"เจษฎ์"จ่อชงตัดสิทธิทางการเมือง "แม่น้ำ 5 สาย" 2 ปี แก้ครหาสืบทอดอำนาจ คสช. แย้มร่างมาตราบทเฉพาะกาล มีไม่เกิน 20 มาตรา
เน้นกลไกสานต่อปฏิรูป-บังคับใช้รธน.ใหม่เป็นรูปธรรม ด้าน"สนช.-สปช."ดาหน้าค้านข้อเสนอตัดสิทธิการเมือง อ้างเป็นตำแหน่งชั่วคราว ปัดเอี่ยวการร่างรธน. ขณะสนช.ประชุมวันนี้เดินหน้าถอดถอน 38 อดีตส.ว. "สิงห์ชัย"ลั่นพร้อมตอบข้อซักถาม
นายเจษฎ์ โทณะวณิก กรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะอนุ กมธ.ร่างบทเฉพาะกาล กล่าวว่า บทเฉพาะกาลในรัฐธรรมนูญที่จะพิจารณาลงรายมาตรา คงมีไม่เกิน 20 มาตรา โดยจะแบ่งเป็นเรื่องๆ คือ สิ่งที่เคยเป็นมาในห้วงก่อนการรัฐประหารวันที่ 22 พ.ค.2557 ที่มีการใช้รัฐธรรมนูญปี 2550 กระทั่งถึงห้วงที่มีการทำรัฐประหาร โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และเชื่อมต่อจนถึงการทำหน้าที่ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) รวมถึงแม่น้ำ 5 สายในห้วงที่มีการใช้รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) 2557 โดยจะมีส่วนสำคัญที่ระบุถึงการบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กำลังยกร่างให้เป็นรูปธรรม
นายเจษฎ์ กล่าวต่อว่า ยังมีสิ่งที่ต้องดำเนินการต่อ เพื่อให้กลไกเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดรวมถึงสิ่งที่ยังไม่สามารถทำได้แล้วเสร็จ เช่น การตั้งองค์กรใหม่พร้อมออกกฎหมายรองรับตามรัฐธรรมนูญ โดยกำหนดระยะเวลาที่ต้องทำให้แล้วเสร็จ ไม่เช่นนั้นจะมีปัญหาทางกฎหมายอย่างรัฐธรรมนูญปี 2550 โดยเฉพาะกลไกต่อยอดการทำงานของแม่น้ำ 5 สาย เพื่อไม่ให้สูญเปล่า เพราะต้องยอมรับสถานะของทั้ง สนช. สปช. จะต้องมีความเชื่อมต่อในการทำหน้าที่ต่อหลังจากที่รัฐธรรมนูญใหม่มีผลบังคับใช้จนถึงช่วงการเลือกตั้งใหม่ จนได้ ส.ส. และ ส.ว. โดยในระหว่างนั้นบางองค์กรต้องทำงานต่อจนได้สมาชิกรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญกำหนด
“ในกมธ.ยกร่างฯบางคน มีความเห็นจะกำหนดตัดสิทธิทางการเมืองของคสช.แต่ต้องดูที่ความเหมาะสม ส่วนตัวมองว่ามีความเป็นไปได้ และเป็นเรื่องที่ดี หากจะตัด คสช. ออกไปเพราะจะไม่มีการต่ออำนาจอีก เพื่อความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายรวมถึงแม่น้ำทั้ง 5 สาย ก็ควรกำหนดระยะเวลาเว้นวรรคให้ชัดว่า ไม่ให้เข้ามายุ่งเกี่ยวการเมือง เพราะเป็นคนที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญนี้โดยตรง เพื่อไม่ให้ถูกครหาว่า ร่างมาเพื่อสืบทอดอำนาจ อย่างน้อยควรเว้นวรรค 2 ปี เหมือนกับ กมธ.ยกร่างฯ ที่ขณะนี้กำหนดไว้ชัดเจนแล้วว่า หากต้องพ้นตำแหน่งไปไม่เกิน 2 ปี ก็ไม่สามารถเข้ามาเกี่ยวกับการเมืองได้ ในส่วนของรายละเอียดจะมีการหารือในที่ประชุมกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญในการพิจารณาลงไปรายมาตราของร่างบทเฉพาะกาลในระหว่างวันที่ 5-6 มี.ค.นี้” นายเจษฏ์ ระบุ
“สนช.-สปช.”ค้านตัดสิทธิทางการเมือง
นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช.กล่าวถึงกรณีกมธ.ยกร่างฯ อาจจะตัดสิทธิการเมืองแม่น้ำ 5 สาย 2 ปี แก้ปัญหาสืบทอดอำนาจ ว่า ตนไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ เป็นไปไม่ได้ หากจะมีการตัดสิทธิกัน ก็ต้องบอกข้อกำหนดนี้มาก่อน ตนจะได้ไม่เข้ามาเป็น สนช. ซึ่งตำแหน่ง สนช.เป็นตำแหน่งชั่วคราวเข้ามาทำหน้าที่ ส.ส.และ ส.ว. ไม่ได้เกี่ยวกับการกฎกติการัฐธรรมนูญ ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการร่างรัฐธรรมนูญ เหมือน กมธ.ยกร่างฯ จึงเห็นว่าไม่ควรไปตัดสิทธิ สนช. อย่างไรก็ตาม หากจะมีการห้ามเล่นการเมืองจริง ก็ขอให้รีบออกมาเลยตนจะได้ลาออกจาก สนช.
นายพีระศักดิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนการร่างรัฐธรรมนูญในเรื่องที่มา ส.ว. ที่ให้ ส.ว. มาจากการสรรหาทั้งหมด ตนไม่เห็นด้วย ซึ่งอย่างเดิมที่ให้มี ส.ว. มาจากการเลือกตั้งจังหวัดละคน ผสมกับ ส.ว.สรรหานั้น ตนคิดว่าเป็นแนวทางที่ดี แต่ควรเน้นการสรรหาให้หลากหลายกว่าเดิม อย่างนี้น่าจะไปได้ดี เพราะอย่างน้อยประชาชนในแต่ละจังหวัดก็จะมีที่พึ่งเพิ่มขึ้น ไม่ใช่มีที่พึ่งเป็น ส.ส.อย่างเดียว แต่หากตัด ส.ว.เลือกตั้งออกไป ก็เหมือนตัดที่พึ่งประชาชนไปด้วย
ด้านนายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิก สปช. กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า ยังไม่ทราบ แต่หากเป็นจริง ก็ต้องบอกตรงๆ ว่าเป็นข้อเสนอที่ไม่ถูกต้อง ที่จะมาตัดสิทธิการเมือง เพราะไม่ได้เป็นผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ได้เกี่ยวข้อง หากจะถูกตัดสิทธิไปด้วย ตนเห็นว่าไม่เป็นธรรม แต่หากอยากจะห้ามจริง ก็ต้องทำให้สุด ต้องตัดสิทธิอดีต ส.ส. อดีตรัฐมนตรี ทั้งหมดด้วย แล้วจะเอากันอย่างนั้นหรือไม่ ตนคิดว่าเรื่องนี้เสนอได้ แต่ไม่มีใครเอาด้วย สุดท้ายถูกตีตกแน่นอน 100%
"เทียนฉาย"ตั้งเครือญาติทำงานให้ลาออก
นายเทียนฉาย กีระนันทนท์ ประธาน สปช.กล่าวถึงกรณีวิป สนช.มีมติให้ยกเลิกการแต่งตั้งเครือญาติเป็นผู้ช่วยในตำแหน่งต่างๆว่า เรื่องนี้ตนไม่ทราบว่าในสปช.มีหรือไม่ แต่หากพบว่ามีสมาชิกสปช.ตั้งเครือญาติมาช่วยงานจริง ก็ต้องปฏิบัติเหมือนกันและเรื่องนี้ไม่ได้มีข้อห้ามไว้ แต่ก็อยู่ที่ความสำนึกทางจริยธรรม
"สมเจตน์"สั่ง"บุตรชาย-น้องชาย"ลาออก
พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สนช. หนึ่งในกลุ่ม 40 ส.ว. กล่าวว่า ตนได้นำบุตรชายและน้องชายมาช่วยงาน ซึ่งในส่วนบุตรชายได้ลาออกจากตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญประจำตัวไปแล้วตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา ส่วนน้องชายที่มาดำรงตำแหน่งผู้ช่วยประจำตัว สนช. แม้ขณะนี้จะใช้งานอยู่ ก็จะให้ไปลาออกเช่นกัน เพื่อให้สังคมเกิดความสบายใจ แม้จะไม่ใช่มติวิปสนช. เป็นแค่การขอความร่วมมือ ตนก็พร้อมให้ความร่วมมือ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส จะได้เป็นแบบอย่างที่ดี
"เท่าที่คุยกับสนช.หลายคน เมื่อมีข่าวออกมาทุกคนก็เกิดความไม่สบายใจ เพราะทุกคนมีเจตนาดีในการเข้ามาทำงานเพื่อบ้านเมือง ขณะนี้สนช.หลายคนได้ให้เครือญาติไปลาออกจากตำแหน่งแล้ว ก่อนที่วิปสนช.จะขอความร่วมมือมาเสียอีก รวมไปถึง สปช. ที่มีการตั้งเครือญาติมาช่วยงาน ก็สั่งให้ไปลาออกแล้วเช่นกัน ทั้งนี้ แม้การแต่งตั้งเครือญาติมาช่วยงานจะทำได้ตามกฎหมาย แต่เมื่อสังคมเกิดความไม่สบายใจ เห็นว่า ไม่มีความเหมาะสม เราก็พร้อมแก้ไข"
สนช.ถกวันนี้เดินหน้าถอดถอน38อดีตส.ว.
ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ได้นัดประชุม สนช. ในวันที่ 5 มี.ค. มีวาระที่สำคัญ เพื่อดำเนินกระบวนการถอดถอนสมาชิกส.ว.จำนวน 38 คนออกจากตำแหน่งจากกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มาส.ว.ไม่ชอบ ซึ่งเป็นขั้นตอนการซักถามประเด็นตามญัตติของสมาชิก สนช. ได้ยื่นไว้โดยมีคณะกรรมาธิการซักถามถามแทน
ทั้งนี้จากการเปิดให้สมาชิก สนช. ยื่นญัตติข้อซักถามและคณะกรรมาธิการซักถามได้มีการรวบรวม ประมาณ 20 คำถาม โดยถามคณะกรรมการป.ป.ช. 15 คำถาม และถาม 38 อดีตส.ว.จำนวน 5 คำถาม โดยเป็นการถามภาพรวมไม่ได้เจาะจงใครคนใดคนหนึ่ง อย่างไรก็ตามทางคณะกรรมาธิการซักถามยังจะมีการขมวดประเด็นซักถามให้มีความกระชับมากขึ้นอาจทำให้คำถามลดลงเหลือประมาณ 15-18 คำถาม
นายสิงห์ชัย ทุ่งทอง อดีตส.ว.อุทัยธานี หนึ่งในอดีต ส.ว.ที่ถูกยื่นถอดถอน กล่าวว่า อดีตส.ว.ทั้ง 38 คน พร้อมที่จะชี้แจงตอบข้อซักถาม โดยขณะนี้ยังไม่มีการมอบหมายใครเป็นผู้ชี้แจง เนื่องจากยังไม่ทราบความชัดเจนในประเด็นซักถามของสมาชิกสนช.และไม่ทราบว่า จะซักถามใครเฉพาะเจาะจงหรือไม่ แต่เบื้องต้นคงเป็นชุดเดิมที่เข้าชี้แจงในวันแถลงเปิดคดี
อย่างไรก็ตามไม่รู้สึกกังวลต่อการชี้แจงและเชื่อว่าจะได้รับความเป็นธรรมจากสมาชิก สนช. เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความชั่วแต่เป็นข้อกล่าวหาที่ฝ่ายหนึ่งเห็นว่า ผิดในความเข้าใจของคนเหล่านั้น
ปปช.จ่อสรุปปมจ่ายเงินเยียวยาเสื้อแดง
นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงความคืบหน้าในการไต่สวนข้อเท็จจริง คดีกล่าวหาคณะรัฐมนตรีในรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในการจ่ายเงินเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง (ตั้งแต่ปลายปี 2548-พ.ค.2553) รอบแรกจำนวน 524 ราย วงเงินรวม 577 ล้านบาท ว่า คดีนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ตั้งอนุกรรมการไต่สวนแล้ว อยู่ระหว่างการไต่สวนข้อเท็จจริงคณะรัฐมนตรีในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ว่า จ่ายเงินเยียวยาถูกต้องตามหลักกฎหมายหรือไม่ โดยเบื้องต้นสืบสวนพยานครบหมดแล้ว โดยภายในเดือนมี.ค.นี้ จะเสนอเรื่องให้อนุกรรมการฯ ที่มีนายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธาน เพื่อพิจารณาว่าจะแจ้งข้อกล่าวหาหรือไม่




