สัมภาษณ์ หลวงปู่พุทธะอิสระ "ปรับองค์กรคณะสงฆ์เป็นเรื่องที่เร่งด่วนมาก ทำให้มีสัมมาฐิธิ ให้พระธรรมวินัยเป็นใหญ่กว่าคำสั่งอัยการ"
ตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมา เรื่องราวในวงการสงฆ์ เป็นข่าวสารใหญ่ที่สังคมพูดถึงกันอย่างมาก ในกรณีของวัดพระธรรมกาย ที่เจ้าอาวาส "ธัมมชโย" ถูกโจทย์ขึ้นมาอีกครั้ง โดย หลวงปู่พุทธะอิสระ ผู้ก่อตั้งวัดอ้อน้อย ได้ออกมาเคลื่อนไหวให้ทางมหาเถรสมาคม(มส.) รับผิดต่อมติไม่ปาราชิกของธัมมชโย ที่แม้จะมีการแถลงข่าวในตอนหลังอีกครั้งว่า ไม่ใช่ มติ แต่เป็นการลงความเห็นเท่านั้น
"กรุงเทพธุรกิจ" จึงได้เดินทางไปขอเข้าสัมภาษณ์หลวงปู่พุทธะอิสระ ถึงวัดอ้อน้อย ซึ่งระหว่างการแสดงธรรมประจำสัปดาห์ หลวงปู่ฯ ยังได้กล่าวถึงกรณีร้อนที่เกิดขึ้นว่า หากคนระดับพระสังฆราช แสดงหรือบอกความผิดของภิกษุที่ต้องปาราชิกแล้ว ยังไม่ได้รับการใส่ใจจากมหาเถรสมาคมแบบนี้ ต้องเขียนหนังสือด้วยบทความว่า " เอาธรรมกายและธัมมชโยคืนไป เอาพระธรรมวินัยกลับคืนมา" ส่งตรงถึงนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
0 การที่บอกกล่าวในหมู่ศิษย์ที่ให้มีการเขียนจดหมายถึง นายกรัฐมนตรี ให้ระบุเนื้อหาว่า "เอาธรรมกายและธัมมชโยคืนไป เอาพระธรรมวินัยคืนมา" ถือว่านี่คือมาตรการกดดันอีกแบบที่จะดำเนินการต่อใช่หรือไม่
จะเรียกอย่างนั้นก็ได้ แล้วก็เป็นการประจาน ในพระศาสนาบอกว่าเป็นการประจาน ภิกษุบอกอาบัติชั่วหยาบ ประจานให้สังคมได้รับรู้ ว่าเป็นสิ่งที่เน่าอยู่ภายในสังฆมณฑล แล้วจะบอกว่าสังคมห้ามเข้ามายุ่งเกี่ยวกิจภายใน เช่นนั้นต้องหุงข้าวกินเอง แต่หากยังต้องขอข้าวชาวบ้านกินอยู่ พระพุทธเจ้าได้ฝากพระศาสนาไว้กับ พุทธบริษัท 4 ได้แก่ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ไม่ใช่ของมหาเถรสมาคม คุณประยุทธ์ ถึงพูดว่า ศาสนานี้เป็นของชาติ ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง เพราะฉะนั้นการกระทำของมหาเถรสมาคมจึงเป็นที่คลางแคลงใจกับคนในสังคมนี้ ต่อไปนี้มาตรฐานนี้ที่ใช้กับธัมมชโย จะนำมาใช้กับคนอื่นๆ ด้วยหรือไม่ ตัวอย่างเช่น การใช้กับเจ้าคุณเสนาะ (พระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญโญ) ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ลงนามพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช ปลดพระพรหมสุธี (เสนาะ ปญฺญาวชิโร) ออกจากตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2558)
0 แล้วที่ได้หยิบยกเรื่องพระลิขิตนั้น อยากให้อธิบายรายละเอียดอีกสักเล็กน้อย
ในเรื่องพระลิขิตนั้น อยากให้ช่วยขยายความที่หากเถรสมาคมไม่ยอมรับ จะทำให้สมเด็จพระสังฆราช ต้องอาบัติสังฆาทิเสส (ชื่ออาบัติหนักหมวดหนึ่งรองจากปาราชิก) ถ้ามีความเห็นที่จะไม่รับพระลิขิต แล้วทำไมครั้งนั้น มหาเถรฯมีมติรับรองพระลิขิต ซึ่งในจำนวนนั้นมีมติในการรับรอง ตั้งแต่วันที่ 19 พ.ค.2542 ที่มีการลงมติรับรองพระลิขิต โดยตั้งกฎนิคหกรรม (เป็นวิธีการลงโทษภิกษุตามพระธรรมวินัยเพื่อให้เข็ดหลาบ ใช้สำหรับลงโทษภิกษุผู้ทำเสียหาย วิธีการตัดสินที่ระบุไว้ในพระธรรมวินัยมีอยู่ 6 วิธี) กับธัมมชโย และในพระลิขิตมีเรื่องที่มหาเถรฯ ต้องทำอยู่ 2 ประการ คือ ต้องจับธัมมชโยถอดจีวร เพราะเป็นปาราชิก กับเรื่องเอาทรัพย์คืน แต่มหาเถรฯเลือกที่จะเอาทรัพย์คืน แต่ไม่ทำการถอดจีวร อย่างนี้เข้าข่ายละเว้นหน้าที่
และที่เลวร้ายที่สุด คือการนำธัมมชโยไปขอพระราชทานสมณศักดิ์ จาก พระราชาคณะชั้นราช เป็น พระราชคณะชั้นเทพ (พระไชยบูลย์ ธมฺมชโยได้รับพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพฝ่ายวิปัสสนาธุระที่ พระเทพญาณมหามุนี ศรีธรรมโกศล โสภณภาวนานุสิฐ มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี) เมื่อ 5 ธ.ค.2554 ถือว่าเป็นการเพ็ดทูลเบื้องสูง ต้องถามว่า มหาเถรฯรู้ไหมว่า ธัมมชโยมีความมัวหมอง รู้หรือไม่ว่าต้องคดีความอยู่ และรู้หรือไม่ว่า ธัมมชโยมีความไม่เหมาะสม แม้หลักธรรมวินัย มหาเถรฯก็ไม่นำมาใช้การพิจารณาคดีความ แต่อ้างเอาแต่คำสั่งอัยการ ซึ่งเท่ากับว่าเป็นการละเลยในการปฏิบัติหน้าที่ ต้องแสดงความรับผิดชอบ จะมาอ้างว่าเป็นเรื่องเก่า ไม่ควรรื้อฟื้น ผู้กระทำการรื้อฟื้นจะเป็นอาบัติ แต่การเป็นอาบัติในการรื้อฟื้น การตัดสินที่ไม่เป็นธรรม ไม่มีระบุไว้ แต่ถ้าอาบัติในการตัดสินที่เป็นธรรมอย่างนั้นมีอยู่ เช่น พิจารณาการตัดสินในเรื่องที่เป็นอาบัติสังฆาทิเสส ผู้รื้อฟื้นก็ต้องเป็นอาบัติปาจิตตีย์ (เป็นอาบัติขนาดเบา เทียบเท่ากับลหุโทษ เป็นอาบัติที่เมื่อภิกษุทำผิดแล้ว จะต้องบอกแก่ภิกษุด้วยกันจึงจะพ้นจากอาบัตินั้น) แต่ถ้าเป็นการรื้อฟื้นในเรื่องอาบัติปาราชิก ผู้รื้อฟื้นก็เป็นอาบัติถุลลัจจัย ( อาบัติที่เกิดจากการกระทำที่หยาบคาย) แต่มหาเถรฯ สนใจแก่ตัวเอง ในการอ้างเช่นนั้น สนใจแต่ตนเอง ไม่สนใจพระสังฆราช
"พระสังฆราช ทรงโจทย์ภิกษุผู้เป็นอาบัติปาราชิก มหาเถรฯรับทราบมาโดยตลอด และลงมติที่จะพิจารณา และในมตินั้นก็บอกไว้อย่างชัดเจน เมื่อลงมติรับพระลิขิต ก็ต้องดำเนินการไปให้ครบทั้งหมด ทั้งธรรมวินัยและในการขอคืนทรัพย์ แต่เลือกที่จะคืนทรัพย์เพียงอย่างเดียว แล้วในพระลิขิตระบุชัดว่า จะต้องคืนภายในวันที่ 5 เม.ย.2542 แต่มีการคืนหลังจากนั้น "
0 ในเรื่องการปฏิรูปศาสนา ที่ทั้งทางโลกคือสภาปฏิรูปแห่งชาติชาติ (สปช.) และทางหลวงปู่ก็กำลังดำเนินการ คิดว่ามีอะไรที่ต้องปฏิรูปเร่งด่วนบ้าง
ปรับองค์กรคณะสงฆ์เป็นเรื่องที่เร่งด่วนมาก ทำให้มีสัมมาฐิธิ ให้พระธรรมวินัยเป็นใหญ่กว่าคำสั่งอัยการ เพราะบัญญัตไว้ด้วยพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่กฎหมายเขียนโดยคนบริโภคกาม ซึ่งมหาเถรฯไม่ควรไปให้ความสำคัญขนาดนั้น และควรทำตัวเป็นต้นแบบ ตัวอย่างที่ดี งดงาม มหาเถรฯก็มานั่งโหกกับคนทั้งชาติแล้วใครจะไปเชื่อถือ
0 ยังมีการมองว่าการที่ไปมอบหนังสือนั้น ก็เหมือนไปมอบให้กับพวกเดียวกัน รู้สึกอย่างไร
สปช. สนช. ไม่ได้มีแต่ กปปส. เพียงอย่างเดียว ฝั่งเสื้อแดงก็มีนะ อดีตประธานสภาฯ เขาไปนั่งในสภาฯ ตอนนี้ก็เสื้อแดง พล.อ.ยุทธศักดิ์ ก็เป็นพวกเขา นั่งคุยกับฉันก็คุยกัน อย่าไปมองว่า มีแต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เวลาคนที่จะพูดในการวิพากษ์วิจารณ์ควรที่จะพูดให้หมด สัดส่วนของ 2 สภา ก็มีหมดทั้งเสื้อแดง-เสื้อเหลือง กปปส. ทีเวลาอีกฝ่ายทำอะไร ไม่เห็นมีใครโวยวายอะไรเลย
แล้วแนวคิดเรื่องการปฏิรูปศาสนานั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะเพิ่งมาพูด แต่ฉันประกาศตั้งแต่ตั้งเวทีที่แจ้งวัฒนะแล้วว่า การที่ออกมา เอาผ้าเหลืองมาสู้ ฉันสู้ 2 อย่าง อย่างแรก เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อย่างที่ 2 เพื่อเปลี่ยนแปลงปฏิรูปพระศาสนา ไม่ใช่ว่าพระศาสนาไม่ต้องปฏิรูป พระวินัยก็ไม่ต้องปฏิรูป แต่เปลี่ยนวิธีปฏิบัติ การดำเนินชีวิตสังฆมณฑล ฉันเสนอกระทั่งยึดทรัพย์ตรวจสอบ
"การตรวจสอบไม่ใช่เป็นเรื่องเลวร้าย ไม่ใช่เรื่องการเหยียดหยามดูถูก แต่เป็นการแสดงความโปร่งใส และทำให้ประชาชนหันกลับมาเลื่อมใสอย่างบริสุทธิ์ จริงใจ ที่เขาไม่กล้าตรวจสอบ เพราะเขาผิดพระวินัยตลอด แต่ละองค์มีเงินไม่ต่ำ 50-100 ล้านบาทกันทั้งนั้น พูดกันชัดๆ ก็ไม่ใช่พระ เป็นมหาเศรษฐี คือเถ้าแก่ คือคนมีอันจะกิน ไม่ควรที่จะขอเขากิน ก็ดูสิรถหรูตั้งกี่คัน"
......................................
เชื่อ"ประยุทธ์"รอได้-ไม่มีอีโก้ ช้าเร็วก็ต้องมีสัมปทานปิโตรฯ
นอกเหนือจากเรื่องร้อนในศาสนจักร ในส่วนของเรื่องพลังงาน หลวงปู่พุทธะอิสระ ก็มีบทบาทในการนำไม่ใช่น้อย ตั้งแต่สมัยการเคลื่อนไหวร่วมกับกลุ่ม กปปส. จนมาถึงการเคลื่อนในการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมครั้ง 21 ที่เป็นกรณีร้อนอยู่พักใหญ่ โดยหลวงปู่ฯ กล่าวว่า "ก็ดีนะ ในข้อเสนอที่ฉันเขียนไปนั้นทั้ง 98 ข้อ ว่า ถ้าเป็นไปได้ เพื่อไม่ให้ประชาชนคลางแคลงระแวงสงสัยในเรื่องพลังงาน ก็ไม่ต้องไปเร่งร้อน ตัดสินในการให้สัปทาน ถ้าชาติแล้วได้รับผลประโยชน์ต่อชาติ ก็เป็นเรื่องที่ดี ฉันก็ได้เสนอไปแล้ว ในเสวนาครั้งล่าสุด ส่วนสปช. สนช. ก็รับข้อเสนอไป ฉันเขียนไว้กระทั่ง กระบวนการการกลั่นกรองต้องเป็นที่ยอมรับของสังคม ก็น่าจะจบ ตัวคุณประยุทธ์ (จันทร์โอชา) ก็ไม่ใช่คนที่ดื้อรั้นอะไร เขาก็พร้อมที่จะเดินหน้าได้ ถอยหลังได้ ถ้าจะเป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง เขาไม่ใช่คนอีโก้สูง เอาชนะอย่างเดียว
แต่การจะพูดคุยกับนักวิชาการหรือแนวร่วมทางพลังงาน ก็คงจะไม่มีอีกแล้ว ปล่อยไปเป็นลักษณะต่างคนต่างอยู่ ฉันไปช่วยหมดแล้ว ตั้งแต่เรื่องไปถอนคดีความ ปตท.ฟ้อง เหมือนกับฉันไม่มีตัวไม่มีตน เวลาทำอะไร เขาก็ไม่บอก ขอร้องให้ช่วยก็มาหากันที่วัดเต็มไปหมด ส่วนเวลาตัวเองไม่ทำ ไม่ใช้จะเลิก เขาก็ไม่บอก หายไปเฉยๆ ก็ต้องให้คนไปตาม ไปอ้อนวอน เพราะไม่เช่นนั้น ปตท.จะไม่ถอนฟ้อง ที่เขาจะถอนฟ้องก็ต้องเพราะ 5 คน เพราะเวลาฟ้องเขาฟ้อง 5 คน ถ้าจะถอนก็ต้องครบ 5 คน ถ้าลักหลั่นแบบนี้ แล้วเขาจะไปทำยังไง คดีก็คดีเดียวกัน
แล้วก็มองว่ามันเป็นความลำบาก เขาไม่เคยถามฉันเลยว่า ฉันรู้สึกยังไง ต้องใช้จ่ายอะไร ลงทุนอะไร เขามองว่า เราเป็นเหมือนขี้ข้าเขา ไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไร ฉันจึงมองว่า ถ้าอย่างนั้น ต่างคนต่างไปจะดีกว่า"





