เยาวชนก่ออาชญากรรมพุ่ง 'ยาเสพติด-อาวุธ'เพิ่ม1,212คดี

เยาวชนก่ออาชญากรรมพุ่ง 'ยาเสพติด-อาวุธ'เพิ่ม1,212คดี

เด็ก-เยาวชนที่กระทำผิดกว่า 60% มาจากครอบครัวแตกแยก และ25% ยังเรียนหนังสืออยู่ : สหการณ์ เพ็ชรนรินทร์

จากกรณีเยาวชนชาย อายุ 17 ปี 4 คน โดย 2 กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ส่วนอีก 2 คนไม่ได้เรียนหนังสือ ร่วมกันก่อเหตุปล้นทรัพย์ปั๊มน้ำมัน 4 แห่งในคืนวันที่ 16 ก.พ.ที่ผ่านมา ท้องที่ สน.วังทองหลาง โดยมีอาวุธมีดสปาร์ต้า และใช้ยานพาหนะหลบหนี แต่ในขณะที่ตำรวจติดตามจนพบและเข้าทำการจับกุมนั้นก็มีความพยายามชักมีดต่อสู้ตำรวจแต่สุดท้ายก็หนีไม่พ้นถูกจับกุมได้ทั้งหมด ซึ่งเยาวชน 2 คนรับว่าร่วมก่อเหตุเพราะความคึกคะนองหลังจากดื่มน้ำอัดลมผสมยาแก้ไอจนมึนเมา


นอกจากคดีดังกล่าวแล้วยังมีคดีอาชญากรรมอีกหลายคดี ในหลายพื้นที่ของประเทศที่มีเด็กและเยาวชนเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง


"กรุงเทพธุรกิจ" ได้ตรวจสอบข้อมูลการกระทำผิดอาญาของเด็กและเยาวชน โดย กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กระทรวงยุติธรรม พบว่า ในปี 2557 ที่ผ่านมา มีเด็กและเยาวชนกระทำผิดอาญาทั้งสิ้น 35,969 คดี ในจำนวนนี้เป็นคดียาเสพติดมากที่สุด จำนวน 16,365 คดี รองลงมาคือคดีเกี่ยวกับทรัพย์ 7,053 คดี และอันดับ 3 คือ คดีเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย 3,762 คดี


โดยคดียาเสพติดนั้นพบว่า มีเด็กและเยาวชนกระทำผิดเพิ่มขึ้นจากปี 2556 (15,530 คดี) จำนวน 835 คดี ส่วนอีกคดีที่มีการกระทำผิดเพิ่มขึ้น คือ คดีความผิดเกี่ยวกับอาวุธและวัตถุระเบิด โดยเมื่อปี 2556 มีเด็กและเยาวชนก่อคดีดังกล่าว 2,613 คดี ต่อมาปี 2557 มีเด็กและเยาวชนก่อคดีนี้ถึง 2,990 คดี เพิ่มขึ้น 377 คดี
ส่วนความผิดอื่นๆ เช่น ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ ความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย ความผิดเกี่ยวกับเพศ ความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขมีตัวเลขคดีลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2556


ส่วนจำนวนคดีที่เป็นการกระทำผิดซ้ำ ปี 2556 จำนวน 7,490 คดี ส่วนปี 2557 มีจำนวน 6,203 คดี ลดลง 1,260 คดี


อย่างไรก็ดี หากจำแนกตามอายุเด็กและเยาวชนที่ถูกดำเนินคดีโดยสถานพินิจฯ ทั่วประเทศ พบว่า ปี 2556 มีกลุ่มอายุเกิน 10 ปี แต่ไม่เกิน 15 ปี กระทำผิด 10,072 คดี ส่วนปี 2557 กลุ่มอายุดังกล่าวก่อคดีจำนวน 4,460 คดี


แต่ในกลุ่มอายุเกิน 15 ปี แต่ไม่ถึง 18 ปี พบว่า เมื่อปี 2556 มีคดีรวม 26,091 คดี แต่เมื่อปี 2557 มีคดี 31,520 คดี เพิ่มขึ้น 5,429 คดี!


นายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ รองอธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กระทรวงยุติธรรม เผยสถานการณ์เด็กและเยาวชนกระทำผิดอาญาโดยสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนทั่วประเทศว่า มีเด็กและเยาวชนถูกดำเนินคดีอาญาโดยสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนประมาณ 36,000 คดีต่อปี โดยในปี 2557 จำนวนคดีลดลงเหลือประมาณ 35,000 คดี


นายสหการณ์ บอกว่า ตัวเลขเด็กและเยาวชนกระทำผิดอาญาที่ลดลงนั้นอาจจะมีสาเหตุมาจากการยกเลิก พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 แล้วมาใช้ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ซึ่งมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2554 เพื่อเน้นการคุ้มครองสิทธิ สวัสดิภาพ และวิธีปฏิบัติต่อเด็ก เยาวชน สตรี และบุคคลในครอบครัว ซึ่งมีการเพิ่มกระบวนการ ขั้นตอน การพิสูจน์ต่อศาลว่ามีการจับกุมถูกต้องหรือไม่ มีกระบวนการทำแผนแก้ไขฟื้นฟูทั้งในชั้นอัยการ และศาล ซึ่งสามารถชะลอการฟ้องได้


"ในสภาพความเป็นจริงคดีเด็กและเยาวชนกระทำผิดอาญาไม่ได้ลดลง โดยมีเด็กและเยาวชนกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดมาเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาคือคดีเกี่ยวกับทรัพย์ เช่น ลักทรัพย์ ปล้นทรัพย์ และคดีเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย ดูแล้วสถานการณ์มีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้น"


รองอธิบดีกรมพินิจฯ บอกด้วยว่า ในจำนวนเด็กและเยาวชนที่กระทำผิดอาญานั้นมากกว่า 60% มาจากครอบครัวแตกแยก แตกร้าว หรือครอบครัวที่มีความพร้อมแต่เลี้ยงดูไม่ถูกต้องซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจเด็กและเยาวชนเหล่านี้ และหากพิจารณาถึงการศึกษาของเด็กและเยาวชนที่กระทำผิดอาญานั้นพบว่ามีถึง 25% ของเด็กและเยาวชนที่กระทำผิดอยู่ในระบบการศึกษา


เขากล่าวว่า สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหาในส่วนของกรมพินิจฯ นั้น ถือว่าเป็นช่วงปลายน้ำแล้ว แต่ก็สามารถสะท้อนให้เห็นว่าระบบการป้องกันปัญหาของสังคมยังอ่อนแอ แม้ว่าหลายๆ ฝ่ายจะพยายามช่วยกันทำงานป้องกันแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนกระทำผิดกฎหมายกันอย่างเต็มที่ แต่ก็ยังไม่เด็กและเยาวชนส่วนหนึ่งที่มีปัญหาหลุดเข้ามา


นายสหการณ์ บอกว่า จากปัญหาเด็กเยาวชนที่เกิดขึ้นกระทรวงยุติธรรมโดย พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายวีระยุทธ สุขเจริญ อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ได้มอบนโยบายอย่างชัดเจนให้ป้องกันเด็กและเยาวชนไม่ให้กระทำผิดกฎหมายเพื่อลดการเข้าสู่การพิจารณาในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งจากนโยบายดังกล่าวทางกรมพินิจฯ ได้มาเป็นแนวทางการปฏิบัติ 2 ส่วนสำคัญ


ส่วนแรก คือ กรมพินิจฯ ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดทำโครงการ "1 สถานพินิจ 1 โรงเรียน" โดยให้นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ ทำงานร่วมกับครูแนะแนวในโรงเรียนที่ร่วมโครงการช่วยกันกลั่นกรองกลุ่มเสี่ยง เพื่อให้คำปรึกษาและเข้าสู่กระบวนการดูแลลดพฤตินิสัย โดยเน้นไปที่กลุ่มเด็กนักเรียนมัธยม


"เราคิดว่าถ้าป้องกันนักเรียนส่วนนี้ได้จะช่วยลดจำนวนเด็กและเยาวชนไม่ให้เข้าสู่วงจรกระทำผิดได้ถึง 1 ใน 4"


เขาบอกว่า ผลการทำงานโครงการดังกล่าวที่ผ่านมามีโรงเรียนที่มีความก้าวหน้า 24 โรง ซึ่งในปีนี้กรมพินิจฯ ก็ได้นำมาเป็นต้นแบบให้โรงเรียนอื่นๆ ได้เรียนรู้ซึ่งเพิ่งเริ่มดำเนินการไปเมื่อต้นเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา


ส่วนที่สอง คือ การทำ "โซนนิ่ง" เพื่อลดพฤติกรรมเด็กที่แตกต่างกันแต่ต้องมาอยู่ด้วยกันในสถานพินิจฯ โดยแย่งโซนเป็นเด็กแรกเข้า เด็กเตรียมพร้อม เด็กมีพฤติกรรมรุนแรง เพื่อให้การดูแลทำได้ดียิ่งขึ้น และก่อนปล่อยตัวไปก็มีการประสานกับผู้ประกอบการในการเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนที่ยังไม่พร้อมกลับเข้าศึกษา ได้มีโอกาสไปฝึกงานหรือทำงาน เพื่อลดการกระทำผิดซ้ำ


ขณะเดียวกันช่วงที่เด็กอยู่ในความดูแลของสถานพินิจฯ ก็ต้องบำบัดครอบครัวไปด้วย ไม่เช่นนั้นเมื่อเด็กและเยาวชนกลับออกไปก็ต้องไปอยู่ในสภาพเดิมๆ


นอกจากนี้กรมพินิจฯ ได้ตั้ง "คลินิกเด็กและครอบครัวอบอุ่น" ขึ้นตามสถานพินิจฯ ทั่วประเทศ เพื่อให้คำปรึกษาครอบครัวที่มีปัญหาได้มีองค์ความรู้ มีเครื่องมือไปใช้แก้ปัญหาเด็กและเยาวชน เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ


"การที่เด็กและเยาวชนกระทำผิดนั้นเป็นพฤติกรรมที่สั่งสมมาเป็นเวลานาน 10 ปี 15 ปี จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะปรับพฤติกรรม ดังนั้นสถาบันครอบครัวซึ่งเป็นหน่วยพื้นฐานของสังคมจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการมีส่วนร่วมแก้ไข" เขาทิ้งท้าย