หวั่นกลุ่มต้าน รัฐบาลสั่งพลังงานขยายเวลายื่นขอสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ออกไปก่อน พร้อมจัดเวทีกลางระดมทุกฝ่ายร่วมรับฟังความเห็น 20 ก.พ.นี้
ลั่นรับฟังรอบด้าน “สรรเสริญ" เตือนกลุ่มคัดค้านส่งตัวแทนยื่นหนังสือรัฐบาล ไม่ต้องมาเป็นกลุ่มใหญ่ อธิบดีกรมเชื้อเพลิงฯ เผยถกกพช.วันนี้ กำหนดเวลายื่นสัมปทาน ชี้เลื่อน 1-2 เดือน ไม่กระทบความมั่นคงด้านพลังงาน กมธ.พลังงานหนุนชะลอเปิดสัมปทาน ชี้โอกาสดีปรับปรุงกฎหมายให้เหมาะสม
ตามที่กระทรวงพลังงานได้ประกาศเชิญชวน ให้ยื่นคำขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในแปลงสำรวจต่างๆ เขตพื้นที่บนบกและในทะเลอ่าวไทย เมื่อวันที่ 21 ต.ค.2557 และสิ้นสุดกำหนดการยื่นขอวันที่ 18 ก.พ.นี้ ขณะเดียวกันรัฐบาลกำลังให้กระทรวงพลังงานขยายเวลาการยื่นขอออกไป เพื่อจัดเวทีรับฟังความเห็นภาคประชาชนวันที่ 20 ก.พ.นี้
พลตรีสรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ประชาชนส่วนหนึ่ง ได้ยื่นหนังสือเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ว่า รัฐบาลมีความห่วงใยต่อเรื่องดังกล่าวปรากฏว่าที่ผ่านมาข้อมูลการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมที่ประชาชนได้รับจะมีอยู่ 2 ด้าน ซึ่งตรงกันในบางเรื่องและไม่ตรงกันในบางเรื่อง รัฐบาลตั้งใจที่จะสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงทางพลังงานบนพื้นฐานข้อมูลที่ถูกต้อง
ส่วนกรณีที่มีการเชิญชวนให้ประชาชนร่วมยื่นหนังสือ ขอให้รัฐบาลทบทวนการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบที่ 21 ณ ศูนย์บริการประชาชน 1111 วันนี้(16 ก.พ.) รัฐบาลขอเรียนให้ประชาชนทราบเพื่อความสบายใจว่าเรื่องนี้รัฐบาลได้รับทราบข้อมูลความห่วงใยต่อการเดินหน้าเรื่องพลังงาน หากจะมีการยื่นหนังสือก็ขอให้ส่งตัวแทนมายื่น 5-10 ท่าน จะได้ไม่เป็นการรบกวนเวลาของประชาชนและไม่เกิดความคับคั่งการจราจร
ระดมทุกฝ่ายรับฟังความเห็นศุกร์นี้
ดังนั้นเพื่อให้เกิดความชัดเจนและรอบคอบในการดำเนินงานให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน จึงได้หารือกับทุกหน่วยงานแล้วเห็นตรงกันว่าวันที่ 20 ก.พ.นี้ ที่ตึกสันติไมตรีหลังนอกทำเนียบรัฐบาล เวลา 09:30 น. รัฐบาลจะจัดให้มีเวทีกลางโดยเชิญทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงต่างๆ ฝ่ายผู้ที่ยังมีข้อห่วงใย นักวิชาการ ประชาชน รวมถึงนักลงทุน มาชี้แจงพร้อมกัน ในประเด็นที่ยังมีข้อสงสัย เพื่อเป็นการให้ข้อมูลกับรัฐบาล สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และประชาชนทุกภาคส่วน โดยหวังว่าเวทีกลางที่จะจัดขึ้นจะเป็นเวทีเพื่อมุ่งหาคำตอบ และทางออกให้กับประเทศด้านพลังงาน โดยมีเป้าหมายสูงสุด คือประโยชน์ของประเทศชาติ เป็นสำคัญ
พลตรีสรรเสริญ กล่าวว่า ได้ปรึกษากับกระทรวงพลังงานแล้ว มีความเห็นชอบร่วมกันที่จะขยายเวลาการยื่น แสดงความจำนงสำรวจและผลิตปิโตรเลียมออกไปก่อน ทั้งนี้จะขยายเวลาถึงเมื่อไหร่ กระทรวงพลังงานจะพิจารณาความเหมาะสมและประกาศต่อสาธารณะอีกครั้ง
พลังงานชี้พร้อมขยายเวลายื่นสัมปทาน
นางพวงทิพย์ ศิลปศาสตร์ อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ คาดว่าในการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน วันนี้(16 ก.พ.) จะมีการหารือและเมื่อมีคำสั่งชัดเจนกรมฯก็จะออกประกาศขยายเวลากำหนดยื่นขอสัมปทานออกไป ไม่ใช่การเลื่อนเวลาหรือยกเลิกประกาศเปิดสัมปทานรอบที่ 21 แต่อย่างใด เรื่องนี้สามารถทำได้โดยการขยายเวลาหากเป็น 1-2 เดือนก็ยังไม่กระทบความมั่นคงทางพลังงาน
“ก่อนหน้านี้เอกชนได้เข้ามาดูข้อมูลพื้นที่สัมปทานจากกรมฯ และได้นัดหมายที่จะยื่นหลายรายในวันที่ 17-18 ก.พ.นี้ การขยายเวลาหากเป็น1-2 เดือน ก็ยังไม่กระทบความมั่นคงด้านพลังงาน แต่ความจำเป็นในการเปิดสัมปทาน ยืนยันยังมีอยู่แน่นอนเพราะสำรองปิโตรเลียมที่พิสูจน์ได้ตัวเลขชัดเจนจะหมดลงใน 7 ปีข้างหน้า จำเป็นที่ไทยต้องมีฐานข้อมูลปิโตรเลียมชัดเจน”นางพวงทิพย์ กล่าว
ยันรัฐได้ประโยชน์ไม่ต่ำกว่า70%
นางพวงทิพย์ กล่าวว่าก่อนหน้านี้กระทรวงพลังงานได้ฟังภาคประชาชนมาตลอด ล่าสุดก็ได้กำหนดให้ 3 แปลงที่มีศักยภาพจาก การเปิดสัมปทาน 29 แปลงให้สามารถเจรจาปรับเปลี่ยนเป็นระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) นอกจากนี้ ในข้อกำหนดของการเปิดสัมปทานรอบ21ยังกำหนดว่า รัฐบาลสามารถสงวนสิทธิ์ไม่ให้สัมปทา หากเห็นว่าผลตอบแทนแก่รัฐไม่เหมาะสม การประกาศรอบนี้ใช้หลักเกณฑ์ไทยแลนด์ทรีพลัส(ไทยแลนด์สามบวก) โดยผลประโยชน์ของรัฐจะไม่ต่ำกว่า70%เอกชนไม่เกิน30%
กมธ.พลังงาน หนุนชะลอเปิดสัมปทาน
นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสปช.ในฐานะกมธ.ปฏิรูปพลังงาน ระบุว่า กรณีที่รัฐบาลและกระทรวงพลังงานมีความเห็น ที่จะขยายเวลาการยื่นแสดงความจำนงสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบที่ 21 ออกไปก่อนนั้น เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง ทั้งนี้เห็นว่า การยืดเวลาออกไปรัฐบาลต้องพิจารณาทบทวนในประเด็นสำคัญ ได้แก่1.การสำรวจศักยภาพของแปลงสัมปทานก่อน ที่จะมีการยื่นคำขอ ต้องมีความชัดเจนว่าจะต้องใช้รูปแบบใดในการสำรวจ 2. รัฐต้องตัดสินใจการวางหลักเกณฑ์ในแปลงสัมปทานทั้งทางบกและทางทะเล การขายเวลาครั้งนี้จะเป็นการขยายโอกาสในการปรับปรุงกฎหมายให้มีความเหมาะสม
นอกจากนี้ ต้องแก้ไขให้รัฐมีอิสระในการพิจารณาว่าจะใช้ระบบใด ในการให้สัมปทาน อีกทั้งควรทบทวนระบบอนุญาโตตุลาการ ที่ใช้ในกรณีข้อพิพาทที่มีความเหมาะสม อย่างไรก็ดี การขยายเวลาทำให้รัฐมีเวลาทบทวนแปลงสัมปทานในทะเลในพื้นที่ที่ยังไม่มีข้อยุติระหว่างไทยกัมพูชา
" การขยายเวลา ไม่มีผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือ แต่จะเป็นการเปิดโอกาสให้รัฐบาล ทุกภาคส่วน มีเวลากำหนดหลักเกณฑ์ความแน่นอน ซึ่งจะทำให้ผู้ที่สนใจที่จะยื่นแสดงความจำนงในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมได้รับทราบกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนขึ้น ทุกฝ่ายจะได้มาร่วมหารือเพื่อหาข้อยุติร่วมกัน" นายอลงกรณ์ระบุ





