"พล.ต.สรรเสริญ" ระบุ "นายกรัฐมนตรี" ห่วงปัญหาวัดพระธรรมกาย ขอกลุ่มที่เห็นต่างเคารพกติกาอย่าเคลื่อนไหว
พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมถาษณ์สำนักข่าวไทย ถึงกรณีที่มีความเคลื่อนไหววิพากษ์วิจารณ์มติ มหาเถรสมาคม(มส.)ที่ให้พระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ไม่ปาราชิก ขาดจากความเป็นภิกษุ ว่า รัฐบาลและคสช. อยากขอให้กลุ่มที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย กับมติของมหาเถรสมาคมใช้เหตุผล อย่าเคลื่อนไหวใด ๆ ในทางที่จะนำมาสู่ความแตกแยกขัดแย้ง ขอให้เคารพกฎหมายและกติกาที่วางไว้ ซึ่งรัฐบาลจะมีการบริหารจัดการในแนวทางที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้เรื่องดังกล่าวขยายผลเป็นชนวนของความขัดแย้ง กรณีที่เกิดขึ้นหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงทั้งสำนักงานพระพุทธศาสนา และมหาเถรสมาคม ก็จะต้องชี้แจงสังคมให้รับทราบข้อเท็จจริงด้วย ซึ่งเมื่อมีการชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว ขอให้ทุกคนเชื่อถือในข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง
“การจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยมีแนวทางและช่องทางที่เป็นทางออกอยู่แล้ว ต้องเคารพความเห็นของผู้อื่นด้วย ทั้งการไปยื่นเรื่องสะท้อนความเห็น หรือแม้แต่การให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเปิดรับฟังความคิดเห็น โดยไม่จำเป็นถึงขั้นต้องไประดมคนมากดดันชุมนุมให้เป็นไปตามสิ่งที่ตัวเองต้องการ อย่างกรณีของพระพุทธอิสระซึ่งก็เคยอยู่ในบรรยากาศของความขัดแย้ง ยิ่งต้องรู้ดีว่าควรจะใช้วิธีการใดในการแก้ปัญหา อย่างไรก็ตามนายกรัฐมนตรีมีความเป็นห่วงในทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านเมือง ไม่อยากให้มีการบิดเบือนข้อมูลจนนำไปสู่ความขัดแย้ง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องทำความเข้าใจต่อไป”พล.ต.สรรเสริญ กล่าว
ด้านนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนา กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่เห็นรายงานมติของที่ประชุมมหาเถรสมาคม ที่สำนักงานพระพุทธศาสนา จะต้องรายงานมาให้ตนทราบ จึงยังไม่ขอแสดงความเห็นในเรื่องดังกล่าว เพราะเรื่องของชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ถือว่ามีความสำคัญ แต่โดยหลักการเห็นว่าเรื่องที่เกิดขึ้นต้องแยกเป็น 2 ส่วนคือ1.เรื่องของพระกับวัด ที่ต้องดำเนินไปตามกฎหมายปกติทั่วไปและดูตามบทบัญญัติทางวินัยสงฆ์ ซึ่งแต่ละด้านมีหน่วยงานรับผิดชอบอยู่แล้ว และ 2.เรื่องของการปฎิรูปเชิงโครงสร้างและระบบ ที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล สภาปฎิรูปแห่งชาติ คณะสงฆ์และภาคประชาชน ในฐานะที่ทำหน้าที่เป็นวิปสปช.และกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนา จึงมีหน้าที่ต้องดูทั้ง 2 เรื่องไม่ให้เกิดความขัดแย้งและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย





