เปิดข้อเสนอตำรวจ ปฏิรูปองค์กรยกฐานะ'กระทรวง'

เปิดข้อเสนอตำรวจ ปฏิรูปองค์กรยกฐานะ'กระทรวง'

(รายงาน) เปิดข้อเสนอตำรวจ"ปฏิรูปองค์กร" ยกฐานะ"กระทรวง"-ตั้ง"สอบสวนแห่งชาติ"

เมื่อพูดถึง "ปฏิรูปตำรวจ" เวลานี้ ทุกฝ่ายแม้กระทั่งตำรวจเองก็เห็นตรงกันแล้วว่าต้องปลอด "การเมือง" แทรกแซงการบริหารงานและแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ แต่เมื่อลงรายละเอียดว่าจะปรับปรุงแก้ไขกันอย่างไรก็ยังมีข้อคิดเห็นที่แตกต่างและหลากหลาย


ล่าสุดตำรวจในฐานะ "เจ้าบ้าน" ได้เปิด "พิมพ์เขียว" ปฏิรูปตำรวจในแบบฉบับของพวกเขาออกมา ซึ่งเรียกเสียงฮือฮาได้ไม่น้อย เนื่องจากเป็นข้อเสนอปรับโครงสร้างองค์กรขนานใหญ่และดูเหมือนว่าแนวคิดจะไปไกลกว่าข้อเสนอปฏิรูปตำรวจที่กำลังอยู่ในกระแสถกเถียงเพื่อหาข้อสรุปกันในขณะนี้ด้วยซ้ำ


พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล สำนักงานตำรวจแห่งชาติในฐานะคณะทำงานและเลขานุการ คณะทำงานกำหนดแนวทางปฏิรูปตำรวจ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เผยถึง "โครงสร้างตำรวจใหม่" ที่อยู่ระหว่างการหารือในทีมงานปฏิรูปตำรวจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า มีการเสนอให้ยกฐานะสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นหน่วยงานระดับ "กระทรวง" มีผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ 1 ตำแหน่ง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ 4 ตำแหน่ง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ 5 ตำแหน่ง จเรตำรวจแห่งชาติ 1 ตำแหน่ง รองจเรตำรวจแห่งชาติ 1 ตำแหน่ง


ทั้งนี้ ระดับอธิบดี เทียบเท่าสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยศพลตำรวจโท 17 ตำแหน่ง ส่วนระดับ "กองบัญชาการ" เดิม เปลี่ยนเป็นระดับ "กรม" เป็น "นิติบริหารแบบเบ็ดเสร็จ"


เขายกตัวอย่าง กองบัญชาการตำรวจนครบาล เปลี่ยนเป็น "กรมนครบาล" กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เปลี่ยนเป็น "กรมตำรวจสอบสวนกลาง"


สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เปลี่ยนเป็น "กรมตรวจคนเข้าเมือง" กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1-9 เปลี่ยนเป็น "กรมตำรวจภูธร 1-9"


พิสูจน์หลักฐานตำรวจ เปลี่ยนเป็น "กรมตำรวจพิสูจน์หลักฐาน" กองบัญชาการศึกษา เปลี่ยนเป็น "กรมตำรวจศึกษา" กองบัญชาการตำรวจชายแดนและกิจการพิเศษ เปลี่ยนเป็น "กรมตำรวจตระเวนชายแดนและกิจการพิเศษ" สำนักงานนายตำรวจราชสำนักประจำ เปลี่ยนเป็น "กรมตำรวจราชสำนักประจำ"


ส่วนอำนาจการแต่งตั้ง "ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ" ให้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นผู้คัดเลือก และเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ หรือ ก.ต.ช.เห็นชอบ


ขณะที่การแต่งตั้ง "รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ-ผู้บังคับการ" ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคัดเลือกเสนอ คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. เห็นชอบ


การแต่งตั้ง "รองผู้บังคับการ-ผู้กำกับการ" ให้สำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือ อธิบดี คัดเลือกเสนอ ก.ตร.เห็นชอบ และตัดอำนาจ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยอ้าง "เหตุพิเศษ" ออกทั้งหมด


"ต้องให้ สปช. สนช. รัฐบาล ตัดสินใจอีกทีว่าจะเป็นอย่างไร ในส่วนของตำรวจ ที่ประชุมก็ไม่อยากให้การเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ยินดีให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ดูแลกัน"


นอกจากนี้ยังมีการเสนอปฏิรูป "งานสอบสวน" ให้ทำหน้าที่อย่างเป็นอิสระ โดยเสนอให้ยกฐานะเป็น "คณะกรรมการสอบสวนแห่งชาติ" แบ่งเป็น สำนักงานสอบสวนกลาง หรือ สำนักงานสอบสวนแห่งชาติ มีตำรวจระดับ พล.ต.อ. เป็นหัวหน้า และมีระดับ พล.ต.ท.-พล.ต.ต. เป็นรองสอบสวนกลาง หรือ รองสอบสวนแห่งชาติ โดยดูแลสำนักงานสอบสวนทั่วประเทศ มีอำนาจในการกำหนดนโยบาย การบริหารงานบุคคล การออกกฎระเบียบ คำสั่ง การบริหารงานสอบสวน และควบคุม กำกับดูแล


สำหรับฝ่ายปฏิบัติมีเจ้าหน้าที่สอบสวนกลางหรือ "เจ้าหน้าที่สอบสวนแห่งชาติ" เป็นผู้ปฏิบัติงานสอบสวนอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของสอบสวนกลางหรือสอบสวนแห่งชาติ


สำนักงานสอบสวนภาค มีระดับ พล.ต.ท.เป็นหัวหน้า มีระดับ พล.ต.ต. เป็นรองสอบสวนภาค มีอำนาจหน้าที่เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนภาค บริหารงานสอบสวน และควบคุม กำกับ ดูแล สำนักงานสอบสวนจังหวัดในเขตรับผิดชอบ และมีเจ้าหน้าที่สอบสวนภาค เป็นผู้ปฏิบัติภายใต้การบังคับบัญชาของสอบสวนภาค


สำนักงานสอบสวนจังหวัด มีระดับ พล.ต.ต.หรือ พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการพิเศษ เป็นหัวหน้า มีระดับ พ.ต.อ.พิเศษ หรือ พนักงานสอบสวนผู้เชี่ยวชาญ เป็นรองสอบสวนจังหวัด ดูแลสำนักงานสอบสวนอำเภอในเขตรับผิดชอบและสั่งคดีได้ทุกคดีในเขตจังหวัดโดยเฉพาะการให้ความเห็นชอบในคดีสั่งไม่ฟ้องหรืองดการสอบสวน


สำนักงานสอบสวนอำเภอ มีระดับ พ.ต.อ.หรือ พนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นหัวหน้าฐานะเทียบเท่าหัวหน้าส่วนราชการระดับอำเภอ มีอำนาจในการบริหารงานสอบสวน และสั่งทุกคดีในเขตอำเภอนั้นๆ มี ระดับพนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นหัวหน้าผู้ปฏิบัติงานสอบสวนคดีอาญา จราจร ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ อาญา)


นอกจากนี้ยังมี ผู้ช่วยพนักงานสอบสวน เจ้าหน้าที่คดี ธุรการ เจ้าหน้าที่ตรวจที่เกิดเหตุ พลขับ ควบคุมผู้ต้องหา เจ้าหน้าที่ส่งหมาย และเจ้าหน้าที่เดินรายงาน เป็นทีมงานสอบสวน


"ภายในเดือน มี.ค.นี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติและคณะกรรมการจะได้ข้อสรุปว่าแนวทางการปฏิรูปตำรวจจะเป็นไปในทิศทางใด"


ทั้งนี้ ในงานเสวนาหัวข้อ "ตำรวจสอบสวน ปฏิรูปให้ถึงประชาชน" ที่มูลนิธิเอเชียจัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ พนักงานสอบสวนซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงานด้านการสอบสวนโดยตรงได้สะท้อนปัญหาการทำงานผ่านเวทีดังกล่าว


พ.ต.ท.กีรติ ตรีวัย พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการพิเศษ สถานีตำรวจภูธรบางกล่ำ จ.สงขลา อธิบายการทำงานว่า ระบบการสอบสวนที่เป็นอยู่นั้นทำให้เกิดความไม่ชัดเจนในการทำงาน บางสถานีตำรวจ ผู้กำกับการ ยศต่ำกว่าพนักงานสอบสวนชำนาญการ จึงทำให้เกิดความสับสนในการบังคับบัญชา


อีกทั้งขวัญกำลังใจในการทำงานมีน้อย เพราะงานมีจำนวนมาก อีกทั้งกฎระเบียบของพนักงานสอบสวนมีมากเกินไป จนก่อให้เกิดความเครียด


"ปัญหาหลักอย่างหนึ่งคือ ฝ่ายบริหาร หรือ ผู้กำกับการ บางครั้งไม่เคยผ่านงานสอบสวนมาเลย แต่สามารถก้าวมาเป็นหัวหน้าสถานี แต่พนักงานสอบสวนหลายท่านมีความสามารถและประสบการณ์ในทางสอบสวนมากว่า 15 ปี ซึ่งควรให้คนเหล่านี้เป็นหัวหน้าสถานีแทน เพราะต้องไม่ลืมว่างานหลักของตำรวจคือการสืบสวนสอบสวน"


อย่างไรก็ตาม ในการปฏิรูปงานสอบสวนของตำรวจนั้นก็มีมุมมองจากนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านกระบวนการยุติธรรมซึ่งไม่อาจมองข้ามได้


รศ.ดร.จุฑารัตน์ เอื้ออำนวย อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เห็นว่า ในการแก้ไขระบบการสอบสวนนั้น ตอนนี้มีการพยายามเตรียมที่จะปรับปรุงโครงสร้างใหม่ ทำการปฏิรูปองค์กรตำรวจ และมีการโอนถ่ายงานบางส่วนไปยังกระทรวงมหาดไทยแล้ว แต่ยังไม่ใช่การปฏิรูปที่ถูกต้องอย่างที่สุด


"การที่จะแก้ปัญหาระบบตรงนี้ ไม่ใช่การที่เราจะมุ่งไปสู่การปรับปรุงที่โครงสร้างโดยตรง แต่เราต้องคลี่โครงสร้างออกมา แล้วมาดูว่างานใดบ้างที่มีความสำคัญแล้วจึงโยกย้าย โอนถ่ายออกไป"


อาจารย์จุฑารัตน์ บอกต่อว่า ส่วนจะแยก "ตำรวจสอบสวน" หรือไม่ต้องดูว่ากฎหมายของเรามีปัญหา เพราะเราใช้ระบบผสมแบบอังกฤษ ซึ่งให้ตำรวจกับอัยการทำงานร่วมกัน แต่ต่อมาเรากลายเป็นว่า ให้ประชาชนสามารถฟ้องร้องต่างๆ ได้โดยตรง ตำรวจจึงกลายเป็นคู่คดีไป แต่ของต่างประเทศตำรวจจะไม่ใช่คู่คดี


"จะแยกออกเป็นอิสระหรือไม่ เราต้องมาปรับย้ายงานที่เป็นภารกิจหลัก และภารกิจรองให้ชัดเจนก่อนจะดีกว่า"
การปฏิรูปตำรวจทุกครั้งที่ผ่านมา ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต่างอ้างเพื่อประโยชน์ "ประชาชน" แต่ความเป็นจริงในทางปฏิบัติก็ยังไม่บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ เช่นเดียวกับการปฏิรูปตำรวจครั้งนี้ที่ต้องติดตามกันต่อไปว่า สุดท้ายแล้วอานิสงส์จะตกอยู่กับประชาชนอย่างที่พร่ำบอกหรือไม่