สนช.ผ่านกฎหมายศาลทหาร ด้าน"พล.ร.อ.วัลลภ"ยันไม่นำพลเรือนขึ้นศาลทหารนอกจาก"หมิ่นสถาบัน - ความมั่นคง"ตามคำสั่งคสช.
ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ครั้งที่ 11/2558 มีนายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสนช.คนที่ 2 เป็นประธาน โดยพิจารณาร่างพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญที่มี พล.ร.อ.วัลลภ เกิดผล เป็นประธานฯ ได้พิจารณาเสร็จแล้ว ซึ่งร่างพ.ร.บ.มีสาระสำคัญคือ กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมีอำนาจออกข้อบังคับและระเบียบ เพื่อปฏิบัติการตามร่างพระราชบัญญัตินี้ และกำหนดให้ระเบียบราชการของศาลทหารและอัยการทหารต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษา ต่อมา กำหนดให้ตุลาการพระธรรมนูญและอัยการทหารได้รับเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งตามระเบียบที่กระทรวงกลาโหมกำหนด โดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง กำหนดให้คดีที่ต้องดำเนินในศาลเยาวชนและครอบครัวเป็นคดีที่ไม่อยู่ในอำนาจศาลทหาร
นอกจากนี้กำหนดให้ศาลจังหวัดทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาได้ทุกบทกฎหมาย เว้นแต่คดีที่จำเลยมียศทหารชั้นสัญญาบัตร กำหนดให้ศาลทหารสูงสุดมีอำนาจพิจารณาพิพากษาบรรดาคดีที่อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทหารกลาง และคดีที่อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทหารชั้นต้นโดยตรงไปยังศาลทหารสูงสุด กำหนดให้ผู้บังคับบัญชาทหารมีอำนาจสั่งควบคุมผู้ต้องหาซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารได้ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุจำเป็น และศาลทหารควบคุมผู้ต้องหาทั้งทหารและพลเรือนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้ถึง 84 วัน หรือ 12 สัปดาห์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ และนพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ สนช. ได้แสดงความเป็นห่วงในประเด็นของมาตรา 46 โดยนพ.เจตน์ กล่าวว่า ม.46 เป็นประเด็นที่สำคัญ และสื่อให้ความสนใจ รวมทั้งองค์กรสิทธิมนุษยชนให้น้ำหนักในเรื่องนี้มาก ตนไม่ติดใจเพราะเป็นการใช้อำนาจทหารในยุคที่มีการใช้กฎอัยการศึก ตนอยากให้ประธานชี้แจงให้ชัดเจนต่อสาธารณะ ใน 2 ประเด็นคือ อำนาจศาลทหารที่ไปครอบคลุมถึงพลเรือน และเรื่องอำนาจการฝากขัง 84 วัน ซึ่งตรงนี้อยู่ในประมวลกฎหมายอาญา
พล.ร.อ.วัลลภ เกิดผล ประธานกรรมาธิการ ชี้แจงว่า เป็นการเข้าใจผิดในมาตรานี้ผิดไป ซึ่งเจตนารมณ์ของการแก้ไขร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ความชัดเจนคือ ผู้บังคับบัญชาสั่งควบคุมตัวผู้ที่อยู่ในอำนาจทหารได้ในกรณีฉุกเฉินหรือมีเหตุจำเป็น ยืนยันว่ากฎหมายธรรมนูญศาลทหารใช้บังคับกับผู้ที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ส่วนการควบคุมตัวก็จะเกี่ยวข้องกับบุคคลที่เกี่ยวกับทหาร รวมถึงผู้เป็นเชลยศึกหรือจารชน ซึ่งคำว่า ”บุคคลพลเรือน” อยู่ในร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้เพียงจุดเดียว คือ บุคคลพลเรือนที่ทำงานอยู่กับทหาร แล้วก่อเหตุในเขตทหาร แต่ที่จะเกี่ยวข้องกับธรรมนูญศาลทหารจะเกิดขึ้นในกรณีการประกาศกฎอัยการศึก หรือประกาศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หรือคณะปฏิวัติ โดยจะอยู่ในมาตรา 18 ที่ให้ควบคุมตัวในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ โดยจะมีการควบคุมตัวตามกฎหมายที่รองรับอยู่ เช่น การคุมขังตามคำสั่งของคสช. ซึ่งพลเรือนผู้นั้นจะนำขึ้นศาลทหารได้ แต่ต้องมีความผิดใน 2 กรณีตามประกาศคสช.เท่านั้นคือ ความผิดต่อสถาบันเบื้องสูง และความผิดที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง
"ธรรมนูญศาลทหารจะไม่มีส่วนในการนำพลเรือนทั่วไปมาขึ้นศาลทหาร หรือมีการควบคุมพลเรือนทั่วไปโดยเด็ดขาด" พล.ร.อ.วัลลภ กล่าว
จากนั้นที่ประชุมได้ลงมติเห็นชอบวาระ 3 ด้วยคะแนน 179 เสียง งดออกเสียง 5 เสียงประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมายต่อไป





