หวังพ.ร.บ.อำนวยความสะดวกฯ เครื่องมือ'สำคัญ'ปฏิรูประบบราชการ

หวังพ.ร.บ.อำนวยความสะดวกฯ เครื่องมือ'สำคัญ'ปฏิรูประบบราชการ

(รานงาน) หวังพ.ร.บ.อำนวยความสะดวกฯ เครื่องมือ "สำคัญ" ปฏิรูประบบราชการ

องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) จัดงานเสวนาระหว่างภาคเอกชน ภาครัฐ และภาคประชาชน ในชื่อหัวข้อ " พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกฯ จะป้องกันการคอร์รัปชันได้อย่างไร " หลังจากพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยหวังว่ากฎหมายฉบับนี้จะช่วยแก้ปัญหาการทุจริตในวงราชการได้ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการออกใบอนุญาต

เหตุผลและความจำเป็นของพระราชบัญญัติฉบับนี้ เนื่องจากปัจจุบันมีกฎหมายว่าด้วยการอนุญาตจํานวนมาก การประกอบกิจการของประชาชนจะต้องขออนุญาตจากส่วนราชการหลายแห่ง อีกทั้งกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการอนุญาตบางฉบับไม่ได้กําหนดระยะเวลา เอกสารและหลักฐานที่จําเป็น รวมถึงขั้นตอนในการพิจารณาไว้ทําให้เป็นอุปสรรคต่อประชาชนในการยื่นคําขออนุญาตดําเนินการต่าง ๆ

ดังนั้น เพื่อให้มีกฎหมายกลางที่จะกําหนดขั้นตอนและระยะเวลาในการพิจารณาอนุญาต และมีการจัดตั้งศูนย์บริการร่วมเพื่อรับคําร้องและศูนย์รับคําขออนุญาต ณ จุดเดียว เพื่อให้ข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับการขออนุญาตซึ่งจะเป็นการอํานวยความสะดวกแก่ประชาชน

นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ กล่าวว่าจากการที่ได้ผลักดัน พ.ร.บ. ฉบับนี้ ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เพื่อเป็นการลดช่วงเวลาในการขออนุญาตต่างๆ จากทางราชการ และเพื่อเป็นการลดการทุจริต จากการใช้ช่องว่างจากระบบราชการในการหาผลประโยชน์

"ในวันนี้ ทุกภาคส่วน ทั้งภาคประชาชน และภาคธุรกิจ ควรได้รับการพิจารณาอนุญาตของทางราชการอย่างเป็นธรรม โดยไม่เอารัดเอาเปรียบอย่างไม่ชอบ จากหน่วยงานรัฐที่ไปติดต่อใช้บริการทุกประเภท ปัจจัยที่ก่อให้เกิดการทุจริต มีทั้งการติดต่อเจ้าหน้าที่หลายคน หลายขั้นตอน เอกสารมากมาย และรอคิวนาน นอกจากนี้บางครั้งมีเหตุเรื่องความไม่รอบคอบของเจ้าหน้าที่"

นายประมนต์ ชี้ว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดการสร้างภาระและความเดือดร้อนให้กับทุกภาคส่วน และก่อให้เกิดช่องทางให้เจ้าหน้าที่รับเรียกสินบน และเกิดความไม่เท่าเทียมกันในการเข้าถึงบริการของประชาชน โดยจะมีผลเสียต่อเศรษฐกิจและปัญหาอื่นมากมาย รวมทั้งสูญเสียโอกาสในการพัฒนาประเทศในหลายด้านด้วยกัน

"พ.ร.บ.ฉบับนี้ จะเป็นเครื่องมือในการกำหนดในการให้บริการต่อประชาชน และภาคธุรกิจ เพื่อให้เกิดความถูกต้อง สะดวกรวดเร็ว ที่สำคัญคือโปร่งใส ลดขั้นตอนการทำงาน ลดช่องว่างทางกฎหมาย รวมทั้งหน่วยงานรัฐเองก็ต้องปรับปรุงการทำงาน ระบบการติดตามงาน การตรวจสอบ และควรปรับปรุงทุกอย่าง แม้กระทั่งทำอย่างไรไม่ให้คนรอใช้บริการนาน แก้ไขระบบจัดคิว และสถานที่การพักรออย่างเหมาะสม"

ด้าน นายนครเขตต์ สุทธปรีดา รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ได้กล่าวว่า ในการพัฒนาระบบราชการที่เป็นแนวทางที่นำมาสู่ พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าวนี้ เป็นผลมาจากการพัฒนาระบบราชการในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการลดขั้นตอนการทำงาน แต่กลายเป็นทำให้ข้าราชการลดประสิทธิภาพในการทำงาน จึงทำให้มีการปรับปรุงอีกครั้งในช่วง 2-3 ปีนี้อีกครั้ง

รองเลขาธิการ ก.พ.ร. กล่าวว่า เมื่อมีพ.ร.บ. ออกมาแล้ว ทุกหน่วยงานรัฐ ต้องมีการจัดทำให้มีคู่มือการใช้งาน ให้ประชาชนเพื่อให้สามารถเข้าใจวิธีการ เอกสารการดำเนินการต่างๆ เพื่อความสะดวกในการติดต่อ

"ต้องระบุในเอกสารคู่มือว่า ซึ่งควรที่จะมีสาระสำคัญ ได้แก่ กรอบเวลา การทำงาน หลักเกณฑ์วิธีการเงื่อนไข และจะต้องประกาศให้ทราบในจุดที่ให้บริการ และ ก.พ.ร. จะทำการตรวจสอบการจัดทำคู่มือ นอกจากนี้ต้องมีการผลักดัน ศูนย์บริการร่วม ซึ่งระบุในกฎหมายว่าศูนย์บริการร่วมของหน่วยราชการ ต้องมีเจ้าหน้าที่ประมาณ 200 คน แต่ต้องมีการมาดูกันอีกที เพราะหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.ฉบับนี้ มีเป็นหมื่นหน่วยงานด้วยกัน"

ทั้งนี้ นายนครเขตต์ สะท้อนปัญหาอีกด้วยว่า สิ่งนี้คือการปฏิรูปราชการช่องทางหนึ่ง ซึ่งยอมรับว่า ทำให้เกิดความปั่นป่วนในวงราชการ ที่มีขนาดใหญ่ หน่วยงานหลายหน่วยงานยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า จะต้องทำอะไร หรือบางหน่วยงานมองยังไงก็ไม่จำเป็นต้องเข้ามาอยู่ในพ.ร.บ.นี้

ด้าน นายจิตร์ ศิรธนานนท์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ของจ.เพชรบุรี และ กรรมการรองเลขาธิการ หอการค้าไทย กล่าวว่า รู้สึกยินดีที่การแก้ปัญหาเกี่ยวกับหน่วยงานราชการเดินมาถึงจุดของการเปลี่ยนแปลงแล้ว ซึ่งมองว่าขณะนี้เหมือนรถที่ติดไฟแดง จากเมื่อก่อน เราไม่รู้ว่าจะได้ไปไฟเขียวเมื่อไร แต่ตอนนี้มีตัวเลขบอกเวลา ซึ่งอย่างน้อยยังดีกว่าที่เราไม่รู้เลย

อีกทั้งการที่มีพ.ร.บ. การอำนวยความสะดวกฯนี้ ย่อมก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมาก ในอดีตหากจะทำการค้าปลีกแบบคอนวีเนียนสโตร์ จะต้องมีการขอใบอนุญาตมากมายถึง 36 ใบ ถามว่าแล้วร้านค้าปลีกเล็กๆน้อยๆ ส่วนใหญ่ยอมที่จะทำผิดกฎหมาย เพราะมันยุ่งยากสำหรับเขา และเสียเวลาในการทำตามระบบราชการ

"ตัวอย่างโรงงานของผมเอง ทำเรื่องต่อใบอนุญาตเป็นเดือน เรื่องก็แทบจะเงียบหายไป แล้วจู่ๆ ก็มาระงับใบอนุญาตของผม ด้วยเหตุผลที่ว่าอุปกรณ์ถังดับเพลิง เสียไป 4 ถัง ผมท้าเลยว่า จริงๆ แล้วคุณต้องปิดโรงงานผมเลย เพราะถือว่าขาดใบอนุญาต ซึ่งในความเป็นจริงส่วนราชการควรที่จะข้ามในเรื่องเล็กน้อยตรงนี้ แล้วมาดูในเรื่องการระบบน้ำเสียของผม เพราะผมยอมที่จะปิดโรงงานแทนที่จะปล่อยน้ำเสีย ให้กับชาวบ้าน ผมมองว่าราชการไม่ได้มองในเรื่องสภาพแวดล้อมที่สำคัญต่อส่วนรวมเลย" นายจิตร์ ระบุ

ทั้งนี้ สปช.เพชรบุรี ยังกล่าวต่อไปว่า เมื่อเราพูดถึงเรื่องเศรษฐกิจดิจิทัล ที่ให้ความสำคัญกันอย่างมาก แต่ระบบราชการนั้นไม่ได้ปรับตัวให้ทันกลับโลกที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการออกใบอนุญาตต่างๆ ที่มีความล่าช้า ทำให้ภาคธุรกิจเสียโอกาสในการลงทุน ที่ต้องแข่งขันกับเวลาและธุรกิจรายอื่น นอกจากนี้ยังชี้ให้เหตุถึงความสำคัญ 3 ประการ ที่หากจะทำให้เศรษฐกิจดิจิทัลก้าวหน้าและเติบโต ต้องคำนึงถึง 1.สินค้าดีอย่างไร 2. สินค้าถูกอย่างไร และ3. ความไว้วางใจในตัวสินค้า และย้ำว่าหากเกิดความล่าช้าย่อมทำให้เสียโอกาสแน่นอน

ด้าน นางนวลน้อย ตรีรัตน์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า ในเรื่องการคอร์รัปชันนั้น นักวิชาการต่างประเทศชี้ว่า หากประเทศใดประเทศหนึ่ง นั้น มีการผูกขาดมาก และ มีระบบต่างๆ กฎเกณฑ์ที่ยุ่งยาก จะทำให้มีการคอร์รัปชันแน่นอน

นางนวลน้อย กล่าวต่ออีกว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ เป็นเรื่องที่ดีสำหรับราชการ จากที่ได้ศึกษาแล้ว พบว่าเป็นเหมือนคู่มือการทำงาน ที่เขียนวิธีการทำงานให้กับข้าราชการไว้เรียบร้อยแล้ว

"จากที่อ่านเนื้อหาแล้ว เชื่อว่าเนื้อหาต่างๆ น่าจะมาจากประสบการณ์ตรง และพ.ร.บ.ส่วนใหญ่มักจะเขียนจากหลักการมากกว่า แล้วมีขั้นตอนเล็กน้อย แต่เพราะโลกที่เปลี่ยนไป ทำให้พ.ร.บ. ที่พูดถึงนี้ มีการปรับเนื้อหาให้ทันสมัยขึ้น ในอดีตพ.ร.บ.ต่างๆ กำหนดให้มีการออกกฎกระทรวงเพิ่มเติม แต่ที่เราทราบกัน ไม่ได้มีการทำการประกาศ หรือถ้าประกาศกฎกระทรวงออกมา ส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยเป็นผลดีนัก ผิดกลับ พ.ร.บ. นี้เขียนได้ตรงจุด และตอบโจทย์ที่สุด"