีคำสั่งประทับรับฟ้องคดีหรือไม่ ที่ศาลฎีกาฯ กำหนดนัดฟังคำสั่งในวันที่ 20 เม.ย. นี้ เวลา 10.00 น. โดยวันดังกล่าว จำเลย ยังไม่ต้องทางมารายงานตัวต่อศาลก็ได้ แต่หากศาลมีคำสั่งประทับรับฟ้องแล้วส่งสำเนาคำฟ้องให้จำเลยทั้งหมดรับทราบว่ามีการฟ้องคดีเกิดขึ้น และกำหนดวันพิจารณาครั้งแรกเพื่อสอบคำให้การ ในวันนัดนั้นจำเลยทั้งหมดจะต้องเดินทางมาศาลด้วยตัวเอง หากไม่มาศาลก็จะพิจารณาเพื่อมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไป

เมื่อถามว่า คดีนี้ มีพฤติการณ์เชื่อมโยงกับสำนวนคดี ที่ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ดังนั้นหากศาลฎีกาฯ มีคำสั่งรับฟ้องทั้ง 2 สำนวนแล้ว จะมีการขอรวมสำนวนคดีหรือไม่ นายสุรศักดิ์ รองหัวหน้าคณะทำงานฯ กล่าวว่า การพิจารณาคดีของศาลฎีกาฯ นั้นต้องมีการคัดเลือกองค์คณะ 9 คนก่อน ซึ่งทั้งสองคดีมีการคัดเลือกองค์คณะคนละชุดกัน แม้จะมีพยานเอกสารหลักฐานที่เชื่อมโยง แต่สำนวนคดีที่ฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ได้ยื่นฟ้องความผิดเกี่ยวกับการฮั้วประมูล โดยยื่นฟ้องเป็นความผิดที่ไม่ยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว แต่กรณีนายบุญทรงและพวกเป็นเรื่องของการระบายข้าวในชั้นของอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าวที่มีการฮั้วประมูลเกิดขึ้นจึงขึ้นอยู่กับศาลว่าจะมีการพิจารณาอย่างไรเพราะพิจารณาไต่สวน องค์คณะก็คนละชุดกัน

ส่วนจะมีการพิจารณาคดีลับหลังจำเลยได้หรือไม่ เพราะเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูงถึงจำคุกตลอดชีวิตนั้น นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า หากศาลฎีกาฯ นัดพิจารณาคดีครั้งแรกแล้วจำเลยทั้ง 21 คนได้มาศาล ก็จะถือว่าเข้าสู่กระบวนการแล้ว ดังนั้นในนัดไต่สวนต่อไปแม้จำเลยจะไม่เดินทางมาร่วมการพิจารณา ศาลก็สามารถไต่สวนพยานลับหลังได้ แต่ถ้าในวันพิจารณาคดีครั้งแรก มีจำเลยคนหนึ่งคนใดไม่เดินมาศาล ก็อาจต้องจำหน่ายคดีของจำเลยบางคนไว้ และพิจารณาคดีเฉพาะจำเลยที่เดินทางมาในวันนัดพิจารณาคดีในครั้งแรก อย่างไรก็ดีสำหรับคดีนี้ อัยการ ได้เตรียมพยานบุคคลไว้กว่า 100 ปาก และขณะนี้อยู่ระหว่างการทำบัญชีสรุปพยาน ซึ่งมีพยานปากสำคัญจำนวนหลายปากแต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ ทั้งนี้ในการไต่สวนคดีของศาลฎีกาฯ เป็นการพิจารณาแบบต่อเนื่อง จึงคาดว่าจะใช้ระยะเวลาไต่สวนไม่ล่าช้า

เมื่อถามว่า ท้ายคำฟ้อง อัยการได้คัดค้านการปล่อยชั่วคราว หรือห้ามเดินทางออกนอกประเทศของจำเลยด้วยหรือไม่ นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ข้อเท็จจริง ยังไม่ปรากฏว่า จำเลยมีพฤติการณ์หลบหนีออกนอกประเทศ อัยการจึงยังไม่ได้มีการคัดค้านการปล่อยชั่วคราว โดยในวันนัดพิจารณาคดีครั้งแรกที่จะสอบคำให้การจำเลย หากศาล สอบถามความเห็นอัยการในเรื่องการปล่อยชั่วคราว อัยการก็จะมีการพิจารณาข้อเท็จจริงในขณะนั้นอีกครั้งว่าจะคัดค้านการปล่อยชั่วคราวหรือกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศหรือไม่

“ สำนวนคดีของนายบุญทรง มีความเชื่อมโยงกับสำนวนคดีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งอัยการได้ยื่นฟ้องต่อศาลไปแล้วก่อนหน้านี้ โดยคดีของนายบุญทรง อัยการได้ตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาจำนวน 7 คน และมีคณะทำงานจาก ป.ป.ช. เข้ามาร่วมในการพิจารณาด้วย หากอัยการมีข้อสงสัยตรงไหน ก็สามารถสอบถามกับ ป.ป.ช.ได้โดยตรง และเมื่อคณะทำงานพิจารณาร่วมกันแล้วก็ไม่พบข้อไม่สมบูรณ์ในคดีแต่อย่างใด อัยการจึงมีคำสั่งฟ้องในสำนวนนี้ได้รวดเร็ว ” นายสุรศักดิ์ ระบุ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรายชื่อจำเลย ทั้ง 21 คน ประกอบด้วยกลุ่มนักการเมืองและข้าราชการพลเรือน จำนวน 6 ราย ได้แก่ นายภูมิ สาระผล​ รมช.พาณิชย์ ในฐานะประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว จำเลยที่ 1, ​​นายบุญทรง เตริยาภิรมย์​ อดีต รมว.พาณิชย์ ในฐานะประธานอนุฯ พิจารณาระบายข้าว จำเลยที่ 2 , ​พ.ต.นพ.ดร.วีระวุฒิ หรือหมอโด่ง วัจนะพุกกะ​ อดีตผู้ช่วยเลขานุการและอดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์ จำเลยที่ 3 , ​นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ​​ จำเลยที่ 4 , นายทิฆัมพร นาทวรทัต​​ อดีต ผอ.สำนักการค้าข้าวต่างประเทศ และอดีตรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ จำเลยที่ 5 , ​นายอัครพงศ์ ช่วยเกลี้ยง หรือทีปวัชระ​ อดีตเลขานุการกรมการค้าต่างประเทศ และอดีตผอ.สำนักการค้า​ข้าวต่างประเทศ จำเลยที่ 6​

ส่วนเอกชน ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามในบริษัท และนิติบุคคล 15 ราย ได้แก่ นายสมคิด เอื้อนสุภา จำเลยที่ 7 ,​นายรัฐนิธ โสจิระกุล​ จำเลยที่ 8 , นายลิตร พอใจ​ จำเลยที่ 9 , บริษัท สยามอินดิก้า จำกัด จำเลยที่ 10 , ​น.ส.รัตนา แซ่เฮ้ง​ จำเลยที่ 11 , น.ส.เรืองวัน เลิศศลารักษ์​ จำเลยที่ 12 , น.ส.สุทธิดาหรือสุธิดา ผลดี หรือ จันทะเอ​ จำเลยที่ 13 , ​นายอภิชาติ หรือเสี่ยเปี๋ยง จันทร์สกุลพร จำเลยที่ 14 ,​นายนิมล หรือโจ รักดี​​​ จำเลยที่ 15 ,​นายสุธี เชื่อมไธสง​ จำเลยที่ 16 , ​นางสุนีย์ จันทร์สกุลพร​​​ จำเลยที่ 17, ​นายกฤษณะ สุระมนต์ จำเลยที่ 18 , ​นายสมยศ คุณจักร​ จำเลยที่ 19 , ​บริษัท กีธา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด หรือบริษัท สิราลัย จำกัด​ จำเลยที่ 20 และน.ส.ธันยพร จันทร์สกุลพร​ จำเลยที่ 21

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ นายอภิชาต หรือเสี่ยเปี๋ยง จันทร์สกุลพร นักธุรกิจชื่อดัง จำเลยที่ 14 ในคดีนี้ ถืออีกหนึ่งคนสำคัญ เนื่องจากก่อนหน้านี้ ถูกอัยการ ยื่นฟ้องเป็นจำเลย ต่อศาลแขวงสมุทรปราการ ฐานยักยอกข้าวกระทรวงพาณิชย์ ส่งไปขายอิหร่าน 20,000 ตัน มูลค่า 200 ล้านบาท ซึ่งศาลแขวงสมุทรปราการ พิพากษาจำคุก 6 ปี และปรับ 12,000 บาท โดยให้นายอภิชาต และ บริษัท เพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง จำกัดจำเลยร่วม คืนทรัพย์สินของกรมการค้าต่างประเทศกระทรวงพาณิชย์ หรือชดใช้แทนในราคา 175,480,000 บาท รวมทั้งค่าเสียหายอื่นอีกรวมกว่า 200 กว่าล้านบาทด้วย ซึ่งนายอภิชาต ได้ยื่นหลักทรัพย์ เป็นเงิน 700,000บาท ขอประกันตัว สู้คดีในชั้นอุทธรณ์