(รายงาน) จากพารากอนถึงศาลอาญา บึ้มป่วนเมือง ดึงยูเอ็นแทรกไทย
แม้หน่วยงานความมั่นคงจะพยายามสกัดกั้นกลุ่มคนร้ายที่มีพฤติกรรมป่วนเมืองเพื่อหวังผลทางการเมือง ไม่ให้ก่อเหตุรุนแรงขึ้นในกรุงเทพมหานคร แต่ดูเหมือนความพยายามนั้นไม่เป็นผล เมื่อ 2 คนร้ายสามารถเล็ดลอดนำ "ระเบิดอาร์จีดี 5" ขว้างเข้าใส่บริเวณลานจอดรถด้านหน้าอาคารศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก เมื่อเวลาประมาณ 20.00 น. วันที่ 7 มีนาคม
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมายของหน่วยงานด้านการข่าวทั้งของทหารและตำรวจ ซึ่งแม้คนร้ายจะลงมือก่อเหตุได้สำเร็จ แต่ก็หนีไม่รอดจากการติดตามจับกุม กลายเป็นเบาะแสสำคัญที่นำไปสู่การขยายผลกระชากหน้ากากจอมบงการ
นับตั้งแต่เกิดเหตุระเบิดบริเวณทางเชื่อมระหว่างสถานีรถไฟฟ้าสยามกับห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ ทหารและตำรวจ ได้ร่วมกันติดตามเบาะแสจากบุคคลที่อยู่ในเครือข่ายต้องสงสัยก่อเหตุรุนแรงหลายคน กระทั่งได้ข้อมูลยืนยันตรงกันว่า กลุ่มหัวรุนแรงที่หวังผลทางการเมืองมีแผนจะก่อเหตุรุนแรงโดยการใช้วัตถุระเบิดในสถานที่สำคัญในกรุงเทพมหานครรวม 10 จุด ซึ่งเป้าหมายมีทั้งสถานที่ราชการ ห้างสรรพสินค้า และสถานที่สาธารณะที่มีผู้คนพลุกพล่าน ซึ่งศาลอาญา เป็นหนึ่งในเป้าหมายนั้น
ข้อมูลการข่าวทั้งทหารและตำรวจยืนยันตรงกัน เครือข่ายหัวรุนแรงที่เคลื่อนไหวในครั้งนี้เป็นความร่วมมือกันของกลุ่มเดิมๆ ที่อยู่ตรงข้ามรัฐบาล คือกลุ่มชลบุรี ที่มีหัวเรือใหญ่เป็นผู้หญิงชื่อย่อ ม กลุ่มปทุมธานี ที่เคยมีบทบาทสำคัญในช่วงการชุมนุมทางการเมืองเมื่อปี 2557 มีหัวเรือใหญ่เป็นผู้ชายชื่อย่อ ก และกลุ่มมีนบุรี
ทหารและตำรวจจัดชุดลาดตระเวนนอกเครื่องแบบตรึงพื้นที่เป้าหมายที่กลุ่มหัวรุนแรงจะก่อเหตุมาได้ระยะหนึ่ง กระทั่งช่วงค่ำวันที่ 7 มีนาคม พบเห็นชาย 2 คน ขี่รถจักรยานยนต์ยามาฮ่า สีน้ำเงิน-ดำ ทะเบียน วงต 967 กรุงเทพมหานคร มาที่หน้าศาลอาญารัชดา แล้วคนซ้อนท้ายได้ปาสิ่งของเข้าไปภายในบริเวณศาลอาญา ก่อนจะเกิดเสียงระเบิดดังขึ้น
ทหารนอกเครื่องแบบซึ่งลาดตระเวนอยู่บริเวณนั้น จึงไล่สกัดควบคุมตัวบุคคลทั้งสอง แต่คนซ้อนท้ายได้ใช้ปืนยิงเพื่อเบิกทางหนี ทหารจึงยิงตอบโต้กระสุนถูกผู้ขับขี่ 4 นัด จนรถจักรยานยนต์ล้ม ทหารจึงควบคุมตัวเอาไว้ได้ 1 คน ส่วนอีกคนได้ปีนกำแพงเข้าไปในพื้นที่หมู่บ้านหลังสถานีตำรวจนครบาลพหลโยธิน ทหารจึงออกติดตามก่อนจะควบคุมตัวเอาไว้ได้ พร้อมกับปืนลูกโม่ขนาด .38 จำนวน 1 กระบอก และแท็บเล็ตอีก 1 เครื่อง
ทหารได้นำผู้บาดเจ็บเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ก่อนจะควบคุมตัวไว้สอบสวนขยายผล ส่วนอีกคนถูกคุมตัวเข้าไปในค่ายทหาร ซึ่งจากการสอบสวนทราบว่า ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ชื่อ นายยุทธนา เย็นภิญโญ อายุ 34 ปี อยู่บ้านเลขที่ 71/11 หมู่ 7 ต.ลาดสวาย อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี จากการตรวจสอบประวัติพบมีคดีเกี่ยวกับยาเสพติดติดตัว ส่วนคนซ้อนท้ายชื่อ นายมหาหิน ขุนทอง อายุ 34 ปี ที่อยู่ตามบัตรประชาชนคือ บ้านเลขที่ 4 หมู่ 12 ต.สวาท อ.เลิงนกทา จ.ยโสธร แต่ก่อนถึงหน้าศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ประมาณ 200 เมตร มีการสลับผู้ขับขี่เปลี่ยนจากนายยุทธนามาเป็นนายมหาหินแทน เพื่อให้นายยุทธนา เป็นผู้ขว้างระเบิด
ตำรวจและทหารได้ตรวจค้นรถจักรยานยนต์ที่คนร้ายใช้เป็นพาหนะในการก่อเหตุ พบหนังสือการซื้อขายรถคันดังกล่าวระหว่างนายยุทธนา กับชายรายหนึ่ง ซึ่งมีที่พักอยู่ย่านหนองจอก มีชื่อเป็นผู้ครอบครองรถจักรยานยนต์คันนี้ แต่ยังไม่มีการจดทะเบียนโอน หลังจากนี้ตำรวจจะเชิญตัวบุคคลรายนี้เข้าให้ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อตรวจสอบว่ามีส่วนรู้เห็นกับเหตุการณ์ครั้งนี้หรือไม่
การตรวจสอบแท็บเล็ตที่ยึดได้จากคนร้าย พบว่า มีการสื่อสารผ่านไลน์กับผู้ที่ใช้รูปโปรไฟล์เป็นผู้หญิง ใช้ชื่อในโปรไฟล์ว่าเดียร์ ซึ่งการสนทนามีเนื้อหาที่เกี่ยวกับการสั่งการให้ไปก่อเหตุที่ไหน กลายเป็นหลักฐานสำคัญที่ทำให้ทั้งตำรวจและทหารใช้ในการขยายผลติดตามตัวผู้บงการ
ส่วนการสอบสวนนายยุทธนา อ้างว่า รับว่าจ้างมาก่อเหตุจำนวน 2 หมื่นบาท ให้นำระเบิดมาขว้างป่วนเมือง เพื่อหวังให้องค์การสหประชาชาติ หรือยูเอ็น ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาควบคุมสถานการณ์ในประเทศไทย
หลังคำให้การดังกล่าว ทหารและตำรวจได้เข้าตรวจค้นคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งใน จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นที่พักของนายยุทธนา และนายมหาหิน พบเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมทางการเมืองจำนวนหนึ่ง จึงยึดไว้ตรวจสอบและขยายผลต่อไป
ในการสอบสวนทั้ง 2 คน ทำให้ตำรวจและทหาร ได้ข้อมูลที่ยืนยันการข่าวก่อนหน้านี้ ที่พบว่ากลุ่มผู้ไม่หวังดีเตรียมจะ ก่อเหตุรุนแรงโดยใช้วัตถุระเบิดในวันที่ 12 และ 15 มีนาคม นี้ แต่ยังไม่ทราบจุดว่าจะเป็นที่ไหนบ้าง โดยผู้ลงมือเป็นเครือข่ายเดียวกันกับที่ก่อเหตุระเบิดบริเวณทางเชื่อมรถไฟฟ้าสถานีสยามกับห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน มีตัวเชื่อมสำคัญคือ “ดราก้อน” มือประกอบระเบิดคนใกล้ชิดอดีตทหารพรานใน จ.ลพบุรี เครือข่ายหัวรุนแรงกลุ่มตรงข้ามกับรัฐบาล
อาร์จีดี-5 ระเบิดการเมือง
ผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิดในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ข้อมูลว่า อาร์จีดี-5 ถูกกลุ่มป่วนเมืองนำมาใช้ก่อเหตุอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงการชุมนุมที่ผ่านมา ทั้งบนถนนบรรทัดทอง เวทีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อปี 2557 ซึ่งในห้วงเวลานั้นตำรวจสายตรวจปฏิบัติการพิเศษ (191) จับกุมผู้ต้องหา 4 คน ภายในรถกระบะบริเวณแยกบางนา ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกับเหตุปาระเบิดบ้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี
ระเบิดสังหาร อาร์จีดี-5 หรือ Ruchnaya Granata Distantsionnaya มีลักษณะรูปทรงเป็นรูปไข่ พื้นผิวมีรอยบุ๋มเล็กน้อย มีโทนสีเขียวหรือสีมะกอก สามารถขว้างหรือโยนได้ไกล 35-45 เมตร ผลิตในประเทศรัสเซีย ราคาต้นทุนการผลิตไม่สูง แต่มีประสิทธิภาพการทำลายสูง
ระเบิดชนิดนี้ผลิตขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ในช่วงปี 1950 และถูกนำมาใช้ปี 1954 ในกองทัพรัสเซีย และมีใช้แพร่หลายในอิรัก และประเทศแถบตะวันออกกลาง
อาร์จีดี-5 บรรจุดินระเบิดทีเอ็นที 110 กรัม มีสะเก็ดประมาณ 350 ชิ้น รัศมีอันตราย 25 เมตร น้ำหนัก 310 กรัม ปัจจุบันระเบิดชนิดนี้ผลิตในรัสเซีย, บัลแกเรีย, จีน และจอร์เจีย โดยมีการพัฒนา อาร์จี อาร์จีดี-5เอส เพื่อ “เจาะเกราะ” สนนราคาในการผลิตตกราคาลูกละประมาณเกือบ 200 บาท
ระเบิดรุ่นนี้ได้รับความนิยมในประเทศค่ายคอมมิวนิสต์รอบประเทศไทย สามารถหาซื้อได้ในราคาลูกละไม่กี่ร้อยบาทตามตะเข็บชายแดน โดยเฉพาะชายแดนไทย-กัมพูชา และมีประสิทธิภาพสูงสุดในระยะ 3-5 เมตร ทำให้บาดเจ็บสาหัส หรือเสียชีวิตได้
ผู้เชี่ยวชาญวัตถุระเบิดคนเดิมเปิดเผยว่า ระเบิด อาร์จีดี-5 ที่ตรวจยึดได้ที่แยกบางนา มีเลขลอตนัมเบอร์ 152-82Y3PRM-2 จำนวน 4 ลูก ส่วนระเบิดบรรทัดทองเป็นชนิดเดียวกัน แต่เป็นนัมเบอร์ 48 การเลือกใช้อาวุธนอกสารบบราชการไทยก็เพื่อให้ยากต่อการตรวจสอบติดตามเพื่อไม่ให้สาวถึงต้นตอ ซึ่งในแนวทางการสืบสวนพบว่า ในช่วงการชุมนุมปี 2557 ระเบิด อาร์จีดี-5 ถูกนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านทางฝั่งตะวันออกลอตมหึมา โดยเครือข่ายคนบางกลุ่ม
ระเบิด อาร์จีดี-5 ถูกนำมาใช้ล่าสุดเมื่อคืนวันที่ 7 มีนาคม 2558 โดยคนร้ายปาเข้าไปในพื้นที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก โดยระเบิดมีซีเรียลนัมเบอร์ 57 ซึ่งแนวทางการสืบสวนของฝ่ายความมั่นคงเชื่อว่า เป็นระเบิดจากกลุ่มผู้สร้างสถานการณ์ทางการเมืองกลุ่มเดียวกันกับที่ใช้ระเบิดก่อเหตุรุนแรงในการชุมนุมทางการเมืองที่ผ่านมา





