วสท.เปิดตัว'อาคารเรียน' ต้านแผ่นดินไหวแห่งแรกไทย

ที่นี่ยังเป็นศูนย์เรียนรู้แผ่นดินไหวสำหรับ นักเรียน ชุมชน และช่าง ได้ศึกษาดูงานด้วย : สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์
จากวิกฤติภัยพิบัติแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย ขนาด 6.3 ตามมาตราริกเตอร์ ที่ จ.เชียงราย เมื่อเดือน พ.ค.2557 ทำให้โครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง
หลังเกิดเหตุ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ลงพื้นที่สำรวจและตรวจสอบ พร้อมกับวางมาตรการ "ซ่อมสร้าง" กันขนานใหญ่ เพื่อรองรับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหว หากจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต ซึ่งล่าสุดมีความคืบหน้าการก่อสร้าง "โรงเรียน" ที่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก จำนวน 4 โรง ได้แก่ โรงเรียนพานพิทยาคม โรงเรียนแม่ลาววิทยาคม โรงเรียนโป่งแพร่วิทยา และโรงเรียนธารทองวิทยา
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระกรุณาธิคุณ พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อสร้าง 4 อาคารเรียนหลังใหม่ทดแทนหลังเดิม โดยวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ได้ออกแบบและเป็นที่ปรึกษาในการก่อสร้างตามพระกระแสรับสั่ง เริ่มก่อสร้างตั้งแต่เดือน ธ.ค.2557 โดยใช้เทคโนโลยีทันสมัยด้วย "โครงแกงแนงเยื้องศูนย์" และ "กำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กรับแรงเฉือน" เพื่อรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวสำหรับอาคารโครงเหล็กและอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กตามลำดับ
โดยโรงเรียนธารทองพิทยาคม และโรงเรียนโป่งแพร่วิทยาจะแล้วเสร็จช่วงปลายปี 2558 ส่วนอีก 2 อาคาร คือ โรงเรียนพานพิทยาคม และโรงเรียนแม่ลาววิทยาคม คาดว่าจะแล้วเสร็จช่วงกลางปี 2559
ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ (วสท.) กล่าวว่า นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานความช่วยเหลือแก่เยาวชนและพสกนิกรในภาคเหนือที่ประสบภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวจึงเป็นที่มาของการสร้างอาคารเรียนพระราชทาน ซึ่งนับเป็นต้นแบบอาคารเรียนต้านแรงแผ่นดินไหวแห่งแรกในประเทศไทย
โดยพระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปยังโรงเรียนพานพิทยาคม อ.พาน เมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา ทรงวางศิลาฤกษ์อาคารเรียนพระราชทาน สำหรับทั้ง 4 โรงเรียน
ในโอกาสเดียวกันนี้ พระองค์ฯ ทรงทอดพระเนตรนิทรรศการประวัติโรงเรียน และแบบจำลองอาคารเรียนพระราชทานทั้ง 4 โรงเรียน ที่ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ในการก่อสร้างอาคารเรียนให้มีความทนทาน สามารถต้านทานแรงแผ่นดินไหว โดยมีวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นผู้ออกแบบอาคาร พร้อมให้คำแนะนำระหว่างการก่อสร้าง
เขาบอกว่า โรงเรียนพานพิทยาคม สอนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 มีอาคารเรียน 5 อาคาร ได้รับความเสียหายทั้งหมด แบ่งเป็นความเสียหายลักษณะพอซ่อมแซมได้ 4 อาคาร และลักษณะเสียหายทั้งหลัง 1 อาคาร โดยจะก่อสร้างเป็นอาคารเรียน 4 ชั้น ขนาด 24 ห้องเรียน ใช้เวลาก่อสร้าง 420 วัน
ส่วนอีก 3 โรงเรียน มีอาคารเรียนเสียหายทั้งลักษณะพอซ่อมแซมได้ กับเสียหายทั้งหลังเช่นกัน โดยโรงเรียนแม่ลาววิทยาคมเป็นโรงเรียนมัธยมสามัญประจำ ต.ดงมะดะ อ.แม่ลาว มีอาคารเรียนพระราชทาน มีความสูง 3 ชั้น 1 อาคาร
ส่วนโรงเรียนธารทองวิทยา และโรงเรียนโป่งแพร่วิทยา เปิดสอนชั้นอนุบาลถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 จะได้รับพระราชทานอาคารเรียน ขนาด 2 ชั้น แห่งละ 1 หลัง
นักเรียนและชาวเชียงรายจะได้อาคารเรียนที่แข็งแรงมั่นคง ด้วยฝีมือของผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม และจะเป็นสิ่งรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ที่มีต่อปวงชาวไทยเสมอมา
"ที่นี่ยังจะเป็นศูนย์การเรียนรู้เกี่ยวกับภัยแผ่นดินไหวสำหรับนักเรียนและชุมชน พร้อมทั้งเป็นอาคารสำหรับการเรียนรู้ให้กับช่างในชุมชนได้เข้ามาศึกษาดูงาน เพื่อเป็นการพัฒนาสิ่งก่อสร้างที่มีโครงสร้างอาคารต้านแรงแผ่นดินไหวด้วย"
รศ.เอนก ศิริพานิชกร ประธานสาขาวิศวกรรมโยธา วสท. บอกว่า การออกแบบและเทคโนโลยีที่เลือกใช้ให้เหมาะสมกับ 4 อาคารเรียนดังกล่าว ซึ่งตั้งอยู่ในเขตเสี่ยงต่อแผ่นดินไหวรุนแรงนั้น มุ่งเน้นความมั่นคงแข็งแรง อาคารไม่เปลี่ยนตำแหน่งมาก หรือก่อให้เกิดอันตรายกับส่วนประกอบอาคารเช่น ผนัง ที่รุนแรงจากแผ่นดินไหว และต้องสามารถสลายพลังงานจากแผ่นดินไหวได้
เขาบอกต่อว่า อาคารที่ดำเนินการออกแบบ ประกอบด้วย 1.อาคารเรียนโครงสร้างเหล็กรูปพรรณสูง 2 ชั้นใช้ระบบรับแรงสั่นสะเทือนเป็นโครงแกงแนงเยื้องศูนย์ (Eccentric Bracing Frame)
โครงสร้างแบบนี้เป็นระบบที่ออกแบบให้มีสมรรถนะตามที่ต้องการ (performance-based design) โดยกำหนดให้อาคารเกิดความเสียหายเล็กน้อยในตำแหน่งที่กำหนด เพื่อสลายพลังงาน และสามารถลดแรงแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้น โดยการใช้ค้ำยันเชื่อมระหว่างเสากับคาน เยื้องศูนย์บริเวณช่วงกลางคาน
2.อาคารคอนกรีตเสริมเหล็กสำหรับอาคารเรียนสูง 3 และ 4 ชั้น ใช้กำแพงรับแรงเฉือน (shear wall) เป็นองค์อาคารรับแรงแผ่นดินไหวแทนเสา ซึ่งจะสามารถกำหนดให้มีความเสียหายหากเกิดขึ้นในกำแพงที่กำหนดไว้ในอาคาร และไม่เกิดความเสียหายกระจัดกระจายจนไม่สามารถควบคุมได้ ดังอาคารที่ใช้โครง (building frame) รับแรงโดยทั่วไป
ส่วนกรณีกระแสข่าวเกี่ยวกับ "เขื่อนแม่สรวย" ซึ่งชาวบ้านยังสงสัยว่าได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวด้วยหรือไม่นั้นก็มีคำยืนยันจาก นายอนุรักษ์ ชูเชิญ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่ลาว จ.เชียงราย ซึ่งดูแลเขื่อนแม่สรวย ว่า เขื่อนยังมีความแข็งแรง สามารถรองรับแรงสั่นสะเทือนได้ในระดับ 7 แต่เพื่อให้ประชาชนคลายวิตกกังวลก็ได้ตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหาขึ้นเมื่อวันที่ 20 พ.ย.2557
ที่ผ่านมามีการประชุมกับประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายครั้ง ได้ข้อสรุปคือ 1.ปรับปรุงตัวเขื่อน บริเวณสันเขื่อนที่มีรอยแตกที่แท่งคอนกรีต
2.ปรับปรุงทางไหลของน้ำ ด้านขวาของตัวเขื่อนที่มีดินสไลด์ลงมา 3.ปรับปรุงการระบายน้ำให้สามารถระบายได้เร็วและมากขึ้น พร้อมทั้งเสนอให้เขื่อนเก็บน้ำไว้ในเขื่อนไม่เกินร้อยละ 60 จากความจุเขื่อน 73 ล้านลูกบาศก์เมตร และเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกให้กับเกษตรกรในพื้นที่และขยายพื้นที่ส่งน้ำให้เกษตรกร
นายอนุรักษ์ บอกว่า ข้อเสนอดังกล่าวอยู่ระหว่างการออกแบบและจัดสรรงบประมาณ คาดว่าภายในปี 2558 จะเริ่มดำเนินการได้บางส่วน ส่วนระยะเวลาการดำเนินจะใช้เวลาประมาณ 3 ปี
"หลังจากคณะทำงานลงพื้นที่พูดคุยและสร้างความเข้าใจแล้ว ประชาชนมีความมั่นใจในการทำงานของคณะทำงานมากขึ้น"
สิ่งที่จะต้องทำควบคู่ไปกับการซ่อมแซมและสร้างความเชื่อมั่นในความปลอดภัย คือ สร้างความตระหนักรู้และเตรียมพร้อมให้กับชาวบ้านในการใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่เสี่ยงได้รับผลกระทบแผ่นดินได้อย่างปกติและปลอดภัย...เพราะต้องไม่ลืมว่า "แผ่นดินไหว" เป็นภัยพิบัติประเภทเดียว ที่ทุกวันนี้ยังพยากรณ์ไม่ได้ว่าเมื่อไรจะเกิดขึ้น







