"เพื่อไทย"ค้านที่มาส.ว.ทางอ้อม ไม่ยึดโยงประชาชน ติงมองแต่อนาคตตัวเองไม่มองอนาคตประเทศ ด้าน"นิคม"เตือนให้อำนาจล้นฟ้า หนักกว่า"สภาผัว-เมีย"
จี้ลดอำนาจให้เหลือแค่กลั่นกรองกฎหมาย ปชป.ผสมโรงเชื่อก่อความวุ่นวายเพิ่ม 2 เท่า ด้านกมธ.ยกร่างเดินหน้าเคาะรธน.ใหม่ เปิดทางคนนอกนั่งนายกฯ ไม่ต้องเป็นส.ส. "บวรศักดิ์"อัดสื่อพาดหัว ส.ว.ลากตั้ง
ภายหลังคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้ให้ความเห็นชอบที่มาสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.)โดยให้มี 200 คน อยู่ในวาระ 6 ปี สมัยเดียว และมาจากการเลือกตั้งทางอ้อมจากบุคคล 5 กลุ่ม ปรากฏว่าสมาชิก 2 พรรคการเมืองใหญ่ และอดีตส.ว.ต่างออกมาแสดงความเห็นคัดค้าน
นายสามารถ แก้วมีชัย อดีตส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย(พท.) และอดีตประธานกมธ.พิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาส.ว. กล่าวว่า ที่มาส.ว.ที่อ้างว่าเป็นการเลือกตั้งโดยอ้อมนั้น ไม่ต่างอะไรกับการสรรหาทั้งหมด เพราะไม่มีการยึดโยงกับประชาชนโดยตรง ดังนั้น กมธ.ยกร่างฯ ต้องกลับไปทบทวนอำนาจหน้าที่ส.ว.ที่ให้ไว้ล้นฟ้า ทั้งการเสนอกฎหมายได้ จากเดิมที่มีเพียงหน้าที่กลั่นกรองกฎหมายเท่านั้น หรือแม้แต่การมีอำนาจกำกับดูแลฝ่ายบริหารที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เช่น การตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรี
"การเขียนรัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่ควรบัญญัติว่าสมาชิกวุฒิสภาคือผู้แทนปวงชนชาวไทย เพราะไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนอย่างแท้จริง" นายสามารถ ระบุ
ด้านนายพนัส ทัศนียานนท์ อดีตส.ว.ตาก ในฐานะคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การที่กมธ.ยกร่างฯ เขียนให้ส.ว.ส่วนหนึ่งในกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิในหลายๆ ด้านจำนวน 100 คน ผ่านกระบวนการคัดเลือกของคณะกรรมการสรรหาสมัชชาพลเมืองและองค์กรท้องถิ่นนั้น จะเป็นเพียงแค่ไม้ประดับเท่านั้น เพราะกลุ่มคนที่จะเข้ามาทำหน้าที่คัดเลือกสมัชชาพลเมือง อาจจะเป็นพวกเดียวกับผู้ที่มีอำนาจในปัจจุบัน
ส่วนกลุ่มส.ว.ที่ได้เข้ามาแน่ๆ ก็คือกลุ่มที่มาจากสาขาอาชีพ อาทิ อดีตนายกรัฐมนตรี อดีตข้าราชการระดับสูงทั้งพลเรือนและทหาร สุดท้ายกระบวนการต่างๆ ซึ่งได้มาส.ว.200 คน ก็ไม่ต่างอะไรกับส.ว.แต่งตั้ง เพียงแต่มีกระบวนการที่หลากหลายเท่านั้น
"วรวัจน์"จี้ทบทวนส.ว.ไม่ยึดโยงประชาชน
นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล อดีตส.ส.แพร่ พรรคเพื่อไทย กล่าวเช่นกัน ว่า แบบนี้จะเรียกประเทศประชาธิปไตยอีกไม่ได้ เพราะประชาธิปไตยต้องมีการยึดโยงกับประชาชน การนำคนมาจากการแต่งตั้งไม่ว่าจะโดยวิธีใด นั้นทำให้ประเทศเสียหาย นักลงทุนจากต่างชาติจะไม่ลงทุนกับประเทศไทย หากกระบวนการถูกยึดโยงด้วยคนกลุ่มหนึ่งซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่สามารถควบคุมได้ตั้งแต่การแต่งตั้งรัฐมนตรีแบบนี้จะเป็นอันตรายต่อประเทศในระยะยาว และทั่วโลกไม่ยอมรับ ทำให้คำว่าประเทศที่เป็นประชาธิปไตยของประเทศไทยจบลง
"คนคิดเรื่องนี้ควรทบทวนว่าการสร้างกติกาเช่นนี้เป็นการทำร้ายประเทศหรือไม่ ประเทศไทยไม่ได้อยู่เพียง 5-10 ปี การสร้างกติกาเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยหมดขีดการแข่งขัน เป็นความคิดที่เห็นแก่ตัว มองอนาคตตัวเอง แต่ไม่มองอนาคตประเทศไทยว่าต่างชาติจะยอมรับหรือไม่ ส.ว.สรรหาเป็นความคิดเห็นของคนกลุ่มหนึ่งที่ต้องการควบคุมประเทศ ไม่คำนึงถึงอนาคตในระยะยาว และเชื่อว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหลังจากนี้คงจะไม่สามารถแก้ไขระบบนี้ได้ เพราะจะมีการวางกลไกรัดกุมมากเพื่อไม่ให้มีการแก้ไข ขอเรียกร้องให้คนสร้างกติกาทบทวนเรื่องนี้ อย่าทำร้ายประเทศอีกเลย"
ปชป.ชี้ส.ว.อำนาจล้นฟ้า-วุ่นวายเพิ่ม2เท่า
ส่วนท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรค กล่าวถึงกรณีส.ว.มีอำนาจตรวจสอบประวัติและความประพฤติทางจริยธรรมนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี (ครม.) ปลัด และอธิบดี ว่า ถือเป็นการให้อำนาจตรวจสอบมากพอสมควร ไม่ควรให้อำนาจในการตรวจสอบ วันนี้ต้องมานั่งทบทวนว่าต้องมี ส.ว.ต่อไปอีกหรือไม่ ถ้ากำหนดให้ ส.ว.มาจากการสรรหาแบบนี้ เพราะหลายประเทศก็ไม่มี ส.ว.
นายนิพิฏฐ์ เสนอแนะว่า ควรไปสร้างให้องค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบเข้มแข็ง หรือให้สภาฯ ตั้งองค์กรอิสระขึ้นมาตรวจสอบจะดีกว่า เพราะวันนี้ ส.ว.ถูกออกแบบโดยข้าราชการ ที่ออกแบบมาแบบนี้เพราะต้องการให้ข้าราชการโต เข้มแข็งและอยู่ยาว ข้อเสนอนี้ไม่น่าจะได้รับการยอม รัฐธรรมนูญเป็นกติกาที่ทุกคนต้องเห็นร่วมกัน เป็นสัญญาประชาคม ถ้าข้อเสนอนี้ผ่านเชื่อได้ว่าจะวุ่นวายเป็น 2 เท่าแน่" นายนิพิฏฐ์ ระบุ
"ถ้าจะบอกว่าเพื่อป้องกัน ส.ว.อาศัยฐานนักการเมืองทำให้ไม่เป็นกลางก็ควรจะไปแก้ไขตรงนั้น และเพื่อป้องกันไม่ให้ ส.ว.ถูกแทรกแซงก็ให้เลือก ส.ว.เป็นโซนแบบ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง ดีกว่าการสรรหาจากตัวแทน เพราะการเลือกแบบ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ มาจากการเลือกจากประชาชน"
"นิคม"ชี้อันตรายกว่าสภาผัวเมีย
นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา กล่าวทำนองเดียวว่า เรื่องนี้อันตราย เพราะเป็นการลดอำนาจประชาชน เพิ่มอำนาจอดีตข้าราชการของรัฐ เข้ามาในสัดส่วนของ ส.ว.สรรหา เพื่อให้มาทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลอีกที ซึ่งจะอันตรายมากไปอีกหากมีการเพิ่มอำนาจให้ ส.ว.มีสิทธิเลือกนายกฯ ได้ จะยิ่งกลายเป็นพรรคการเมืองของข้าราชการขนาดใหญ่ "อันตรายกว่าคำว่าสภาผัวเมียอย่างที่เคยว่ากันไว้แน่ เพราะการปฏิบัติงานจะพัวพันถูกใช้เป็นเครื่องมือดำเนินการเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะผู้ตรวจสอบกับผู้ถูกตรวจสอบมาจากแหล่งที่มาเดียวกัน ถามว่าเรื่องนี้จะผ่านความเห็นชอบของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) หรือไม่ ผมคงไม่ต้องวิจารณ์ เพราะไม่มีเหตุผลอะไรที่ สปช.ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันจะคัดค้าน อีกทั้งคนเขียนรัฐธรรมนูญรอบนี้ เคยออกแบบหรือลองผิดลองถูกมาหลายครั้งแล้ว ย่อมทราบและรู้ดีว่าเขียนรัฐธรรมนูญแบบไหน จะเกิดผลแบบใด"
"ดิเรก"จี้ลดอำนาจส.ว.เหลือแค่กรองก.ม.
ส่วนนายดิเรก ถึงฝั่ง สมาชิก สปช. และอดีต ส.ว.นนทบุรี กล่าวว่า โดยหลักการแล้วถ้า ส.ว.มาจากการสรรหา ก็ควรมีอำนาจเฉพาะการพิจารณากลั่นกรองกฎหมายเพียงอย่างเดียว จึงจะถูกต้อง ไม่ควรมีอำนาจอื่น ๆ ร่วมด้วย อาทิ การพิจารณาแต่งตั้งหรือโยกย้ายข้าราชการ หรือบุคคลอื่นๆ ด้วย ซึ่งไม่ใช่หลักการของ ส.ว. และส่วนตัวเห็นว่า ควรให้มี ส.ว.เลือกตั้งอยู่ต่อไป เพราะถือเป็นตัวแทนที่มาจากประชาชนโดยตรง ซึ่งตัวแทนที่มาจากประชาชนสามารถมีอำนาจในการแต่งตั้ง หรือถอดถอนได้
"บวรศักดิ์"อัดสื่อพาดหัว"ส.ว.ลากตั้ง"
นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นประธานในการประชุมคณะกมธ.ยกร่างฯ เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ที่ จ.ชลบุรี โดยเริ่มในหมวดคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระ นายบวรศักดิ์ ได้กล่าวแสดงความเห็นในที่ประชุมถึงกรณีที่มีสื่อมวลชนบางสำนัก นำเสนอข่าวการประชุมกมธ.ยกร่างฯ ในเรื่องที่มาส.ว. โดยระบุว่า มีสื่อหนังสือพิมพ์บางฉบับ และการนำเสนอข่าวในโทรทัศน์บางแห่งได้ระบุว่า วุฒิสภาชุดใหม่ เป็นวุฒิสภาจากการลากตั้ง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่น่ารักและเป็นการนำเสนอข่าวไม่ครบถ้วน เนื่องจากวุฒิสภาชุดใหม่ที่คณะกมธ.ยกร่างฯ ได้ให้ความเห็นชอบไปนั้น จะมาจากการเลือกตั้งทางอ้อม โดยมาจากบุคคลที่มีความหลากหลาย โดยเฉพาะ ส.ว.ที่จะมาจากผู้ทรงคุณวุฒิและคุณธรรมด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม รวมไปถึงด้านสังคม ชาติพันธุ์ ปราชญ์ชาวบ้าน เป็นต้น
นายบวรศักดิ์ ชี้แจงเพิ่มเติมว่า บุคคลคนเหล่านี้จะมาเป็นส.ว.ได้นั้นจะมาจากการสรรหาของคณะกรรมการสรรหา เมื่อสรรหาเสร็จแล้ว จะต้องนำเสนอบัญชีรายชื่อให้สมัชชาพลเมือง ผู้บริหารท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่น ซึ่งเป็นบุคคลที่มาจากการเลือกของประชาชน มาทำการเลือกบุคคลที่จะมาเป็น ส.ว. ดังนั้นการมากล่าวหาว่าวุฒิสภาชุดใหม่เป็น ส.ว.ลากตั้ง จึงไม่ถูกต้อง
"ในต่างประเทศก็มีการใช้กระบวนการเลือก ส.ว.เช่นนี้ เช่น ประเทศฝรั่งเศส การใช้เสรีภาพของสื่อ ผมไม่ได้มีปัญหา คอลัมนิสต์จะแสดงความคิดเห็นอย่างไรก็ถือว่าเป็นเสรีภาพ แต่สำหรับการนำเสนอข่าวและมีการใช้การพาดหัว หรือการอ่านข่าวของนักอ่านข่าว จำเป็นอย่างยิ่งต้องนำเสนอให้ครบถ้วนรอบด้านและปราศจากอคติ มิเช่นนั้นแล้วประชาชนจะได้รับข่าวสารเพียงด้านเดียว" นายบวรศักดิ์ กล่าว
เปิดช่องคนนอกนั่งนายกฯ-ห้ามเป็นส.ส.
นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงความคืบหน้าการยกร่างรัฐธรรมนูญ หมวด 4 คณะรัฐมนตรี ว่า ได้กำหนดให้ มีนายกรัฐมนตรี 1 คน และรัฐมนตรีไม่เกิน 35 คน ประกอบเป็น ครม.มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินตามหลักความรับผิดชอบร่วมกัน ทั้งนี้ตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะรัฐมนตรี โดยนายกฯ จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินกว่า 2 วาระไม่ได้ ซึ่งนายกฯ ไม่จำเป็นต้องเป็น ส.ส. หรือหากได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส.ก็ต้องลาออก หากได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ แต่ กมธ.ยกร่างฯ เชื่อว่าในสภาวะปกติ สภาฯ จะเลือกนายกฯ มาจาก ส.ส.เว้นแต่ในสถานการณ์ไม่ปกติ อาจจะนำคนนอกมาดำรงตำแหน่งได้
นอกจากนี้ก่อนที่นายกฯ จะนำรายชื่อรัฐมนตรีกราบบังคมทูลฯ นายกฯ จะต้องนำรายชื่อ ครม.ส่งให้ประธานวุฒิสภา และจัดให้มีการประชุมวุฒิสภาเพื่อตรวจสอบประวัติ และเปิดเผยให้ประชาชนรับทราบภายใน 15 วัน นอกจากนี้ กมธ.ยกร่างฯ ยังได้เพิ่มคุณสมบัติรัฐมนตรี ต้องแสดงรายการเสียภาษีย้อนหลัง เป็นเวลา 3 ปี ต่อประธานวุฒิสภาอีกด้วย





