วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

รธน.ใหม่เปลี่ยนหลักการ'ซักฟอก' นายกฯ-รมต.ต้องไปสภา-ตอบกระทู้

(รายงาน) รธน.ใหม่เปลี่ยนหลักการ "ซักฟอก" นายกฯ-รมต.ต้องไปสภา-ตอบกระทู้

คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.ยกร่างฯ) ยังคงเดินหน้าประชุมพิจารณาบทบัญญัติเป็นรายมาตราของรัฐธรรมนูญอย่างต่อเนื่องทุกวัน


เมื่อวานนี้ (26 ก.พ.) นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษก กมธ.ยกร่างฯ แถลงความคืบหน้าการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญในส่วนที่ 4 บทที่ใช้แก่สภาทั้งสองว่า โดยส่วนใหญ่ได้นำหลักการของรัฐธรรมนูญ 2550 มาบัญญัติไว้ แต่ได้มีการเพิ่มบางมาตราที่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น


ในมาตรา 135 กำหนดให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้งของ ส.ส.ที่มีคะแนนเสียงสูงสุด และรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่หนึ่งมาจากผู้ที่ได้รับคะแนนเสียงเป็นอันดับสอง ขณะที่รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง มาจากผู้ที่ได้คะแนนเป็นลำดับสาม ซึ่งมาตราดังกล่าวจะเป็นหลักประกันให้รองประธานสภาได้มาจากฝ่ายค้านด้วย


นอกจากนี้ ประธานและรองประธานสภาจะเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองมิได้ และต้องห้ามเข้าร่วมประชุมพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองด้วย


มาตรา 145 กำหนดให้ ส.ส.ฝ่ายค้านต้องเป็นประธานคณะกรรมาธิการสามัญที่ทำหน้าที่ตรวจสอบเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต หรือทำหน้าที่กำกับติดตามเกี่ยวกับการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ
มาตรา149 ให้อำนาจวุฒิสภาจำนวนไม่น้อยกว่า 40 คน สามารถตราพระราชบัญญัติและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญได้ โดยจะต้องเสนอให้วุฒิสภาพิจารณาก่อนสามวาระ ก่อนส่งให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป แต่เอกสิทธิ์การยืนยันร่างกฎหมายยังเป็นอำนาจของสภาผู้แทนราษฎรเช่นเดิม


รวมทั้งหากเป็นประชาชนไม่น้อยกว่า 10,000 คนเข้าชื่อเสนอกฎหมาย สภาต้องพิจารณาภายใน 180 วัน และหากมีการยุบสภา ร่างกฎหมายของประชาชนจะไม่ตกไป และนำมาพิจารณาต่อในสภาชุดใหม่ทันทีโดยไม่ต้องรอให้คณะรัฐมนตรียืนยัน


ในกรณีที่มีการตั้งกระทู้ถามสดของ ส.ส.หรือ ส.ว. ทั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมีหน้าที่ต้องตอบโดยเร็ว เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัย อย่างไรก็ตาม กมธ.ยกร่างฯยังไม่มีการวางบทลงโทษแก่นายกฯหรือรัฐมนตรีที่จงใจไม่ไปตอบกระทู้ เพราะเชื่อว่าเรื่องดังกล่าวเป็นจิตสำนึกและมาตรการที่สังคมจะลงโทษเอง


สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจพฤติกรรมของนายกฯนั้น หากเป็นเรื่องปัญหาการบริหารราชการแผ่นดินที่เล็งเห็นว่าจะเกิดความเสียหายแก่เงินและแผ่นดิน จะเสนอโดยไม่มีการฟ้องคดีต่อ "ศาลวินัยการเงินการคลังและงบประมาณ" ที่อยู่ในศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุดมิได้ รวมถึงการลงมติไม่ไว้วางใจให้นับเฉพาะคะแนนเสียงไม่ไว้วางใจเท่านั้น โดยคะแนนเสียงไม่ไว้วางใจต้องเกินกึ่งหนึ่งของจำนวน ส.ส.ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภา และเมื่อนายกฯไม่ได้รับความไว้วางใจ ต้องเป็นเหตุให้สภาสิ้นสภาพไปด้วย


นายบรรเจิด สิงคะเนติ กมธ.ยกร่างฯ อธิบายว่า กรณีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หากนายกฯแพ้โหวต สภาต้องสิ้นสภาพไปด้วยนั้น เพื่อเป็นการคุ้มครองเสถียรภาพของรัฐบาล เนื่องจากเชื่อว่าระบบเลือกตั้งแบบใหม่จะไม่มีพรรคการเมืองใดได้เสียงข้างมาก และอาจจะทำให้บรรดาพรรคเล็กกดดันการทำหน้าที่ของนายกฯ


ดังนั้นเมื่อมีมาตรการดังกล่าวเชื่อว่า ส.ส.จะไม่กล้าอภิปรายไม่ไว้วางใจเพื่อทำให้สมาชิกสิ้นสภาพไปด้วย ทำให้การตรวจสอบมีแนวทางที่เปลี่ยนไป หากพบการทุจริตให้ร้องที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หากเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเงินให้ไปศาลวินัยการเงินการคลังและงบประมาณ เพราะวิธีการนี้ถ้านายกฯมีความผิด สภายังคงอยู่ แค่คณะรัฐมนตรีต้องพ้นสภาพไป


ขณะที่การให้อำนาจวุฒิสภาสามารถเสนอกฎหมายได้นั้น เพื่อเป็นการอุดช่องว่างกฎหมายให้กลุ่มอาชีพต่างๆ สามารถเสนอกฎหมายได้ จากเดิมที่ไม่ได้รับการขับเคลื่อนจากนักการเมือง


นอกจากนั้น กมธ.ยกร่างฯ ยังได้พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญต่อเนื่องในภาค 2 ผู้นำการเมืองที่ดีและระบบผู้แทนที่ดี หมวด 4 คณะรัฐมนตรี โดยมาตรา 173 กำหนดให้ "นายกฯ มีจำนวน 1 คน และรัฐมนตรีไม่เกิน 35 คนประกอบเป็นคณะรัฐมนตรี โดยนายกฯจะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินกว่า 2 วาระไม่ได้"


จากมาตราดังกล่าวจะทำให้นายกฯไม่จำเป็นต้องเป็น ส.ส. หรือหากได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส.ก็ต้องลาออกหากได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสสามารถดำรงตำแหน่งนายกฯได้ แต่กมธ.ยกร่างฯเชื่อว่าในสภาวะปกติ สภาจะเลือกนายกฯมาจาก ส.ส. เว้นแต่ในสถานการณ์ไม่ปกติ อาจจะนำคนนอกมาดำรงตำแหน่งได้


ส่วนเรื่องพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะเป็นการวางกติกาควบคุมการทำงานของ ครม. เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่ใช้อำนาจในการบริหารสูงสุด ยกตัวอย่างเช่น ในสมัยก่อนที่มีพระราชกฤษฎีกาให้อำนาจรัฐมนตรีเพียง 3 คนสามารถเห็นชอบกฎหมายบางลักษณะได้ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ดังนั้น พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเข้ามาควบคุมและวางหลักเกณฑ์การทำงานของ ครม.ให้ถูกต้องชอบธรรมตามหลักธรรมาภิบาล


ขณะที่มาตรา 176 กำหนดว่า ก่อนที่นายกฯจะนำรายชื่อรัฐมนตรีขึ้นกราบบังคมทูลฯ นายกฯจะต้องนำรายชื่อ ครม.ส่งให้ประธานวุฒิสภา และจัดให้มีการประชุมวุฒิสภาเพื่อตรวจสอบประวัติ และเปิดเผยให้ประชาชนรับทราบภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่นายกฯเสนอรายชื่อให้ประธานวุฒิสภา นอกจากนี้ กมธ.ยกร่างฯยังได้เพิ่มคุณสมบัติรัฐมนตรี ต้องแสดงรายการเสียภาษีย้อนหลังเป็นเวลา 3 ปีต่อประธานวุฒิสภาอีกด้วย


มาตรา 180 กำหนดให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมีหน้าที่เข้าร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐสภา โดยถือให้ถือเป็นภารกิจสำคัญเหนือภารกิจอื่นใด ซึ่งหากไม่ปฏิบัติตามจะมีบทลงโทษตามข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรม หรือขัดต่อรัฐธรรมนูญเป็นเหตุนำไปสู่การถอดถอนได้


นอกจากนี้ยังเพิ่มมาตรการผลักดันกฎหมายที่สำคัญ ในกรณีพรรคร่วมรัฐบาลไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมาย เพราะต้องการต่อรองทางการเมือง กมธ.ยกร่างฯเพิ่มอำนาจให้แก่นายกฯในการผลักดันกฎหมายตามมาตรา 184 คือ ให้นายกฯแถลงต่อสภาว่าการเสนอร่าง พ.ร.บ.ใดหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของร่าง พ.ร.บ.ใด เป็นการแสดงถึงความไว้วางใจของการบริหารราชการแผ่นดินของนายกฯ ถ้า ส.ส.ไม่เข้าชื่อเสนออภิปรายไม่ไว้วางใจภายใน 48 ชั่วโมง ให้ถือว่าร่าง พ.ร.บ.นั้นผ่านการพิจารณาและให้ความเห็นชอบของสภา


อย่างไรก็ตาม ในกรณี ส.ส.เข้าชื่อขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ให้ร่าง พ.ร.บ.ที่นายกฯเสนอรอการพิจารณาเอาไว้ก่อน และให้ประธานสภาจัดให้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และเมื่อผลออกมามีมติให้ความเห็นชอบ นายกฯสามารถบริหารประเทศต่อไป ให้ถือว่า ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวผ่านการพิจารณาและให้ความเห็นชอบของสภาด้วย แต่หากนายกฯไม่ได้รับความเห็นชอบ สภาก็ต้องสิ้นสภาพไปพร้อมนายกฯ ซึ่งการใช้มาตรการนี้กระทำได้ครั้งเดียวในหนึ่งสมัยประชุม