วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ร่างรธน.ใหม่เปิดทางนายกฯคนนอก

ร่างรธน.ใหม่เปิดทางนายกฯคนนอก คุมเข้มคุณสมบัติรมต.เพิ่มข้อห้าม คนเคยติดคุก-ยื่นเสียภาษีเป็นเท็จ-ส.ส. นั่งเก้าเสนาบดี ก่อนทูลเกล้าฯ ครม.

ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ วาระพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา เป็นวันที่ยี่สิบสี่ ได้เข้าสู่หมวด4 คณะรัฐมนตรี โดยอนุ กมธ.พิจารณายกร่างบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ได้นำความจากส่วนที่เกี่ยวข้องในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาพิจารณา และปรับบทบัญญัติให้มีความเหมาะสม โดยมาตรา 173 ว่าด้วยหลักทั่วไปของนายกฯ และรัฐมนตรี ซึ่งนำความจากมาตรา 171 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาพิจารณาและปรับถ้อยคำ ที่ว่า “นายกฯต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” ออก เพื่อเป็นเปิดโอกาสให้มีการเสนอชื่อบุคคลภายนอกให้เข้าดำรงตำแหน่งนายกฯ ได้ 

ขณะที่วาระดำรงตำแหน่งได้มีการแก้ไขจากถ้อยคำในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ที่ระบุว่า “นายกฯจะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินกว่า 8ปีไม่ได้ เป็น “นายกฯจะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกิน2วาระไม่ได้” โดยมีคำอธิบายประเด็นดังกล่าวว่าในวาระการดำรงตำแหน่ง 1 ครั้ง หากรัฐบาลอยู่ไม่ครบ 4 ปี ให้นับเป็น 1 วาระ และหากดำรงตำแหน่งมาแล้ว 2 วาระ ต้องเว้นวรรคไปก่อนแล้วถึงมาดำรงตำแหน่งได้ใหม่

ขณะที่มาตรา 174 ว่าด้วยที่มาของนายกฯ ผ่านการลงมติให้ความเห็นชอบจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรด้วยคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง โดยนำความจากมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาพิจารณาโดยไม่มีการแก้ไขถ้อยคำ ทั้งนี้ในที่ประชุมมีผู้เสนอให้เพิ่มบทบัญญัติที่ว่า ในกรณีที่นายกฯ ไม่ได้เป็น ส.ส. ให้ดำรงตำแหน่ง 2 ปี โดยเหตุผลคือเพื่อเป็นการเปิดช่องให้แก้ปัญหาช่วงวิกฤตการเมือง โดยสภาผู้แทนราษฎร สามารถเลือกบุคคลภายนอกซึ่งไม่ได้เป็นส.ส.ให้เข้ามาดำรงตำแหน่งนายกฯ เพื่อแก้ไขวิกฤตดังกล่าวได้ ทั้งนี้ในคะแนนที่ลงมติเห็นชอบมีผู้เสนอให้ใช้เสียง 2 ใน 3ของที่ปรชุมแทนเสียงจำนวนกึ่งหนึ่ง และนายกฯ คนนอกสามารถต่อวาระดำรงตำแหน่งได้ หากได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมสภาฯ ด้วยเสียง 3 ใน 4 ทั้งนี้ที่ประชุมส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าวและมองว่าพลวัตรทางการเมืองในอนาคตควรปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ อีกทั้งมองว่าการกำหนดบทบัญญัติดังกล่าวอาจทำให้เกิดการตีความในช่วงเริ่มต้นของการเลือกนายกฯ ได้ว่า นายกฯ จะเป็นส.ส. หรือ เป็นบุคคลที่ไม่เป็น ส.ส.ก็ได้ และอาจก่อให้เกิดปัญหาตามมาภายหลังได้ อีกทั้งหลักการสำคัญที่ไม่เห็นด้วยเพราะจะเป็นการละเมิดหลักการที่เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้ประชาชนเป็นใหญ่และมีอำนาจในการเลือกผู้แทนและให้ผู้แทนปวงชนนั้นเข้าไปเลือกผู้ดำรงตำแหน่งนายกฯ ทำให้ที่ประชุมผ่านการพิจารณาไปตามบทบัญญัติที่อนุ กมธ.ฯ เสนอโดยไม่มีการแก้ไข

ทั้งนี้มีบทบัญญัติที่เขียนขึ้นใหม่ ในมาตรา 176 ได้กำหนดให้ก่อนที่นายกฯ จะนำรายชื่อคณะรัฐมนตรี หรือ รัฐมนตรี ทูลเกล้าฯ ให้พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง ให้นายกฯ ส่งรายชื่อครม. หรือ รมต. ให้วุฒิสภาตรวจสอบก่อน ทั้งนี้วุฒิสภาต้องตรวจสอบให้แล้วเสร็จภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับรายชื่อและให้เปิดเผยให้ทราบโดยทั่วไป 

สำหรับวิธีการพิจารณาให้บุคคลดำรงตำแหน่ง เป็นไปตามมาตรา 132 ของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเจตนารมณ์คือให้วุฒิสภาได้ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลที่ไดรับการเสนอชื่อ แต่ไม่มีสิทธิลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ 

ขณะที่ในบทบัญญัติมาตรา 177 ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของรัฐมนตรี ที่นำความจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 174 มาพิจารณา โดยที่ประชุมได้เห็นชอบให้นำบทบัญญัติที่ว่าด้วยลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส. ยกเว้น (11) ที่ว่าด้วยความเป็นส.ว.หรือเคยเป็น ส.ว.และสมาชิกภาพสิ้นสุดแล้วไม่เกิน 2 ปี ออกเนื่องจากในบทบัญญัติของมาตรา 177 ได้กำหนดไว้ใน (6) แล้ว ทั้งนี้ในบทบัญญัติได้เพิ่มประเด็นที่ว่าห้าม ส.ส. มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี จากเดิมที่เขียนเพียงตำแหน่ ส.ว.หรือเคยเป็นส.ว.ซึ่งพ้นตำแหน่งมาแล้วไม่ถึง2 ปี และแก้ไขในประเด็นลักษณะต้องห้ามใน (5) จากเดิมที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 174 กำหนดว่า “ไม่เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุก โดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึง5ปีก่อนได้รับแต่งตั้ง เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ” แก้ไขเป็น “ไม่เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุก เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือ ความผิดฐานหมิ่นประมาท” โดยเหตุผลสำคัญเพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2550 มาตรา 35 (4) ที่กำหนดไม่ให้ผู้เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายว่าทำทุจริตหรือประพฤติมิชอบ เข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างเด็ดขาด 

โดยเหตุผลสำคัญที่ต้องตัดประเด็น “โดยพ้นโทษมายังไม่ถึง 5 ปีก่อนได้รับตำแหน่ง” ออกไปนั้นเพื่อวางหลักสำคัญไม่ให้บุคคลที่เคยถูกจำคุก ไม่ว่าจะกี่ปีก็ตามห้ามดำรงตำแหน่งที่สำคัญในฝ่ายบริหาร นอกจากั้ไนด้เพิ่มเติมประเด็นให้รัฐมนตรีต้องแสดงสำเนาแบบแสดงรายการภาษีเนได้ย้อนหลัง 3 ปีต่อประธานวุฒิสภาเพื่อให้ตรวจสอบด้วย และหากพบว่ามีการยื่นแสดงรายการภาษีเป็นเท็จให้ถือว่าหมดคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรีทันที