กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญปรับหลักกาารให้ผู้สมัครสังกัดพรรคการเมือง,กลุ่มการเมือง อุดช่องนักการเมืองหานอมินี
นายสุจิต บุญบงการ รองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ คนที่สาม ฐานะประธานคณะอนุ กมธ.พิจารณากรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญ คณะที่สาม (ระบบผู้แทนที่ดีและผู้นำการเมืองที่ดี, รัฐสภา และคณะรัฐมนตรี) ยืนยันว่าหลักการเกี่ยวกับการเมืองและการเลือกตั้งที่กำหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญไม่ทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ ตามที่ตัวแทนพรรคการเมืองแสดงความเห็นในเวทีสัมมนาเรื่องหลักการใหม่เกี่ยวกับระบอบการเมือง นักการเมืองและสถาบันการเมือง เมื่อวันที่ 16 ก.พ. ที่ผ่านมา เพราะในรายละเอียดเชิงลึกจะมีประเด็นการพัฒนาพรรคการเมือง เพื่อสร้างระบบพรรคการเมืองที่ดี ผู้แทนการเมืองที่ดีที่ต้องมีกระบวนการพัฒนาด้วยตัวของพรรคการเมืองและภาคประชาชน ส่วนกรณีที่กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญปรับหลักการเกี่ยวกับการนับคะแนนเพื่อให้ได้มาซึ่ง ส.ส.นั้น เหตุผลสำคัญเพื่อกำจัดการผูกขาดรัฐสภาโดยเสียงข้างมาก หรือที่เรียกว่าเผด็จการรัฐสภา
นายสุจิต กล่าวด้วยว่าสำหรับร่างรัฐธรรมนูญในมาตราที่เกี่ยวข้องกับการเมืองยอมรับว่ามีการปรับเนื้อหาใหม่ เช่น กำหนดให้ ผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องสังกัดพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองจากเดิมที่กำหนดให้ลงสมัครได้โดยอิสระ ทั้งนี้มีเหตุผลสำคัญเพื่อตัดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับผลการเลือกตั้งเพื่อให้ได้มาจำนวนส.ส.ในสภาฯ นอกจากนั้นเมื่อกำหนดให้มีส.ส.บัญชีรายชื่อแบบรายภาค จำนวน 6 ภาค หากไม่ได้กำหนดให้สังกัดพรรคอาจมีความลักลั่นต่อการได้มาซึ่งส.ส.ได้
ขณะที่พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ที่ปรึกษาและโฆษกกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ชี้แจงเพิ่มเติมว่าเหตุผลที่ปรับให้ผู้สมัคร ส.ส.สังกัดพรรคการเมือง และไม่ให้ส.ส.แบบพรรคการเมืองควบรวมกับส.ส.แบบกลุ่มการเมืองนั้น เพื่อป้องกันนักการเมืองจำพวกที่เรียกว่าศรีธนญชัย หาช่องให้ได้ส.ส.โดยไม่เป็นไปตามหลักการ ทั้งนี้ยอมรับว่าเป็นไปตามข้อสังเกตของคณะกมธ.ปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่มีนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ สปช. เป็นประธาน กมธ. ที่ระบุว่ามีช่องทางที่ทำให้บางพรรคการเมืองมีแนวทางส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งที่เป็นนอมินีพรรคการเมืองลงสมัครแบบอิสระในเขตเลือกตั้งและส่งนักการเมืองสังกัดพรรคลงแบบเขต จากนั้นหลังการเลือกตั้งแล้วเสร็จจะนำส.ส.ที่ได้มารวมกัน จึงถือเป็นการอุดช่องว่างดังกล่าว ขณะที่การแบ่งการเลือกตั้งส.ส.แบบบัญชีรายชื่อเป็น 6 ภาค จากเดิมที่กำหนดให้มีบัญชี 8 ภาค นั้นเพื่อให้ประชาชนมีโอกาสเลือกผู้แทนที่ตนเองรู้จัก ขณะที่บัญชีรายชื่อ กลุ่มภาคใต้ซึ่งรวมจังหวัดเพชรบุรีเข้าไปด้วยนั้น มีหลักเกณฑ์คือเพื่อให้สัดส่วนประชากรที่เท่ากันในบัญชีรายภาค
ส่วนนายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่าสำหรับข้อทักท้วงของตัวแทนพรรคการเมืองนั้น กมธ.จะนำมาพิจารณาและปรับปรุง เช่น การบล็อกโหวตบุคคลที่ทำหน้าที่ประธานสภาฯ และรองประธานสภาฯ และการถอดถอนเป็นต้น ส่วนประเด็นการสร้างความเข้มแข็งให้พรรคการเมืองนั้น ยอมรับว่าจะมีกลไกอยู่ในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองที่อยู่ระหว่างการยกร่างกฎหมายดังกล่าว





