วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'จาตุรนต์'ย้ำภาษีที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง หาหลักชัดเจนไม่ได้

"จาตุรนต์"วิจารณ์ภาษีที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง : บริหารประเทศไม่ง่ายอย่างที่คิด ย้ำรัฐบาลหาหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนไม่ได้

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรมว.ศึกษาธิการ โพสต์เฟซบุ๊คว่า ร่างพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดูจะเป็นเรื่องที่สับสนมากที่สุดเรื่องหนึ่ง จนไม่มีใครทราบว่า รัฐบาลต้องการอะไรกันแน่จากการจะออกกฎหมายนี้

เดิมทีการออกกฎหมายนี้มีวัตถุประสงค์จะหาแหล่งที่มาของรายได้ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อจะได้พึ่งตนเองได้มากขึ้น ผู้มีที่ดินสิ่งปลูกสร้าง ย่อมต้องใช้บริการสาธารณะ ดังนั้นใครมีที่ดินสิ่งปลูกสร้างในท้องถิ่นใดก็เสียภาษีในท้องถิ่นนั้นเพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีรายได้มาใช้สำหรับการให้บริการสาธารณะ

ภาษีนี้เก็บตามมูลค่าของทรัพย์สิน แต่ก็ไม่ถึงกับมีจุดมุ่งหมายถึงขั้นจะนำมาใช้แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำเสียทีเดียว เพียงแต่ก็จะทำให้เกิดความเป็นธรรมมากกว่าที่เก็บภาษีกันอยู่เดิม ซึ่งมีการเก็บในลักษณะถดถอยคือ ยิ่งทรัพย์สินมีค่ามากยิ่งเสียภาษีน้อย

เนื่องจากภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นภาษีที่จะใช้แทนภาษีที่ใช้กันอยู่เดิม จึงไม่มีวัตถุประสงค์ที่จะทำให้เกิดรายได้มากมายกว่าเดิมเท่าใดนัก ที่เคยมีการออกแบบกันไว้ก็คาดว่า คงจะเก็บภาษีเป็นรายได้ใกล้เคียงกับของเดิมเท่านั้น

ช่วงที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความวิตกห่วงใยกันในรัฐบาลปัจจุบันนั้น แรกๆก็มีการชี้แจงว่า ภาษีนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ต่อมาก็มีการชี้แจงว่าต้องเก็บภาษีนี้ เพราะรัฐบาลอยู่ในสภาพรายได้ไม่พอรายจ่าย จนในที่สุดก็มีการชี้แจงแบบยื่นคำขาดว่า ถ้าไม่เสียภาษีนี้ก็ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราที่สูงกว่าเดิม ที่ชี้แจงมาทั้งหมดไม่มีการพูดถึงหลักการหรือวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวข้องกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเลยแม้แต่น้อย

เมื่อมีความห่วงใยว่า ระบบภาษีใหม่นี้จะส่งผลกระทบต่อผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากรวมทั้งประชาชนทั่วไป ทำให้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์และข้อเสนอต่อเรื่องนี้อย่างมากจนผู้รับผิดชอบด้านเศรษฐกิจและกระทรวงการคลังต้องออกมาตีกรรเชียงถอยกันใหญ่ มีทั้งออกตัวว่า ออกกฎหมายไว้ก่อน อีก 2 ปีข้างหน้าค่อยใช้ มีทั้งเพิ่มราคาที่จะได้รับการยกเว้นภาษี ราคาที่จะมีการลดหย่อนเป็นว่าเล่น หาหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนไม่ได้ และก็กลายเป็นลืมหลักการที่ว่า ผู้มีทรัพย์สินอยู่ในท้องถิ่น ซึ่งใช้บริการสาธารณะก็ควรเสียภาษีให้ท้องถิ่นเสียแล้ว

ตรรกะที่สับสนมากและยังไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจเอาเสียเลยด้วยก็คือแนวคิดที่ต้องการเพิ่มรายได้เข้ารัฐ เพราะรัฐบาลกำลังขาดรายได้ แต่การมาเก็บภาษีเพิ่มขึ้นมากๆในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังชะลอตัว การลงทุนชะลอตัวและการจับจ่ายใช้สอยก็น้อย ก็ยิ่งซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจหนักเข้าไปอีก

ล่าสุดเห็นว่า นายกฯสั่งให้หยุดเรื่องนี้ไว้ก่อนแล้ว ซึ่งหลายฝ่ายก็คงจะโล่งอกไปตามๆกัน

แต่ที่น่าเป็นห่วงก็คือ กระบวนการคิดและตัดสินใจที่ผ่านมา น่าจะมีปัญหามากถึงขนาดได้แสดงความไม่เข้าใจเรื่องการคลังเอามากๆทีเดียว

ที่จะเป็นประโยชน์อยู่บ้าง ก็ตรงที่ทำให้เห็นสัจธรรมบางอย่างก็คือ ที่ชอบพูดกันว่า เรื่องดีๆแบบนี้นักการเมืองพรรคการเมืองไม่มีทางสำเร็จ ต้องรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น จึงจะกล้าทำและทำสำเร็จ มาถึงวันนี้ก็คงเห็นกันแล้วว่าที่พูดอย่างนั้นใช่ว่าจะจริงเสมอไป

สัจธรรมอีกข้อหนึ่งก็คือที่บอกว่า"การบริหารประเทศไม่เห็นจะยากอะไรเลย" เอาเข้าจริงๆก็ไม่ใช่อย่างนั้นอีกเหมือนกัน