วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

พุทธศาสนาถึงทางแพร่ง เมื่อพิธีกรรมนำ'หลักธรรม'

(รายงาน) พุทธศาสนาถึงทางแพร่ง เมื่อพิธีกรรมนำ"หลักธรรม"

รายการ Business Talk สถานีโทรทัศน์ดิจิทัล NOW26 สนทนากับ พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ พระวัดสร้อยทอง ในประเด็นการปรับตัวของพระพุทธศาสนาบนทางแพร่ง


ปัญหาพระสงฆ์องค์เจ้าในสังคมไทยมีให้เห็นเป็นระยะ แต่ที่เกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วงในปัจจุบันนี้ อาจมีที่มาจากเหตุปัจจัยต่างๆ หลายประการด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นกระแสแห่งยุคสมัยการปฏิรูป หรือกรณีพฤติกรรมอื้อฉาวของพระสงฆ์หลายรูปที่สั่งสมมา จนกระทั่งมาปะทุเกิดเป็นกระแสเรียกร้องให้มีการปฏิรูปวงการสงฆ์กันอย่างกว้างขวางจากกรณี "พิธีพระราชทานเพลิงศพสมเด็จพระพุฒาจารย์" (เกี่ยว อุปเสโณ) จำนวน 67 ล้านบาทที่มหาเถรสมาคม (มส.) มีมติปลดพระพรหมสุธี (เสนาะ ปญฺญาวชิโร) ออกจากตำแหน่งกรรมการ มส. และตำแหน่งทางปกครอง รวมทั้งตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสระเกศ


ต่อเนื่องมาถึงปัญหาการ "เดินธุดงค์ธรรมยาตรา" ของวัดพระธรรมกาย จากนั้นก็เป็นกรณี "พระลิขิต" หลายฉบับของสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ระบุว่า พระเทพญาณมหามุนี หรือ พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ต้องอาบัติปาราชิก


ล่าสุด "คดียักยอกทรัพย์สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น" ซึ่งสอบสวนพบการโอนเงินส่วนหนึ่งไปให้พระและวัดพระธรรมกายหลายร้อยล้านบาท


ท่ามกลางวิกฤติศรัทธาที่สั่นสะเทือนพระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์อยู่ในขณะนี้ เราคงได้ยินได้ฟังทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยมาพอสมควรแล้ว คราวนี้ลองมาฟังอีกมุมมองหนึ่งจาก พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ พระวัดสร้อยทอง ในประเด็นเกี่ยวกับศาสนาและการปรับตัวของศาสนาพุทธกันบ้าง


พระมหาไพรวัลย์ บอกว่า การไปวัดสมัยนี้เป็นการไปเพื่อการร่วมกิจกรรมในส่วนพิธีกรรมมากกว่าจะไปเอาสาระจากวันสำคัญ ส่วนตัวเห็นว่า ควรที่จะรู้ว่าแต่ละวันที่เป็นวันสำคัญมีที่ไปที่มาอย่างไร และมีเนื้อหาสาระในการกำหนดความสำคัญอย่างไร ซึ่งชาวพุทธรับรู้ไม่แตกต่างกัน เช่น วันมาฆบูชา รับรู้ความรู้ทางศาสนาในเรื่องของแง่ประวัติศาสตร์ ในแง่ความมหัศจรรย์ แต่ไม่รู้เรื่องสาระหลักธรรมเลย เช่น หลักธรรมโอวาทปาฏิโมกข์ ซึ่งเราจะพูดถึงการไม่ทำความชั่ว การทำความดี ทำจิตใจให้ผ่องใส แต่เน้นเรื่องการทำความดี โดยที่ในสังคมไม่ได้เน้นในการไม่ทำความชั่วเลย โดยเรื่องการไม่ทำความชั่วนั้นคือตัวบทแรกของหลักโอวาทปาฏิโมกข์
"ถ้าอย่างนั้นโจรขโมยเงินมาแล้วไปทำบุญก็เป็นดีเหมือนกัน จุดประสงค์จริงๆ ของการทำความดี คือการละความชั่ว ถ้าไม่มีความชั่วก็คือคุณก็ไม่ต้องทำความดี ที่เราไม่เน้นเรื่องทำความชั่ว เพราะทำความดีง่ายกว่า และเป็นความดีที่ถูกตีกรอบโดยชาวพุทธ เช่น การบริจาคเงิน บริจาคสิ่งของ เลยทำให้กรอบของการทำความดีกลายเป็นการสะดวกซื้อ"


พระมหาไพรวัลย์ บอกต่อว่า เวลาเราไปวัดรับศีลทุกวันเราก็ผ่านพวกพิธีกรรม แต่ถามว่า บางคนสมาทานศีล โดยไม่รักษาศีลก็มี ซึ่งในสมัยพุทธกาลไม่มีเรื่องแบบนี้เพราะการถือศีลคุณสมาทานด้วยตัวคุณเองได้ ไม่ต้องไปทำที่วัด หรือในโบสถ์


อย่างไรก็ดี พระมหาไพรวัลย์ เห็นว่า ศาสนาทุกวันนี้ไม่ได้เสื่อม แต่เปลี่ยนตามยุคสมัยมากกว่า เนื่องจากเราเอาศาสนาสมัยปัจจุบันไปเปรียบเทียบกับศาสนาสมัยพระพุทธองค์


ส่วนตัวเห็นว่าจะไปให้บริสุทธิ์ผุดผ่องเหมือนกับที่เคยเป็นในสมัยพุทธกาลไม่ได้ แม้แต่ในสมัยที่พระพุทธเจ้าทรงดำรงขันธ์ก็มีปัญหาท้าทายความเป็นพุทธศาสนา แต่พระพุทธเจ้าทรงใช้วิธีการแก้ปัญหาเหล่านั้นด้วยปัญญา ทำให้คนตื่นรู้ จึงได้ประโยชน์กับการที่พุทธศาสนาไปเผยแผ่ยังพื้นที่ต่างๆ


"เหมือนกับที่หลวงพ่อพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้วกล่าวว่า เราให้ความสำคัญกับพุทธพิธีกรรมมากเกินไป เพราะมันง่าย ไม่ยุ่งยาก เช่น ถึงเวลาก็ไปเวียนเทียน แต่ก็ไปคุยกัน เดี๋ยวนี้ถ่ายรูปแล้วเอามาแชร์กัน กดไลค์ได้บุญ แค่นั้น จริงๆ คนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าไปเวียนเทียนเพื่ออะไร ทำไมต้องไปเวียนเทียน"


ส่วนวัดทำให้พิธีกรรมทางศาสนาเป็นพุทธพาณิชย์ไปหมด ทุกวันนี้มีการตั้งคำถามว่า ไปวัดต่างจากไปเที่ยวตรงไหน ไปวัดเสียเงิน เพราะไปถึงหน้าประตูวัดก็มีเรื่องเสียเงินแล้ว คือ บูชาดอกไม้ธูปเทียน เป็นต้น


ทั้งนี้ หากพูดว่าถ้าไม่ทำเช่นนี้ก็จะไม่ตอบโจทย์ชาวพุทธหรือไม่ พระมหาไพรวัลย์ บอกว่า ทำไมตอนพระพุทธเจ้าตั้งศาสนาท่านอยู่ได้ ท่านพยายามต่อสู้กับศาสนาพราหมณ์ที่มีอิทธิพลมากด้วยซ้ำ ท่านประกาศศาสนาในแบบของท่าน ถามว่าตอบโจทย์ชาวบ้านหรือไม่ หรือไปทำตามชาวบ้านเพื่อให้ศาสนาอยู่รอด ท่านเอาความเชื่อในศาสนาอื่นมาหากินไหม ไม่มี ท่านประกาศจุดยืน แนวทางใหม่ชัดเจน ท่านบอกว่ามนุษย์ทุกคนมีศักยภาพที่จะบรรลุธรรมเท่าเทียมกันหมด


พระวัดสร้อยทองรูปนี้ มองว่า หลักธรรมมากมายที่พระพุทธองค์ทรงเพียรบำเพ็ญพุทธกิจมา หายไปไหนหมดแล้ว พุทธศาสนา ไม่มีหลักการของตัวเองแล้วหรือ ถึงต้องไปเอาหลักไสยศาสตร์ โหราศาสตร์ มาหากิน เพราะไปไม่รอดแล้วใช่ไหม หรือเป็นที่ตัวของผู้ที่เผยแพร่ศาสนาเอง ที่ไม่มีปัญญาที่จะนำเอาหลักธรรมเหล่านั้นมาเผยแพร่ต่อชาวบ้าน


เมื่อถามถึงความเห็นที่มีต่อกรณีต่างๆ ที่เกิดกับศาสนาในช่วงที่ผ่านมา พระมหาไพรวัลย์ กลับมองเป็นเรื่องของความหลากหลาย จะไปบังคับให้คนเชื่ออย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ อย่างกรณีธรรมกาย แต่ในความหลากหลายก็จะเกิดการกระทบกระทั่งกัน วิจารณ์กันจากสังคม แต่โดยสรุปและโดยสุดท้ายแล้วใครจะเชื่ออย่างไรก็เป็นเรื่องของบุคคล


ส่วนที่วิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติตนของพระสงฆ์ในปัจจุบันนี้ว่าไม่น่าเคารพบูชานั้น พระมหาไพรวัลย์ บอกว่า เรื่องการปฏิบัติตัวของพระ มีทุกยุคสมัย ไม่ใช่แค่ในสมัยนี้ ในสมัยรัชกาลที่ 1 รัชกาลที่ 4 ก็มีการกล่าวว่าพระเสพเมถุนเต็มไปหมด แต่เพราะไม่มีโซเชี่ยลมีเดียแบบปัจจุบัน คนเลยคิดว่าเพิ่งมาเสื่อมในยุคนี้


เช่นเดียวกับกรณีพระกับการเมือง พระมหาไพรวัลย์ มองว่า "พุทธศาสนาในบ้านเรา ไม่ได้เป็นอิสระจากรัฐ ศาสนาไม่ได้เป็นอิสระโดยตรง ฉะนั้นจะห้ามพระไม่ให้ยุ่งกับการเมือง ในทางปฏิบัติจริงๆ เป็นไปไม่ได้"
ส่วนการเข้ามาตรวจสอบจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) นั้น พระมหาไพรวัลย์ เห็นว่า เป็นเรื่องดี แต่กระบวนการ วิธีการที่มาที่ไปของคณะกรรมการต่างๆ ที่จะมาทำหน้าที่ ควรที่จะได้รับการยอมรับจากพระสงฆ์และชาวพุทธเสียก่อน และต้องมีความหลากหลาย ไม่ใช่เกิดการแต่งตั้งจากกลุ่มคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ถ้าเป็นแบบนี้ก็เกิดความขัดแย้ง


"ทำได้ ไม่ใช่ทำไม่ได้ โดยหลักการถามว่า ชาวพุทธในสังคมนี้ เห็นตรงกันหมดไหม การมาถกเถียงหาทางออกร่วมกันเป็นสิ่งที่ดี ไม่ใช่หมายความว่า เมื่อมาถกเถียงแล้วจะต้องกลายเป็นการแตกหัก ไม่ใช่ แล้วถามว่า ระบบที่มีอยู่ดีจริงหรือ ถ้าดีจริงทำไมเข้าถึงต้องเสนอให้ตรวจสอบ และการตรวจสอบถ้านำไปสู่ผลดีมากกว่าผลเสียทำไมไม่ให้ตรวจสอบ"

...............

แนะฟื้นสำนึก "ความเป็นสงฆ์"


นพ.มโน เลาหวณิช หรือ อดีตพระมโน เมตฺตานนฺโท อดีตพระวัดพระธรรมกาย หนึ่งในกรรมการปฏิรูปมาตรการและแนวทางปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา เห็นว่า พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ได้เปลี่ยนหลายอย่างในพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะในเนื้อหาสาระขัดกับธรรมวินัย


เขายกตัวอย่างว่า เวลาคนไปบวชเขาขานนาค ตอนหนึ่งระบุว่า หากปฏิบัติภารกิจให้ราชการอยู่เขาจะไม่บวชให้ แต่ พ.ร.บ.นี้บอกพระเป็นข้าราชการ เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ความสัมพันธ์ในเชิงภิกษุต่อภิกษุเปลี่ยนไป คำว่าสงฆ์แปลว่าหมู่คณะองค์รวมหายไป สงฆ์ปัจจุบันเป็นรูปๆ สั่งการได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไม่มีกฎหมายตรวจสอบ
"เปิดกล่องเมื่อไรก็เรื่องของท่าน เงินจะเข้าวัดเข้าย่ามก็เรื่องของท่าน อำนาจสิทธิขาด ไม่ได้เป็นไปแบบพี่น้อง พ่อกับลูก ความสัมพันธ์กลายเป็นแบบเจ้ากับไพร่ ความเป็นสงฆ์จึงหายไปด้วย ตรงนี้เราควรรื้อฟื้นขึ้นให้เกิดสำนึกของความเป็นหมู่คณะ ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน"


เขาบอกว่า ปัจจุบันพิธีสังฆกรรมต่างๆ เป็นแค่สักแต่ว่าพิธีกรรม สาระแก่นสารไม่มี การบวชเป็นแค่พิธีกรรม พระวินัยกำหนดให้พรรษา 10 ถึงจะเป็นอุปัชฌาย์ คือ ต้นแบบ เป็นแนวทาง ของไทยก็แปลผิดไปเป็นว่า "ผู้เพ่งโทษ"


นพ.มโน ตั้งคำถามว่า จำเป็นหรือไม่ในการจัดองค์กรสงฆ์ต้องขึ้นกับเจ้าอาวาสรูปเดียว จะเป็นองค์คณะได้หรือไม่ พระไตรปิฎกก็กำหนดให้มีส่วนร่วมโดยบริษัท 4


ส่วนสิกขาบทข้อที่สำคัญมากๆ คือ ไม่จับเงิน แต่ปล่อยกันมานานจนพระบางรูปเอาไปลงทุน ไม่มีข้อห้าม จะเปิดบัญชีได้ ซื้อหุ้นได้ เงินกลายเป็นเงื่อนไขใหญ่ จะเอาศพไปบำเพ็ญกุศลก็ต้องมีค่าเปิดศาลา เพราะฉะนั้นทุกอย่างใช้เงินหมด ค่านั่งสวด ค่าอุปัชฌาย์ คุณภาพพระเลยต่ำ


เขาเห็นว่า อีกสาเหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะระบบศักดินาที่เข้ามาครอบตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เพราะช่วงนั้นรัชกาลที่ 5 ปริวิตกว่าต่างชาติจะเข้ามายึด จึงคิดว่าจะคุมอำนาจอย่างไรจึงต้องคุมพระด้วย จึงนำโครงสร้างศักดินามาครอบ ทำให้พระกระจุกตัวในแนวดิ่ง ไม่กระจายออกไปภาคอื่นๆ ตำแหน่งสมเด็จพระราชาคณะ ตั้งแต่ พ.ศ.2445 จนถึงปัจจุบันอยู่ในกรุงเทพฯ อย่างเดียว และแต่ละรูปสวมหมวกหลายใบ ทำหลายหน้าที่เซ็นงานต่างๆ หลายขั้นตอน