อธิบดีกรมจัดหางานยัน "ว่างงาน" ไม่น่าห่วง อัตราการว่างงานยังต่ำ ขณะที่ สปส.เสนอ สนช. ยืนกฎหมายลูกจ้าง "ลาออก" ได้รับเงินชดเชย
เผยเฉพาะ พ.ย.57 มียื่นลาออกกว่า 70,000 คน ถูกเลิกจ้างกว่า 10,000 คน ยันมีเงินจ่ายผู้ประกันตน
นายสุเมธ มโหสถ อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน กล่าวถึงสถิติการว่างในปัจจุบันว่าอยู่ที่ 1.06% หรือประมาณ 4 แสนคน ถือว่าต่ำ ในส่วนของกรมการจัดหางานไม่ได้กังวลตัวเลขการว่างงาน เพราะตอนนี้การขาดแคลนแรงงานน่าจะสูงกว่าปัญหาการว่างงาน
ว่างงาน1%-ขาดแคลนระดับล่าง
"ตัวเลขการว่างงาน 3-4 ปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 0.9-1.1% เพราะยังไม่มีปัญหาเศรษฐกิจที่รุนแรง กระทบต่ออัตราการจ้างงาน ประกอบกับงานระดับล่าง ทั้งไร้ฝีมือและกึ่งฝีมือ ยังขาดแคลนอยู่ จะเห็นว่าตัวเลขแรงงานต่างด้าวที่ให้จดทะเบียนแรงงานต่างด้าวมีจำนวนสูงขึ้น รอบปีที่ผ่านมาการจดทะเบียนใหม่อยู่ที่ 1.6 ล้านคนจากที่ประมาณการว่าจะอยู่ที่ 4-5 แสนคน" นายสุเมธ ระบุ
ห่วงเด็กจบใหม่เรียนไม่ตรงสายงาน
นายสุเมธ กล่าวอีกว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือการเรียนไม่ตรงกับตลาดแรงงาน จะเห็นเยาวชนใช้เวลาในการศึกษามาก กว่าจะออกจากระบบการศึกษาได้อายุ 25-26 ปี เมื่อก่อนอายุ 19 ปี สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ ที่สำคัญเมื่อเรียนแล้วกลับไม่สามารถใช้ความรู้ทำงานในสาขาที่เรียนมาได้
"ปัจจุบันเยาวชนไปเรียนในสาขาสังคมศาสตร์ นิเทศศาสตร์ บริหารธุรกิจกันมาก แต่ตลาดแรงงานไม่ต้องการ ตลาดแรงงานต้องการช่างฝีมือ กระทรวงศึกษาธิการ ต้องกำหนดแผนการศึกษา มองถึงตลาดแรงงานด้วย ที่ผ่านมาระบบการศึกษาของไทยไม่เคยวางแผนตามความต้องการของตลาดแรงงานจึงเป็นปัญหาอยู่ทุกวันนี้" นายสุเมธ ระบุ
นายสุเมธ กล่าวว่า ประเด็นที่ห่วงมากที่สุด คือการที่เยาวชนจบการศึกษาระดับหนึ่ง แต่พอเข้าสู่ตลาดแรงงานต้องทำงานระดับที่ต่ำกว่า เช่น จบระดับปริญญาตรี ต้องทำงานระดับอาชีวะ จากอาชีวะที่จบระดับ ปวส. ควรจะทำในระดับหัวหน้างาน กลับไปทำในไลน์งานการผลิตปกติทำให้เสียโอกาส
ประกันสังคมจ่ายว่างงาน5พันล้าน/ปี
นายโกวิท สัจจวิเศษ ผู้ตรวจราชการกรม สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ในฐานะโฆษก สปส. กล่าวว่า การว่างงานตามสัดส่วนจะมีกรณี "การลาออก" มากกว่า "การเลิกจ้าง" โดยเฉลี่ยแล้ว สปส.ต้องจ่ายเงินให้ผู้ประกันตนทั้ง 2 กรณี เดือนละกว่า 200 ล้านบาท หรือปีหนึ่งประมาณ 4,000-5,000 ล้านบาท
"จะเห็นได้ว่าจำนวนผู้ประกันตน กรณีลาออกมากกว่าถูกเลิกจ้าง เฉพาะเดือน พ.ย.2557 มีจำนวนผู้ประกันตนประสงค์ที่จะลาออกกว่า 70,000 คน และถูกเลิกจ้าง 10,000 กว่าคน"
นายโกวิท กล่าวว่า แม้จำนวนผู้ว่างงานจะมีจำนวนมาก แต่ก็ไม่กระทบกับการเบิกจ่ายเงิน เพราะเรามีเงินเพียงพอที่จะจ่าย ทั้งกรณีลาออกและเลิกจ้าง
เล็งแก้ก.ม.ลาออกได้สิทธิรับเงินชดเชย
อย่างไรก็ดี มีประเด็นข้อกฎหมายกรณีลาออกไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของกฎหมายประกันสังคมระบุว่าผู้ประกันตนที่ถูกเลิกจ้างคือผู้ที่เดือดร้อน เพราะไม่มีงานทำจึงจะได้รับเงินชดเชย ส่วนการลาออกนั้นมีงานทำอยู่แล้วแต่ลาออกจึงไม่ควรได้รับ เพราะไม่ตรงกับเจตนารมณ์
"เมื่อเราแก้กฎหมายประกันสังคม ประเด็นนี้ แต่ประชาชนเห็นแย้ง ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็เห็นว่าเป็นผลกระทบต่อประชาชน จึงได้แก้ไขใหม่ กลับไปใช้ตัวกฎหมายเดิมกรณีลาออก ให้การว่างงานด้วยการลาออก มีสิทธิได้รับเงินด้วย ซึ่งร่างพระราชบัญญัติประกันสังคมอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ" นายโกวิท ระบุ
เทียบตัวเลขเลิกจ้าง-ปิดกิจการ 3 ปี
ด้าน นางชไมพร สินธุประสิทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักคุ้มครองแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน กล่าวถึงสถานการณ์การเลิกจ้างว่าปี 2556 ว่ามีสถานประกอบกิจการเลิกจ้าง 43 แห่ง จำนวนลูกจ้าง 2,560 คน เป็นการเลิกจ้างเป็นบางส่วน 33 แห่ง จำนวนลูกจ้าง 1,661 คน และเลิกจ้างเพราะปิดกิจการ 10 แห่ง จำนวนลูกจ้าง 899 คน
ส่วนปี 2557 มีสถานประกอบกิจการเลิกจ้าง 9 แห่ง จำนวนลูกจ้าง 654 คน เป็นเลิกจ้างบางส่วน 6 แห่ง จำนวนลูกจ้าง 278 คน และเลิกจ้างเพราะปิดกิจการ 3 แห่ง จำนวนลูกจ้าง 376 คน ส่วนปี 2558 ตั้งเดือน ม.ค.-ก.พ.ที่ผ่านมา มีสถานประกอบกิจการเลิกจ้าง 2 แห่ง ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้าง 654 คน
สาเหตุการเลิกจ้างส่วนใหญ่เกิดจากภาวะเศรษฐกิจ กิจการประสบภาวะขาดทุน การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี การปรับลดขนาดองค์กร การขาดแคลนวัตถุดิบ ภาวะการตลาดไม่มีลูกค้าสั่งซื้อหรือจำหน่ายผลผลิตไม่ได้ ต้นทุนการผลิตสูง
อย่างไรก็ตาม การเลิกจ้างในปัจจุบันยังถือว่าเป็นสัดส่วนไม่มาก ปัจจุบันเป็นตลาดของลูกจ้าง ลูกจ้างหางานได้ง่าย มีความต้องการแรงงานค่อนข้างสูง
เปิดเกณฑ์ชดเชยกรณีเลิกจ้าง
นางชไมพร กล่าวว่า การถูกเลิกจ้างและการชดเชยกรณีถูกเลิกจ้างนั้น เป็นไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ที่กำหนดหลักเกณฑ์การเลิกจ้างไว้ 2 มาตรา คือมาตรา 118 ระบุถึงกรณีลูกจ้างถูกนายจ้างเลิกจ้าง โดยไม่มีความผิดเลย นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยให้กับลูกจ้างตามอายุงาน
หากทำงานครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี มีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่า 30 วัน ทำงานครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี มีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่า 90 วัน ทำงานครบ 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี มีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่า 180 วัน ทำงานครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี มีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่า 240 วัน และทำงานครบ 10 ปีขึ้นไป มีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่า 300 วัน
"ค่าชดเชยที่กำหนดในกฎหมาย เป็นมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนจากกรณีที่ลูกจ้างถูกนายจ้างเลิกจ้าง เงินจำนวนนี้ลูกจ้างจะได้ใช้ยังชีพระหว่างที่ยังไม่มีงานทำ หากลูกจ้างไม่ประสงค์จะทำงานเป็นลูกจ้าง สามารถนำไปใช้เป็นทุนในการประกอบอาชีพได้
หลักเกณฑ์ที่ลูกจ้างจะได้รับเงินค่าชดเชย ลูกจ้างต้องมีอายุงานครบ 120 วันขึ้นไป ไม่ได้กระทำความผิดร้ายแรงตามที่ระบุไว้ตามมาตรา 119 หรือมีความผิดแต่ไม่ร้ายแรง ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้กับลูกจ้างตามอายุการทำงานของลูกจ้าง กำหนดไว้ในมาตรา 118
เปิดช่องร้องเรียนกรณีนายจ้างเบี้ยว
อย่างไรก็ตาม หากนายจ้างฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเกี่ยวกับสิทธิได้รับค่าชดเชย ลูกจ้างมีสิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน เพื่อดำเนินการให้ได้รับสิทธิตามกฎหมาย โดยลูกจ้างยื่นคำร้องด้วยตนเองต่อพนักงานตรวจแรงงานของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้ทุกท้องที่ทั่วประเทศ พร้อมนำข้อมูลและเอกสารประกอบการยื่นคำร้อง
จากนั้นพนักงานตรวจแรงงานจะเข้าสอบสวนข้อเท็จจริงและมีคำสั่งภายใน 60 วัน โดยกรณีสอบสวนแล้วปรากฏว่าลูกจ้างมีสิทธิ์ได้รับเงิน พนักงานตรวจแรงงานจะมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง หรือถือว่าได้รับทราบคำสั่ง หากเป็นกรณีลูกจ้างไม่มีสิทธิ์ได้รับเงิน ให้มีคำสั่งและแจ้งให้นายจ้างและลูกจ้างทราบ อย่างไรก็ตาม หากนายจ้าง ลูกจ้างไม่พอใจคำสั่ง ให้นำคดีไปสู่ศาลภายใน 30 วัน
นอกจากนี้ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ยังมีกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เพื่อเยียวยาลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างไม่เป็นธรรม และนายจ้างไม่ได้เอาคดีขึ้นสู่ศาล ลูกจ้างสามารถใช้สิทธิ์ยื่นคำขอรับเงินสงเคราะห์จากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างได้ เมื่อพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชย แต่นายจ้างไม่ได้จ่ายเงินตามคำสั่งและคำสั่งเป็นที่สุดแล้ว กองทุนฯ ก็จะจ่ายเงินให้กับลูกจ้าง ใช้สิทธิ์เป็นเจ้าหนี้แทนลูกจ้าง เพื่อเป็นการไปเยียวยาและบรรเทาความเดือดร้อนของลูกจ้าง
จี้บังคับใช้ก.ม.จริงจังแก้ปัญหาแรงงาน
ขณะที่ นางสมบุญ ศรีคำดอกแค ประธานสภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วยจากการทำงานและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การแก้ปัญหาเร่งด่วนเกี่ยวกับแรงงานนั้นต้องมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ส่วนตัวบทกฎหมายอะไรที่ล้าสมัยก็ต้องปรับปรุง เช่น ประกันสังคม หรือ พ.ร.บ.เงินทดแทน ใช้มา 40 ปีแล้ว อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องคนงานยังเข้าไม่ถึงสิทธิที่ควรได้รับ
เธอ กล่าวว่า พ.ร.บ.ประกันสังคมมีปัญหามาก เช่น เรื่องของการหยุดงาน คนงานเจ็บป่วยได้ 60% เป็นระยะเวลา 1 ปี แต่คนงานที่ทำงานในคลังสินค้าเป็นโรคกระดูกทับเส้นต้องผ่ากระดูก ป่วยถึง 4-5 ปี หรือว่าผ่าครั้งนี้อีกสองปีผ่าตัดใหม่ งบส่วนนี้ไม่ขยาย แต่ไปสร้างเงื่อนไขใหม่ว่า ให้เพิ่มเงินถึง 1 ล้านบาท ตามประกาศ ม.ค.2558
"เงินเพิ่มจริงแต่เงื่อนไขในการเข้าถึงสิทธิมีเยอะแยะมากมาย เช่น เบิกงบจาก 4.5 หมื่นบาทเป็น 1.1 แสนบาท จะต้องสมองพิการ ผ่าตัดสมอง ตาบอดสองข้าง หรือแขนขาดสองข้าง ซึ่งไม่อำนวยกับสิ่งที่คนงานต้องใช้จ่าย อีกทั้งยังใช้วิธีการหมกเม็ด พอคนงานหมดงบ 4.5 หมื่นบาท เจ้าหน้าที่รัฐกับโรงงานก็ไปคุยกันแล้วให้คนงานไปใช้สิทธิประกันสังคม เป็นผู้ป่วยนอกงาน พอจะประเมินว่าสูญเสียอวัยวะไปเท่าไรก็ไม่สามารถประเมินได้แล้วเพราะคุณกลับไปใช้ประกันสังคม ซึ่งก็จะส่งผลต่อโครงการความปลอดภัยเป็นศูนย์เพราะตัวเลขไม่โชว์ ตัวเลขลดไปจาก 2 แสนกว่า เหลือ 1.2-1.3 แสนรายเพราะคนงานเข้าไม่ถึงสิทธิ" นางสมบุญ กล่าว





