วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

อัยการมั่นใจสำนวนฟ้อง-เผย'ยิ่งลักษณ์'เริ่มปลงตก

"ศาลฎีกานักการเมือง"นัดฟังคำสั่งรับฟ้อง"ยิ่งลักษณ์"คดีจำนำข้าวหรือไม่ 19 มี.ค.นี้ คนใกล้ชิดเผย"ยิ่งลักษณ์" เริ่มปลงตกพร้อมสู้คดีจนถึงที่สุด

วานนี้(19 ก.พ.) ตัวแทนอัยการสูงสุด(อสส.) ประกอบด้วย นายชุติชัย สาขากร อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ และนายสุรศักดิ์ ตรีรัตน์ตระกูล อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน ได้นำสำนวนฟ้อง นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยื่นต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในฐานความผิดเพิกเฉยไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดจากโครงการรับจำนำข้าว


จากนั้นนายสุรศักดิ์ แถลงชี้แจงขั้นตอนการยื่นฟ้อง นางสาวยิ่งลักษณ์ ว่าอัยการได้เรียบเรียงคำฟ้องครบถ้วนสมบูรณ์ ยื่นให้ศาลพิจารณา พร้อมนำเอกสารจำนวนมากตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และคณะทำงานทั้ง 2 ฝ่าย ได้รวบรวมส่งให้ศาล


ทั้งนี้ขั้นตอนตามกฎหมาย ภายหลังการฟ้องคดี ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจะเลือกองค์คณะผู้พิพากษา เพื่อพิจารณาคดี 9 ท่าน โดยเลือกจากผู้พิพากษาศาลฎีกา หรือผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกาให้เสร็จภายใน 14 วัน จากนั้นองค์คณะจะประชุมเพื่อเลือกเจ้าของสำนวน 1 ท่าน พิจารณาคำฟ้องของอัยการ หากไม่มีการแก้ไข ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ จะมีคำสั่งประทับรับฟ้อง และกำหนดวันให้คู่ความมาศาล ในส่วนของอัยการจะตั้งคณะทำงาน 6 คน ขึ้นรับผิดชอบสำนวนคดี โดยมีนายสุรศักดิ์ เป็นหัวหน้าคณะทำงาน


อัยการชี้"ยิ่งลักษณ์"ไปนอกต้องขอคสช.
นายชุติชัย ชี้แจงนางสาวยิ่งลักษณ์ ได้มอบให้ทนายความยื่นเอกสารชี้แจง สาเหตุที่ไม่เดินทางมาศาล ซึ่งสามารถกระทำได้ จึงทำให้คดียังไม่อยู่ในอำนาจการพิจารณาของศาล แต่ระหว่างนี้หากประสงค์เดินทางไปต่างประเทศคงต้องขออนุญาตจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)


ภายหลังอัยการยื่นฟ้อง นางสาวยิ่งลักษณ์ มีฐานะเป็นจำเลยในคดีแล้ว สามารถมาศาลได้ทุกวัน โดยไม่ต้องรอให้ถึงกำหนดนัดฟังคำสั่งวันที่ 19 มี.ค. หรือวันที่ศาลมีหมายเรียกให้มาศาลครั้งแรก สำหรับการบรรยายคำฟ้องในคดีอัยการได้ระบุถึงความเสียหายโครงการรับจำนำข้าวตามที่ป.ป.ช.ตรวจสอบพบช่วงแรก แต่ตัวเลขความเสียหายที่บรรยายฟ้องยังไม่ใช่ความเสียหายที่แท้จริง คือ 6 แสนล้านบาท แต่จำนวนตัวเลขไม่ใช่สาระสำคัญ เพราะอัยการยื่นฟ้องคดีอาญา เพียงแค่พบความเสียหายถือว่าความผิดสมบูรณ์แล้ว ในส่วนคดีแพ่งยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงการคลัง ในที่สุดจะถูกส่งมาให้อัยการพิจารณาสั่งฟ้อง โดยคดีละเมิดทางแพ่ง มีอายุความ 1 ปี


ตั้งคณะทำงานคดี"บุญทรง"แยก2คดี
นายชุติชัย กล่าวว่าส่วนคดีของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์ อยู่ระหว่างการพิจารณาของอัยการ พบว่ารายละเอียดในคดีมีมากกว่ากรณีของนางสาวยิ่งลักษณ์ จึงตั้งคณะทำงานขึ้นรับผิดชอบ 7 คน เป็นการแยกพิจารณาเป็น 2 คดี ไม่นำไปเพิ่มเติมในคดีของ นางสาวยิ่งลักษณ์


ส่วนที่ทนายความของนางสาวยิ่งลักษณ์ ยื่นคำร้องขอความเป็นธรรมว่าถูกตัดพยานในชั้นไต่สวนของ ป.ป.ช.นั้น นายชุติชัย กล่าวว่าในชั้นศาล ทางศาลจะเป็นผู้พิจารณาว่าจะเรียกไต่สวนเพิ่มเติมหรือไม่ หากมีประเด็นที่ศาลตรวจพบ ศาลอาจไต่สวนเพิ่มเติมจากการไต่สวนของ ป.ป.ช.ก็ได้ ในวันนัดคู่ความครั้งแรกศาลจะสอบถามจำเลยว่าจะให้การอย่างไร


ศาลนัดฟังคำสั่งคดี"ยิ่งลักษณ์"19มี.ค.
นายธีรทัย เจริญวงศ์ เลขานุการแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา แถลงชี้แจงขั้นตอนการดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีว่า แม้การยื่นฟ้องครั้งนี้จำเลยจะไม่มาศาล แต่อัยการสามารถยื่นฟ้องคดีได้ โดยศาลนัดฟังคำสั่งว่าจะประทับรับฟ้องคดีหรือไม่ ในวันที่ 19 มี.ค. ซึ่งตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ระบุว่า เมื่ออัยการสูงสุด หรือป.ป.ช. ยื่นฟ้องคดีต่อศาล ให้ประธานศาลฎีกาเรียกประชุมใหญ่ศาลฎีกา เพื่อให้ที่ประชุมใหญ่คัดเลือกองค์คณะผู้พิพากษา 9 ท่าน โดยวิธีลงคะแนนลับ


เมื่อได้องค์คณะแล้ว จะประกาศรายชื่อองค์คณะไว้ที่ศาลฎีกาภายใน 5 วัน นับจากวันประชุมใหญ่ เพื่อให้คู่ความทราบ และมีโอกาสคัดค้านผู้พิพากษาที่ได้รับเลือก ต่อมาองค์คณะผู้พิพากษาที่ได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่จะเลือกผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน โดยวิธีลงคะแนนลับ จากนั้นจะร่วมกันพิจารณาคำฟ้องของโจทก์ หากเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลจะประทับรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณา กำหนดวันพิจารณาคดีครั้งแรกและส่งสำเนาคำฟ้องแก่จำเลยให้มาศาลในวันนัดพิจารณาครั้งแรก เพื่อให้การต่อสู้คดี และกำหนดวันนัดตรวจพยานหลักฐาน หากโจทก์นำตัวจำเลยมาศาลในวันฟ้อง ผู้พิพากษาจะพิจารณาในการขังหรือปล่อยตัวชั่วคราว
อสส.ไม่คัดค้านประกันตัว-ไปต่างประเทศ


นายธีรทัย กล่าวว่าสำหรับสำนวนคำฟ้องของโจทก์ได้ยื่นฟ้องใน 2 ข้อหา คือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ระวางโทษจำคุก 1-10 ปี ปรับ 2,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 123/1 ระวางโทษจำคุก 1-10 ปี ปรับ 20,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ


ในส่วนของท้ายคำฟ้องนั้น อัยการไม่ได้ระบุว่าขอคัดค้านการประกันตัวหรือห้ามเดินทางออกนอกประเทศ เพราะเป็นอำนาจการพิจารณาของศาล


"ยิ่งลักษณ์"เริ่มปลงตกปมจำนำข้าว
นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความนางสาวยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า แนวทางการต่อสู้คดีหากศาลประทับรับฟ้องนั้น ต้องรอคัดสำนวนคำฟ้องและขอตรวจพยานหลักฐานของอัยการก่อน ในส่วนที่เคยร้องขอความเป็นธรรมในการเพิ่มพยานหลักฐานระหว่างการพิจารณาของ ป.ป.ช. และอัยการที่ถูกตัดไปนั้น จะนำมาพิจารณาขอความเป็นธรรมในชั้นศาลอีกครั้ง


ส่วนกรณีที่ป.ป.ช.ส่งเรื่องให้กระทรวงการคลังฟ้องเรียกค่าเสียหาย โครงการรับจำนำข้าวจากนางสาวยิ่งลักษณ์นั้น ป.ป.ช.ออกมาพูดเรื่องนี้ก่อนที่จะมีการส่งฟ้องคดีอาญา แม้ว่าจะไม่มีการกำหนดว่าต้องฟ้องแพ่งหลังคดีอาญา แต่ตามหลักการในคดีแพ่งต้องยึดข้อเท็จจริงตามคดีอาญา การเร่งเดินหน้าเรื่องดังกล่าวถือว่าเร็วไปหรือไม่ การคำนวณเรื่องความเสียหายขณะนี้ก็ยังไม่มีข้อยุติ ทั้งนี้จะยื่นหนังสือโต้แย้งมติป.ป.ช.ต่อกระทรวงการคลังต่อไป


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แม้ช่วงที่ผ่านมา นางสาวยิ่งลักษณ์ จะทำตัวตามปกติ เดินทางไปไหนมาไหน ยิ้มแย้มแจ่มใส แต่ก็ได้เปรยกับคนใกล้ชิดว่า รู้สึกปลงกับคดีความที่เกิดขึ้นกับตัวเอง เพราะรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ชี้แจงด้วยเหตุด้วยผลอย่างไรก็ไร้ผล ทั้งๆ ที่มีความตั้งใจที่จะทำเพื่อประชาชน ส่วนการต่อสู้คดีอาญา นางสาวยิ่งลักษณ์บอกกับคนใกล้ชิดว่า จะสู้จนถึงที่สุด จะไม่หนีไปไหนจนกว่าจะมีการปิดคดี จากนั้นจึงค่อยพิจารณากันอีกครั้งว่าจะทำอย่างไร


"ประยุทธ์"ย้ำรอดูท่าทีอัยการ
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่อัยการสูงสุด ทำเรื่องส่งฟ้องศาลฎีกาฯ เอาผิด นางสาวยิ่งลักษณ์ คดีโครงการรับจำนำข้าวว่า เรื่องนี้ต้องรอดูทางอัยการสูงสุดก่อนว่าเขาว่าอย่างไร
ผู้สื่อข่าวถามว่า อัยการสูงสุดระบุว่า เรื่องการเดินทางไปต่างประเทศของนางสาวยิ่งลักษณ์ ให้เป็นเรื่องการพิจารณาของ คสช. พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า อัยการสูงสุดก็จะทำหนังสือเสนอกลับมาทุกครั้ง ตนก็ถามกลับไปว่าการไปต่างประเทศจะมีผลอะไรหรือไม่ ทางอัยการก็จะตอบกลับมาว่าขอร้องให้หยุดไปก่อนช่วงนี้ ในระหว่างการดำเนินคดี เอกสารก็มีชัดเจนไม่เคยเห็นกันหรืออย่างไร


“แล้วทั้งหมดจะมาบอกว่าเป็นอำนาจของ คสช.ถ้า คสช.อนุญาตไปแล้ว แล้วเกิดเขาไม่อยู่จะทำอย่างไร คสช.ก็ผิดอีก โธ่เอ๊ย มันก็มาลงที่ผมทั้งหมดแหละ ”


ผู้สื่อข่าวระบุว่า ก็ท่านเป็นนายกฯ ก็ต้องตัดสินใจ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว อย่างมีอารมณ์ ว่า “เพราะผมเป็นนายกฯ เหรอ งั้นผมใช้อำนาจ คสช.ทุกอย่างเอาไหมเล่า จะใช้อำนาจในทุกมาตราเอาหรือไม่ ปิดสื่อทุกสื่อ อำนาจผมมีขนาดนั้น ผิดจับมายิงเป้าได้เลย แต่ผมก็ยังไม่ได้ทำสักอัน”

ดึงอัยการ-กฤษฎีกาถก "ผู้เสียหาย" ทุจริตข้าว
นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า วานนี้ (19 ก.พ.) นายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ประชุมเพื่อพิจารณาแนวทางการดำเนินการตามคำสั่งของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ทำหนังสือถึงกระทรวงการคลังให้เรียกชดใช้ค่าเสียหายจากผู้ที่ทำให้รัฐเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว โดยมีตน และนายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง เข้าร่วมหารือในครั้งนี้


เขากล่าวว่า เนื่องจากในหนังสือที่ ป.ป.ช. ส่งมานั้น ไม่ได้ระบุว่า กระทรวงการคลัง หรือใครเป็นผู้เสียหายจากโครงการดังกล่าว เพียงแต่ให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ดำเนินการ ดังนั้นเพื่อให้เกิดความชัดเจน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จึงมอบนโยบายให้หารือกับฝ่ายกฎหมาย ประกอบด้วย อัยการ และ กฤษฎีกา ซึ่งอธิบดีกรมบัญชีกลาง จะเป็นผู้ประสานความร่วมมือ คาดอย่างช้าจะหารือเรื่องดังกล่าวในสัปดาห์หน้า


ตามหลักกฎหมายความรับผิดทางละเมิดกำหนดว่า ผู้เสียหายต้องเป็นผู้ที่ส่งเรื่องขอให้คณะกรรมการพิจารณารับผิดทางละเมิด เป็นผู้พิจารณาเรียกค่าชดใช้ความเสียหายจากกรณีต่างๆ โดยผู้เสียหายต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงให้เรียบร้อย ก่อนส่งเรื่องมายังคณะกรรมการชุดดังกล่าว ซึ่งระยะเวลาการพิจารณา ไม่ได้กำหนดไว้ในข้อกฎหมาย แต่ทางปฏิบัติของการพิจารณาข้อเท็จจริงใช้เวลาไม่เกิน 60 วัน


นายรังสรรค์ กล่าวด้วยว่า หากฝ่ายกฎหมายหารือแล้วสรุปว่า กระทรวงการคลัง ต้องเป็นผู้เสียหายในกรณีดังกล่าว ก็จะเร่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง โดยยึดหลักฐานตามป.ป.ช.พิจารณาเป็นหลัก เมื่อพิจารณาแล้วเสร็จเห็นว่า ควรเรียกความเสียหายจากผู้กระทำความผิด ทางคณะกรรมการก็จะส่งหนังสือขอให้ชดใช้ความเสียหาย แต่หากผู้กระทำความผิดยืนยันไม่ชดใช้ ทางคณะกรรมการก็จะต้องส่งเรื่องฟ้องศาลในคดีแพ่ง
นอกจากนี้ กรณีดังกล่าว ยังถือเป็นการกระทำความผิดในเชิงนโยบาย ซึ่งประเด็นนี้ เข้าใจว่าคณะกรรมการรับผิดทางละเมิด จะไม่เคยนำเข้าสู่การพิจารณา


ด้านนายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า หากกระทรวงการคลังเป็นผู้เสียหายและต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนดังกล่าว จะมีเอกสารในการพิจารณากรณีดังกล่าวกว่า 5 แสนแผ่น ซึ่งระยะเวลาที่จะใช้ในการพิจารณาในคดีดังกล่าว ยังไม่สามารถระบุได้ขณะนี้ เพราะกรณีการทำให้รัฐเสียหาย และมีการเรียกให้ชดใช้ ต้องพิจารณารายกรณี ซึ่งต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนว่า มีการกระทำความผิดที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้กับรัฐ หรือไม่ และในจำนวนเท่าไหร่