"พล.ต.อ.สมยศ" ผบ.ตร.ชี้การเมืองอยู่เบื้องหลังคดีบึ้มศาล ยังไม่ฟันธงใคร รอผลสอบชัดก่อน
เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 9 มี.ค. ที่ กองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.) พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร.เปิดเผยถึงคดีระเบิดบริหน้าศาลอาญารัชดา เมื่อคืนวันที่ 7 มี.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมคนร้ายได้ 2 คนว่า การจับกุมตัวเป็นเรื่องของพนักงานสอบสวน แต่อยากจะพูดในภาพรวมว่า ทาง คสช. รัฐบาลได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องการก่อการร้าย การก่อความรุนแรง และการก่อความไม่สงบในบ้านเมือง ในส่วนตัวตนไม่ได้จะมาเร่งรัด เข้มงวดกวดขันถึงคดีดังกล่าว แต่คำสั่งของ คสช.หรือรัฐบาลได้มีมานานแล้ว เพราะว่าเหตุการณ์ต่างๆ ในโลกมีความขัดแย้งเกิดขึ้นในต่างประเทศ และในประเทศไทยมีความขัดแย้งทางความคิดที่อาจจะนำไปสู่การสร้างสถานการณ์การก่อความไม่สงบในพื้นที่
พล.ต.อ.สมยศ กล่าวต่อว่า ทางรัฐบาลได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และฝ่ายความมั่นคงทำงานร่วมกัน และมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร มีการสนธิกำลังการปฏิบัติงานที่อยู่ในความรับผิดชอบ เพื่อไม่ให้การปฏิบัติงานต่างๆอยู่ในความประมาท ถึงแม้ว่าในความขัดแย้งของต่างประเทศจะไม่เกี่ยวกับประเทศไทย และประเทศไทยไม่ใช่คู่กรณี แต่ประเทศไทยเป็นประเทศเปิด ประเทศที่น่าอยู่ มีชาวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวเข้ามาพักอาศัยจำนวนมาก ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจของประเทศไทย และเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆของประเทศไทยต้องให้ความดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของชาวต่างชาติ หรือนักท่องเที่ยวต่างๆ เพราะว่าเขาอาจจะอยู่ในประเทศที่เป็นคู่กรณี หรือเกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องดูแลความสงบสุขของพี่น้องประชาชนคนไทยด้วย เมื่อดูเรื่องความปลอดภัยการก่อความไม่สงบหรือความรุนแรงภายในประเทศ เราก็ให้ความสำคัญกับสถานที่ หรือจุดเสี่ยงที่จะทำให้เกิดความไม่สงบ หรือการกระทำใดๆที่ส่อไปถึงความรุนแรง เพื่อสร้างสถานการณ์ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่จะต้องคิดให้รอบคอบในแนวทางปฏิบัติว่า สถานที่ใดมีความเกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์และความขีดแย้งในบ้านเมืองบ้าง
พล.ต.อ.สมยศ กล่าวอีกว่า สถานที่ต่างๆที่จะส่งเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจไปประจำในจุดต่างๆ นั้น เช่น ศูนย์การค้า สถานีรถไฟ ขนส่ง ศาล ปปช. และสถานที่อื่นๆที่เป็นจุดเสี่ยง หรือจะทำให้เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ เมื่อมีเจ้าหน้าที่ทั้งในและนอกเครื่องแบบ โดยจะเน้นการปฏิบัติงานไปที่เจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบ เพื่อให้เห้นว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้ปฏิบัติงานโจ่งแจ้ง เพื่อไม่ให้ทำลายบรรยากาศการท่องเที่ยว การลงทุน โดยเฉพราะอย่างยิ่งไม่กระทำให้คนภายนอกมองเห็นว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่น่ากลัว
ผบ.ตร. กล่าวว่า กรณีมีเหตุระเบิดบริเวณหน้าศาลอาญารัชดา เมื่อคืนวันที่ 7 มี.ค.ที่ผ่านมา ให้มองว่าเจ้าหน้าที่ทหารมีการเกร็งข้อสอบ มีการเฝ้าติดตามคนร้ายที่จะก่อเหตุ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะปฏิบัติตามนโยบายของคสช.หรือรัฐบาลมาโดยตลอด เพราะที่ผ่านมามีการเข้มงวดกวดขันทางผู้ปฏิบัติทุกหน่วย หรือแม้กระทั่งมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และมีการทำงานร่วมกัน ส่วนกรณีดังกล่าวจะมีส่วนเชื่อมโยงเหตุระเบิดหน้าห้างสรรพสินค้าพารากอน เมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมาหรือไม่นั้น จะต้องขึ้นอยู่กับแนวทางการสอบสวนของพนักงานสอบสวน ขณะนี้ต้องให้เวลากับเจ้าหน้าที่สอบสวนว่า จะมีความเชื่อมโยง หรือเกี่ยวข้องกับใคร เบื้องต้นได้มอบนโยบายในทุกกรณี หากพบว่ามีความเกี่ยวข้องหรือเชื่อมโยงกับใคร ก็ให้ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฏหมาย หรือหากมีหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินคดี ทางพนักงานสอบสวนจะต้องรวบรวมหลักฐานไปอนุมัติหมายจับจากศาล ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่าตนจะไม่เร่งรัดการทำงานของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย เพื่อป้องกันความผิดพลาด และการนำไปสู่การใส่ร้ายป้ายสี ทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามขั้นตอน และพยานหลักฐานของกฎหมาย
เบื้องต้นได้ทราบชื่อผู้ต้องหา และการกระทำผ่านทางสื่อต่างๆ ถ้ามีการระบุชื่อคนบงการไปแล้ว ถ้าพยานหลักฐานมีไม่ครบ ก็จะเกิดความเสียหายกับผู้ที่ถูกกล่าวถึง อยากขอเวลาให้พนักงานสอบสวนทำงาน ยืนยันว่านโยบายของท่านนายกรัฐมนตรีทุกอย่างต้องเป็นไปตามความถูกต้อง และเป็นไปตามพยานหลักฐาน ไม่ใช่การให้ร้ายป้ายสีซึ่งกันและกัน
“สรุปได้ว่าเกิดจากความขัดแย้งทางการเมืองชัดเจน แต่ว่าจะมีใครเกี่ยวข้องอย่างไร จะต้องรอพนักงานสอบสวน อย่าพึ่งรีบร้อน ผมเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบจะต้องใช้ความระมัดระวังและความรอบคอบ เพราะเป็นคดีที่ได้รับความสนใจจากประชาชนคนไทย และชาวต่างชาติจำนวนมาก” ผบ.ตร.กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีคนร้ายให้การว่าอดีตเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจมีส่วนเกี่ยวข้องนั้น พล.ต.อ.สมยศ กล่าวว่า ตนไม่เคยบอกว่าใครมีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ ขอให้พนักงานสอบสวนทำงาน หากพยานหลักฐานมีส่วนเกี่ยวข้องหรือเชื่อมโยงไปหาใครก็จะต้องว่าไปตามกฎหมาย แต่ขณะนี้การที่จะด่วนสรุป โดยที่ยังไม่ได้รับรายงานหรือรายละเอียดว่า มีพยานหลักฐานไปถึงไหน ตนคิดว่ามันไม่ถูกต้อง ในขั้นตอนการสอบสวนนั้น ไม่ว่าจะมีพยานหลักฐานหรือข้อมูลมากพอที่พนักงานสอบสวนจะรวบรวมไปขออนุมัติศาลออกหมายจับก็จะต้องทำ เพราะพนักงานสอบสวนที่รวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดไปขอศาลอนุมัติหมายจับนั้น จะต้องมีความรอบคอบ เพราะการที่จะไปขออนุมัติศาลออกหมายจับ จะต้องมีหลักฐานเพียงพอเท่านั้น
เมื่อถามว่า มีการวิเคราะห์หรือไม่ว่าอาจจะมีการก่อเหตุในลักษณะนี้อีก เพราะผู้ต้องหาให้การว่าจะมีการกระทำเช่นนี้อีกในหลายจุด พล.ต.อ.สมยศ กล่าวว่า ไม่ว่าผู้ต้องหาจะให้การอย่างไรก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้กวดขันการตรวจสอบอยู่แล้ว ไม่ได้อยู่บนความประมาท ทั้งเจ้าหน้าที่ทหาร และตำรวจทำงานร่วมกัน เพียงแต่ว่าไม่อยากแสดงออก หรือกระทำให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจแต่งชุดเครื่องแบบ สะพายอาวุธเดินไปทั่วกทม. ซึ่งเป็นบรรยากาศที่ไม่ดี





