เจ้าของรางวัลโนเบลแนะทางแก้'ไอเอส'

เจ้าของรางวัลโนเบลแนะทางแก้'ไอเอส'

เจ้าของรางวัลโนเบลสันติภาพแนะทางแก้ "ไอเอส"

ชื่อของ ดร.โมฮัมเหม็ด เอลบาราได เป็นที่รู้จักของชาวโลกเมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (ไอเออีเอ) เมื่อปี 2540-2552 

ตัวเขาและไอเออีเอได้รับรางวัลโนเบลสันติภาพในปี 2548 สำหรับความพยายามลดการแพร่กระจายของอาวุธนิวเคลียร์ 

ดร.โมฮัมเหม็ด เอลบาราได จบการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านกฎหมาย และเติบโตในสายอาชีพการทูตที่อียิปต์บ้านเกิด และแม้ว่าปัจจุบันจะอยู่ในวัย 73 ปีแล้ว แต่เขาก็ยังดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการเกียรติคุณของไอเออีเอ 

เมื่อเร็วๆ นี้ เขาเดินทางมาเมืองไทยในฐานะแขกรับเชิญพิเศษของ The International Peace Foundation เขาให้สัมภาษณ์อย่างกระฉับกระเฉงและชัดเจนในจุดยืนของตัวเองว่าด้วยกลุ่มไอเอส การเมืองอียิปต์ และความขัดแย้งเรื่องพลังงานนิวเคลียร์ในปัจจุบัน

O โลกเราทุกวันนี้อันตรายมากยิ่งขึ้นหรือไม่เพราะมีกลุ่มไอเอส เมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ที่มีกลุ่มอัล กออิดะห์

เราเผชิญกับกลุ่มหัวรุนแรงสุดขั้วมากยิ่งขึ้น เป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลและมีความซับซ้อนมากขึ้นด้วย กลุ่มไอเอสคุมพื้นที่ใหญ่เท่าประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สะท้อนให้เห็นว่าเราไม่สามารถรับมือกับกลุ่มหัวรุนแรงหรือกลุ่มก่อการร้ายได้ เราควรหาคำตอบอย่างจริงจังว่าทำไมถึงเกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้น ไม่ใช่แค่แก้ไขที่ปลายเหตุ แต่ต้องดูที่สาเหตุด้วยว่าทำไมถึงเกิดกลุ่มอย่างไอเอสขึ้นได้ 

O การยิงถล่มไอเอสเพิ่มขึ้นเป็นทางออกที่ถูกต้องหรือไม่

การโจมตีทางอากาศต่อกลุ่มไอเอสเป็นเพียงทางออกระยะสั้น การเปลี่ยนแปลงด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม เป็นทางออกระยะยาว ไม่เช่นนั้นก็จะมีกลุ่มไอเอสอีกในชื่ออื่นๆ แทน เราต้องเปลี่ยนสภาพแวดล้อมทางการเมืองและเศรษฐกิจเพื่อให้คนไม่รู้สึกว่าพวกเขาต้องผันตัวไปเป็นกลุ่มหัวรุนแรง คนเหล่านี้ต้องการอัตลักษณ์ซึ่งได้หายไปสำหรับพวกเขา พวกเขาเลยไปหาเจอจากการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มหัวรุนแรง

O คุณคิดว่าเสรีภาพในการแสดงออกควรมีขีดจำกัดหรือไม่ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับประเด็นศาสนา

ผมคิดว่าต้องมีการยับยั้งตัวเอง ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องแสดงออกเพื่อดูหมิ่นคนอื่นและเสรีภาพทางศาสนาของเขา ประธานาธิบดีบารัค โอบามา พูดไว้อย่างน่าฟังว่า ถ้าแสดงออกแบบไม่มีขีดจำกัด ก็จะทำให้สูญเสียสิทธิเอง ถ้าอ้างว่าแสดงออกเต็มที่โดยการไปดูหมิ่นศาสนาคนอื่น ก็กลายเป็นว่าคุณกำลังสูญเสียสิทธิเสรีภาพ  2 อย่าง ทั้งเสรีภาพทางศาสนา และเสรีภาพในการแสดงออก 

ฉะนั้นต้องมีสมดุลระหว่างเสรีภาพและการเคารพผู้อื่น ไม่ต้องตั้งหน้าตั้งตาล้อเลียนความเชื่อของผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อทางศาสนาหรือทางอื่นก็ตาม

O การเมืองอียิปต์ ตอนแรกมีการโค่นล้มเผด็จการมูบารัค (นายฮอสนี มูบารัค อดีตประธานาธิบดีอียิปต์) จากนั้นเลือกตั้งได้ประธานาธิบดีมอร์ซี (นายโมฮัมเหม็ด มอร์ซี) แต่ก็มีการประท้วงอีก จนตอนนี้มีอดีตนายพล อัล-ซิซี เป็นประธานาธิบดี นี่คือประชาธิปไตยสไตล์อียิปต์หรือเปล่า

ไม่หรอกครับ เรายังอยู่ในกระบวนการสู่ประชาธิปไตยอยู่ อียิปต์เกิดการเปลี่ยนแปลงในปี 2011 หลังจาก 60 ปีแห่งการปกครองแบบเผด็จการและการกดขี่ เรายังเจออุปสรรค กุญแจคือต้องทำให้คนอยู่ร่วมกันได้ เรายังมีสังคมที่แตกแยก 

ตั้งแต่วันแรกของการเปลี่ยนแปลงปี 2011 ผมบอกว่าเราควรมาตกลงกันในกฎหมายเบื้องต้น คือรัฐธรรมนูญว่าจะอยู่ร่วมกันอย่างไร แต่เรายังไม่ได้ทำอย่างนั้น สังคมเลยยังไม่มีเสถียรภาพ ยังไม่ใช่ประชาธิปไตยที่เราต้องการในแง่เสรีภาพและความเท่าเทียมทางสังคม เรายังมีปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำอีกมาก แต่ประชาธิปไตยไม่สามารถเกิดขึ้นได้ชั่วข้ามคืน ต้องใช้เวลา หวังว่าเราจะอยู่ในเส้นทางที่ถูกต้องสักวันครับ

O ชีวิตของชาวอียิปต์ได้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ตั้งแต่หลังการปฏิวัติเมื่อปี 2011 หรือไม่

ไม่ครับ เพราะประเทศเกิดความวุ่นวายขึ้นในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ส่งผลต่อการท่องเที่ยวและการลงทุนของต่างชาติ กระทบต่อชาวอียิปต์ส่วนใหญ่ในการสร้างรายได้ หวังว่าประเทศจะมีเสถียรภาพโดยเร็ว รัฐบาลจะได้มุ่งเน้นไปที่การทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น 

ชนชั้นกลางใส่ใจเรื่องเสรีภาพด้านต่างๆ แต่คนส่วนใหญ่ซึ่งยังไม่มีพอจะกิน พวกเขาสนใจเรื่องเศรษฐกิจ ทั้งสองเรื่องสัมพันธ์กัน คุณไม่สามารถมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจโดยไม่มีพัฒนาการทางการเมือง และกลับกันไม่สามารถมีพัฒนาการทางการเมืองหากไม่ได้แรงหนุนจากพัฒนาการทางเศรษฐกิจ 

O ชื่อของคุณโผล่ขึ้นมาเสมอเวลามีการเลือกตั้ง คุณจะสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งต่อไปหรือไม่

ไม่ครับ 

O ไม่ หรือว่ายังไม่ทราบ

ไม่ครับ ไม่ (ยิ้ม) ถ้าไปถามคนในครอบครัวผม ทุกคนจะตอบว่าไม่ รวมถึงตัวผมด้วย ผมอยากเป็นโค้ช ให้คำปรึกษามากกว่า และผมอยากเห็นคนรุ่นใหม่ขึ้นมา เราต้องให้คนรุ่นสื่อสังคมออนไลน์ขึ้นมาแทน พวกเขามีความคิดและมุมมองใหม่ๆ เราต้องให้โอกาสพวกเขาครับ ผมเชื่อว่าปัญหาส่วนหนึ่ง ไม่เฉพาะในอียิปต์ แต่ในโลกอาหรับ เรายังไม่ได้ให้อำนาจคนรุ่นใหม่เต็มที่

O ในฐานะที่เป็นอดีตผู้อำนวยการสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ คุณห่วงประเด็นไหนมากที่สุดว่าด้วยพลังงานและอาวุธนิวเคลียร์ 

ผมห่วงที่สุดคือ ทำไมวันนี้เรายังมีอาวุธนิวเคลียร์ถึง 16,000 ลูก 25 ปีหลังสิ้นสุดสงครามเย็น ทำไมเรามีอาวุธนิวเคลียร์ 2,000 ลูกที่อยู่ในสถานะพร้อมยิง สำหรับผมเป็นเรื่องที่ไม่ปกติเลย ถ้าเราไม่ไปในทิศทางของการลดอาวุธนิวเคลียร์ เราก็จะยังมีภัยคุกคามจากอาวุธนิวเคลียร์ เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเกี่ยวกับอิหร่านและเกาหลีเหนือเท่านั้น มีอีกเป็นพันๆ ลูกซึ่งอาจระเบิดขึ้นก็ได้จากการคำนวณที่ผิดพลาด หรือจากข้อบกพร่องของคอมพิวเตอร์ก็ตาม 

เมื่อไม่นานมานี้ ผมไปพูดที่มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด อดีตรัฐมนตรีกลาโหมของสหรัฐ บิล เพอรี บอกว่าเขาทราบถึง 3 กรณีที่ขีปนาวุธของสหภาพโซเวียตชี้ทิศทางมาที่สหรัฐอเมริกา แต่สรุปแล้วเป็นความผิดพลาดทางคอมพิวเตอร์ เขาบอกว่าเราไม่มีโศกนาฏกรรมทางนิวเคลียร์ เพราะโชคดีไม่ใช่เพราะบริหารจัดการดี นี่ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ 

O แต่ถ้าคุณต้องการสันติภาพ คุณต้องเตรียมพร้อมสำหรับการทำสงคราม และการป้องปรามที่ดีที่สุดคืออาวุธนิวเคลียร์ คุณไม่เห็นด้วยเลยหรือ

ไม่เลยครับ เพราะไม่ใช่การป้องปรามที่ดีเลยครับ เมื่อมีอาวุธนิวเคลียร์ โอกาสที่จะใช้อาวุธนิวเคลียร์ก็สูงไปด้วย นี่คือจุดอ่อนที่เรามี เราต้องมีการป้องปรามที่ไม่ได้พึ่งอาวุธนิวเคลียร์ ต่อให้เรามีสงคราม ก็ไม่จำเป็นต้องทำลายล้างทั้งโลก เราคงสันติภาพมาจนวันนี้ด้วยความโชคดี เราพร้อมที่จะให้เกิดการใช้อาวุธนิวเคลียร์หรือ ถึงตอนนั้นก็จะสายเกินไปแล้วที่จะคิดลดอาวุธนิวเคลียร์ และเราทุกคนก็คงเสียชีวิตกันไปหมดแล้ว

O การพูดคุยเจรจากับอิหร่านและเกาหลีเหนือ คือวิธีการที่ดีที่สุด ดีกว่าการคว่ำบาตรหรือเปล่า

การคว่ำบาตรสำหรับผมคือการไม่มีนโยบายครับ เวลาไม่มีนโยบาย เลยใช้การคว่ำบาตรเอา การคว่ำบาตรมักทำร้ายประชาชนทั่วไป แต่รัฐบาลไม่ได้รับผลกระทบสักเท่าไร การพูดคุยคือการสร้างความไว้วางใจ ต้องหาระบบที่จะทำให้ประเทศเหล่านี้เกิดความมั่นใจเกี่ยวกับสิ่งที่เขากังวล 

เช่น เกาหลีเหนือกังวลมากว่าสหรัฐพยายามทำลายพวกเขาในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือเปล่าไม่ใช่ประเด็น แต่นี่คือการรับรู้ของเกาหลีเหนือ เราต้องทำให้พวกเขาเกิดความมั่นใจให้ได้ การพูดคุยเจรจาเป็นสิ่งที่ตึงเครียด แต่เราไม่มีทางอื่น ไม่อย่างนั้นยิ่งประเทศเหล่านี้รู้สึกไม่ปลอดภัยมากเท่าไร ความเสี่ยงที่จะเกิดสงครามก็มีมากขึ้นเท่านั้น และสงครามวันนี้ไม่เหมือนยุคก่อนมีอาวุธนิวเคลียร์นะครับ

O คุณได้รับรางวัลโนเบลสำหรับความพยายามลดอาวุธนิวเคลียร์ ชีวิตเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง เพราะคุณได้ชื่อว่าเป็นผู้รับรางวัลโนเบล 

รางวัลโนเบลเปิดทางให้ผมได้พูดเกี่ยวกับประเด็นที่ผมใส่ใจ คนตั้งใจฟังผมพูดมากขึ้นหน่อย (หัวเราะ) และทำให้ผมมีเกราะป้องกัน ไม่ถูกโจมตีว่าผมมีจุดประสงค์แอบแฝงบางอย่าง ผมไม่มีวัตถุประสงค์แอบแฝง ผมเพียงแค่ต้องการให้โลกของเราที่จะส่งต่อให้คนรุ่นต่อไปเป็นโลกที่สงบสุขและมีมนุษยธรรม มีคนเชิญให้ผมไปบรรยายมากมาย ซึ่งก็กินเวลาพอสมควร แต่ผมก็รู้สึกดีที่ได้ทำบางอย่าง ซึ่งหวังว่าเป็นสิ่งที่ดีสำหรับมนุษยชาติ

พบกับบทสัมภาษณ์พิเศษนี้ได้ในรายการ "มองเรามองโลก" วันอาทิตย์ที่ 22 ก.พ. เวลา 16.30-17.00 ทางเนชั่นทีวี