สนช. ประเดิม เสนอกฎหมายคุมเข้มสื่อลามกอนาจารเด็ก ด้าน รบ.อ้างต้องดูซ้ำซ้อนกับกม.เดิมหรือไม่ ขอพิจารณา 20 วันก่อนส่งกลับสนช.
ในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยมีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช. เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่.) พ.ศ. ......ที่ น.ส.จินตนันท์ ชญาต์ร ศุภมิตร สนช. กับคณะ เป็นผู้เสนอ โด สาระสำคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้เพื่อกำหนดให้ความผิดเกี่ยวกับการครอบครองสื่อลามกอนาจารเป็นความผิดเฉพาะการมีไว้ครอบครองเพื่อการค้า เพื่อการแจกจ่าย หรือเพื่อการแสดงอวดประชาชน ทำ ผลิต มีไว้ นำเข้าในราชอาณาจักร ส่งออกไปนอกราชอาณาจักร พาหรือทำให้แพร่หลายด้วยประการใดๆ ประกอบการค้า หรือมีส่วนเกี่ยวข้องในการค้า โดยไม่ได้แยกประเภทของสื่อลามกอนาจารผู้ใหญ่และสื่อลามกอนาจารเด็ก
ทั้งนี้การครอบครองสื่อลามกอนาจารผู้ใหญ่ ถือเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่สามารถกระทำได้ แต่สื่อลามกเด็กเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของเด็กตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ประกอบกับ การผลิตสื่อลามกอนาจารเด็กเป็นการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาชัดแจ้ง นอกจากนี้การกระทำดังกล่าว เป็นปัจจัยหนึ่งซึ่งก่อให้เกิดการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็ก สมควรที่จะกำหนดให้มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา
น.ส.จินตนันท์ อภิปรายว่า ที่ผ่านมาได้พยายามผลักดันกฎหมายฉบับนี้ มา 8 ปี 4 รัฐบาล แต่ไม่สำเร็จ มีประชาชนเข้าร่วมลงรายชื่อกว่า 2 หมื่นรายชื่อ โดยหวังว่าเรื่องนี้จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหา ทั้งเรื่องการกำหนดนิยามสื่อลามกอนาจารให้ครอบคลุมกับเทคโนโลยีที่พัฒนาไปหลายสื่อและรูปแบบ ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะต้องเร่งแก้ไข
ขณะที่คุณหญิงทรงสุดา ยอดมณี สนช. อภิปรายว่า เห็นด้วยกับหลักการกฎหมายที่กำหนดให้ผู้ครอบครอง จำหน่ายผลิต มีโทษหนักกว่าสื่อลามกอนาจารผู้ใหญ่ แต่เห็นว่าบทกำหนดโทษ มาตรา 4 เพิ่มโทษจำคุกเป็นไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 3 หมื่นบาท นั้นอาจไม่สอดคล้องกับการวางหลักเกณฑ์เทียบเคียงที่ให้โทษจำคุก 1 ปี เท่ากับโทษปรับ 2 หมื่นบาท ดังนั้นหากเทียบกับโทษไม่เกิน 3 ปี โทษปรับควรจะเป็น 6 หมื่นบาท หรือไม่
ขณะที่นายพรเพชร แจ้งต่อที่ประชุมว่า การเสนอร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้เป็น การเสนอของสมาชิกสนช. ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 14 วรรค 5 ซึ่ง รัฐบาลอาจสามารถขอรับไปพิจารณา ดังนั้นก่อนที่สนช.จะมีการลงมติรับหลักการได้จึงจะขอฟังความเห็นจากตัวแทนรัฐบาลก่อน
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า การเสนอขอแก้ไขกฎหมายอาญา ซึ่งถือเป็นกฎหมายหลักของประเทศ มีปัญหาที่จะต้องพิจารณาว่าจะกระทบกับกฎหมายเดิมที่มีอยู่แล้วหรือไม่ หรือตามเหตุผลที่เสนอร่างพ.ร.บ. ที่อ้างถึง อนุสัญญาสิทธิเด็กฯ นั้นจะต้องตรวจสอบให้ท่องแท้ว่าการจะอนุวัติเนื้อหาตามอนุสัญญาครบถ้วนหรือไม่ และต้องพิจารณาว่าซ้ำซ้อนกฎหมายเดิมหรือไม่ รวมทั้งอัตราโทษที่มีสมาชิกตั้งข้อสังเกต ดังนั้นรัฐบาลจึงขออนุญาตนำกลับไปพิจารณาภายใน 20 วันนับจากวันที่ได้รับแจ้งและเสนอความเห็นกลับมายังสนช. ก่อนเข้าสู่การพิจารณารับหลักการต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ถือเป็นร่างกฎหมายแรกที่ สนช.เป็นผู้นำเสนอเข้าสู่การประชุมของ สนช. โดยมีสมาชิก สนช. จำนวน 50 คน เป็นผู้ร่วมเสนอร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว โดยสาระสำคัญของร่างนี้ คือ กำหนดคำนิยามคำว่า “สื่อลามกอนาจารเด็ก” ไว้ในมาตรา 1 ของประมวลกฎหมายอาญา กำหนดให้ผู้ใดที่มีวัตถุหรือสื่อลามกอนาจารของเด็กอายุเกิน 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี ไว้ในความครอบครอง โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากผู้ใดมีวัตถุหรือสื่อลามกอนาจารของเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไว้ในความครอบครอง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีการผลิต มีไว้ นำเข้า ส่งออกพาไปหรือทำให้แพร่หลายของสื่อลามกอนาจารของเด็กอายุไม่เกิน 18 ปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการค้า ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ





