ภาคเกษตรอ่วม เจอ'น้ำเค็ม'รุกพื้นที่

ภาคเกษตรอ่วม เจอ'น้ำเค็ม'รุกพื้นที่

ปัญหาน้ำเค็มรุกเขตน้ำจืด ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การขาดน้ำใช้กับพื้นที่เกษตร เช่น แปลงนาข้าวเท่านั้น แต่ยังคาบเกี่ยวไปถึงแหล่งปลูกกล้วยไม้ด้วย

ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการเกษตร พบว่า ในเดือนม.ค.ที่ผ่านมา มีแหล่งปลูกกล้วยไม้ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำเค็มรุกพื้นที่น้ำจืด กระจายอยู่ใน 3 พื้นที่ ประกอบด้วย อ.สามพราน จ.นครปฐม พื้นที่ปลูกกล้วยไม้ 1,214ไร่ อ.เมือง และอ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร พื้นที่รวมกัน 2,000 ไร่ และเขตทุ่งครุ เขตจอมทอง และเขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ มีพื้นที่ปลูกกล้วยไม้เสียหายคิดเป็นเนื้อที่รวม 50ไร่


ส่วนการบรรเทาปัญหาที่ทำได้ในขณะนี้คือ ประสานงานให้ทางชลประทานในพื้นที่ ระบายน้ำออกมาเพื่อผลักดันน้ำเค็ม ทั้งยังมีการนำรถบรรทุกน้ำ นำน้ำจืดจากแหล่งอื่นมาบรรเทาความเดือเร้อนของเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไม้ในพื้นที่ จ.นครปฐม และจ.สมุทรสาคร


ขณะเดียวกัน จ.นครปฐม ได้มีหนังสือหารือถึงส่วนกลาง เพื่อขอประกาศให้เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติแล้ว
พร้อมกันนี้ สำนักงานเกษตรในพื้นที่แหล่งผลิตกล้วยไม้ ได้ประชุมชี้แจงทำความเข้าใจในการช่วยเหลือ และแจ้งเตือนเกษตรกรให้ทราบ ถึงการนำน้ำเข้าสวนให้ตรวจความเค็มของน้ำก่อน ทั้งยังควรมีการสำรวจการใช้น้ำในสวนกล้วยไม้ เพื่อจะได้ประเมินปริมาณน้ำ ที่จะกักเก็บไว้ใช้ได้อย่างเหมาะสม และพิจารณาหาแหล่งน้ำธรรมชาติอื่น (น้ำบาดาล) เป็นแหล่งน้ำสำรอง


เกษตรกรต้องพยายามปรับตัวให้กับต้นกล้วยไม้ โดยรดน้ำกล้วยไม้อย่างประหยัด ด้วยการหันมาใช้สายยางรดน้ำ และปรับเปลี่ยนเป็นสายฉีดยา เพื่อปรับสภาพต้นกล้วยไม้ให้สามารถอยู่ในภาวะที่เกิดปัญหาน้ำเค็ม ลดการให้ปุ๋ยกับต้นกล้วยไม้ เพื่อลดปริมาณเกลือที่จะเข้าสู่ต้นกล้วยไม้ ส่วนการสนับสนุนของหน่วยงานรัฐ จะจัดหาครื่องตรวจวัดค่าการนำไฟฟ้า (EC มิเตอร์) ให้บริการเกษตรกรที่มีความประสงค์ นำน้ำมาตรวจคุณภาพ
นายวันชัย คนงาม หัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศ สำนักงานเกษตรจ.สมุทรสงคราม กล่าวว่า ทางสำนักงานได้ประสานไปยังกรมชลประทานให้ปล่อยน้ำออกท้ายเขื่อนแม่กลองหรือเขื่อนท่าม่วง ในอ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ระบาลลงแม่น้ำแม่กลอง เพื่อผลักดันน้ำเค็มในอัตรา 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที


"ปัญหาสมุทรสงครามไม่ใช่ภัยแล้ง เป็นภัยน้ำเค็มหนุน ซึ่งหากกรมชลประทานไม่ปล่อยน้ำผลักดันน้ำเค็ม เมื่อน้ำเค็มหนุนเข้าคลองต่าง ๆ ทั้งจังหวัดซึ่งมีกว่า 300 คลอง จะส่งให้เกษตรกร ทั้งชาวสวนมะพร้า ชาวสวนส้มโอ และสวนลิ้นจี่ได้รับความเดือดร้อน" นายวันชัย กล่าว


ปัญหาที่เกิดขึ้นกับพื้นที่เหล่านี้ คือ การเผชิญกับภาวะน้ำเค็มรุกเข้ามาในพื้นที่น้ำจืด ที่มีสาเหตุมาจากภัยแล้ง เนื่องจากน้ำในเขื่อนลดลง ระบายออกมาไม่ได้ตามปกติ จึงเกิดปัญหาตามมาในเรื่องของน้ำทะเลหนุนแม่น้ำแม่กลอง ซึ่งจะเกิดขึ้นในช่วงม.ค. - มี.ค. ค่าคุณภาพน้ำที่พบในขณะนี้คือ ค่าความเค็มสูงถึง 3 -3.7 พีพีที ขณะที่ปี 2557 อยู่ที่ 1-1.5 พีพีที ซึ่งหากนำน้ำที่มีค่าความเค็มไปใช้กับภาคการเกษตร จะทำให้เกิดปัญหาใบเหลือง และเหี่ยว


นายชัยพร ประดิษฐอาชีพ เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไม้ หมู่ 7 ต.ดอนใหญ่ อ.บางแพ จ.ราชบุรี กล่าวว่า ขณะนี้แหล่งปลูกกล้วยไม้ ในต.ดอนใหญ่ กำลังประสบปัญหาเรื่องของน้ำที่จะมาใช้เพื่อการเกษตร หลังจากชลประทานงดปล่อยน้ำในช่วงฤดูกาลทำนาปรัง เพราะปริมาณน้ำในเขื่อนน้อย จนส่งผลกระทบต่อเกษตรกรที่เพาะปลูกกล้วยไม้ สูบน้ำจากคลองขึ้นไปรดกล้วยไม้ไม่ได้ หรือเมื่อนำน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติไปใช้ ก็เกิดปัญหาในแง่ของคุณภาพที่มีค่าความเค็มเจือปน


"กล้วยไม้ที่ผมปลูกยึดเป็นอาชีพนาน 20ปี และที่ผ่านมาก็ส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศ ทั้ง อินเดีย จีน และแถบยุโรป ที่ผ่านมาไม่เคยประสบปัญหาเรื่องขาดแคลนน้ำรุนแรงขนาดนี้ แต่การที่กรมชลประทานงดปล่อยน้ำให้เกษตรกรทำนาปรัง ส่งผลมาถึงเกษตรกรที่ปลูกกล้วยไม้ด้วย แถมน้ำธรรมชาติยังลดลง ผมลงทุนไปกับการปลูก 50 ไร่ เฉลี่ยไร่ละ 400,000 บาท หรือคิดเป็นตัวเลขรวม 20 ล้านบาท
นี่คือปัญหาที่กำลังได้รับความเดือดร้อน"


สิ่งที่ทำในขณะนี้ก็คือ หาซื้อน้ำจืดมาเองเพื่อมาใช้กับแปลงปลูก ใช้กระทั่งสายยางเล็ก ฉีดพ่นน้ำ เพื่อให้กล้วยไม้เติบโตต่อไปได้ ทางออกในขณะนี้อยากให้ทางกรมชลประทานจัดสรรน้ำมาตามระบบเดิม เพื่อช่วยพยุงต้นกล้วยไม้ให้เติบโตได้ จนกว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติสามารถปล่อยน้ำได้ตามระบบ


ขณะที่ นายชัยยันต์ อยู่ศิริ ประธานสภาเกษตรกร จ.สมุทรสงคราม กล่าวว่า ขณะนี้ ในพื้นที่สมุทรสงครามจะปลูกพืชยืนต้นเป็นหลัก แต่ก็ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำทะเลหนุนเข้าสวน โดยเฉพาะในช่วงนี้เป็นช่วงลิ้นจี่กำลังติดผล ถือเป็นช่วงที่ลิ้นจี่จำเป็นต้องใช้น้ำจืด จึงอยากให้กรมชลประทานปล่อยน้ำออกท้ายเขื่อน เพื่อมาผลักดันน้ำเค็ม ไม่ให้ให้กระทบกับการใช้น้ำเพื่อการเกษตร


"ในส่วนของอ.เมือง จ.สมุทรสงคราม พื้นที่ตอนล่าง เป็นพื้นที่ปลายน้ำ และอยู่ใกล้ทะเล ปริมาณน้ำที่เขื่อนปล่อยมาไม่มากพอที่จะผลักดันน้ำเค็มได้ จึงทำให้ผลผลิตเกษตรเกิดความเสียหาย ไม่ว่าจะเป็น ส้มโอ มะพร้าว และลิ้นจี่ เรื่องน้ำเค็มหนุนเข้าสวน เกษตรกรต้องช่วยตัวเอง โดยการทำทำนบแบบเปิดปิดได้ กั้นไม่ให้น้ำเค็มเข้าสวน เมื่อน้ำจืดมาก็นำเข้าสวนกักเก็บไว้ใช้ เมื่อน้ำเค็มมาก็ปิดไม่ให้เข้า ถึงจะมีน้ำเค็มซึมเข้าไปปนกับน้ำจืดที่กักเก็บไว้ ก็จะลดผลกระทบลงได้บ้าง" ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดสมุทรสงคราม กล่าว
ส่วน นายสัมฤทธิ์ วงษ์สวัสดิ์ กำนันต.บางนางลี่ อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม กล่าวว่า ในเชิงระบบนิเวศน์วิทยาแล้ว สมุทรสงคราม เป็นพื้นที่ 3 น้ำ คือ น้ำจืด น้ำเค็ม น้ำกร่อย การที่กรมชลประทาน ไม่สามารถปล่อยน้ำเข้าสู่ระบบ หรือปล่อยน้อยเดินไป ทำให้ส่งผลกระทบกับส้มโอ มะพร้าว และ ลิ้นจี่ ทำให้ไม่เจริญเติบโต ไม่ออกผล


"ปีนี้เป็นปีที่น้ำเค็มหนุนรุนแรงที่สุด ชาวสวนส่วนใหญ่ ไม่ได้มีการเตรียมการป้องกันไว้ตั้งแต้ตอนแรก เพราะตามปกติถึงจะมีน้ำเค็มหนุนแต่ไม่รุนแรง แต่ปีนี้รุนแรง เกษตรกรมารู้เข้า ก็เมื่อน้ำเค็มเข้าไปในร่องสวนแล้ว ทำให้ปิดกั้นไม่ทัน ทางแก้ตอนนี้ต้องให้กรมชลประทานปล่อยน้ำมาผลักดันอย่างเดียว" นายสัมฤทธิ์ กล่าว
นายสุชล สุขเกษม ประธานศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง บ้านสารภี ต.จอมปลวก อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม กล่าวว่า ผลกระทบจากน้ำเค็มหนุนเข้าแม่น้ำแม่กลอง และลำคลองสาขาต่าง ๆ มีทั้งผลดีและผลเสียกับส้มโอ เพราะหากน้ำกร่อยไม่เค็มมากจะส่งผลทำให้ส้มโอมีรสชาติดี หากน้ำเค็มมากเกินไป ก็จะทำให้ส้มโอได้รับผลกระทบในแง่ของรสชาติ


เช่นเดียวกับ นายวิชัย จูด้วง อาชีพทำสวนมะพร้าว ต.นางตะเคียน อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม ที่ระบุว่า ปีนี้น้ำเค็มหนุนในแม่น้ำแม่กลองและลำคลองสาขาต่างๆ อยู่ในระดับที่สูงมากจนส่งผลกระทบกับพืชผลเกษตร
"ปีนี้น้ำเค็มหนุนสูง เนื่องจากปีที่แล้วมีฝนตกน้อยมาก ทำให้เขื่อนในจ.กาญจนบุรีกักเก็บน้ำได้น้อย จนปล่อยน้ำออกท้ายเขื่อนลงแม่น้ำแม่กลองน้อย ไม่พอกับการผลักดันน้ำเค็ม ทำให้น้ำเค็มหนุนขึ้นตามแม่น้ำแม่กลอง และเข้าไปในสวนกระทบกับพืชที่ปลูกไว้" นายวิชัย กล่าว