แก้เหลื่อมล้ำเริ่มที่'ปฏิรูปที่ดิน'

แก้เหลื่อมล้ำเริ่มที่'ปฏิรูปที่ดิน'

แก้เหลื่อมล้ำเริ่มที่ "ปฏิรูปที่ดิน" ตั้งกลไกป้องกันสูญเสียที่ทำกิน

"รวยกระจุก จนกระจาย" คือ วลีที่สะท้อนภาพสังคมไทยในปัจจุบันได้แจ่มชัดยิ่ง และหลายฝ่ายเชื่อว่าเป็นนิยามแบบเข้าใจง่ายๆ ของคำว่า "เหลื่อมล้ำ" อันเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งของความขัดแย้งและความรุนแรงที่เกิดต่อเนื่องมา


เมื่อความรู้สึกเหลื่อมล้ำเปรียบดั่ง "น้ำมันเดือด" ในหัวใจของคนกลุ่มใหญ่ เมื่อมี "ไม้ขีดการเมือง" ถูกเหวี่ยงลงไป ไฟแห่งความเกลียดชังก็ลุกโชนขึ้นจนบานปลายกลายเป็นความรุนแรง มุุ่งเอาชนะคะคานโดยไม่สนใจความเสียหายของประเทศชาติ แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าไม้ขีดไฟก้านนั้นถูกจุดด้วยเล่ห์กลของนักการเมืองที่มุ่งหาผลประโยชน์ก็ตาม แต่ในเมื่อปัญหาเหลื่อมล้ำที่เป็นพื้นฐานยังไม่ถูกแก้ ก็ไม่มีทางสกัดไฟไม่ให้ลุกลามได้
การปฏิรูปประเทศเพื่อลดความเหลื่อมล้ำจึงกลายเป็นความหวังเดียวของสังคมไทยในขณะนี้


"เวทีพลเมืองปฏิรูป" จัดโดยหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ และสถานีโทรทัศน์ NOW26 ซึ่งเปิดวงรับฟังความคิดเห็นจากทุกกลุ่มทุกฝ่ายมาแล้ว 10 เวทีทั่วประเทศ ได้ตั้งวงคุยครั้งสุดท้ายเป็นครั้งที่ 11 ก่อนสรุปข้อเสนอทุกด้านให้สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) นำไปขับเคลื่อนต่อไป


และประเด็นที่ถกกันอย่างกว้างขวางก็คือ การแก้ปัญหาเหลื่อมล้ำ!


นายเพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ จากศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ความเหลื่อมล้ำมีหลายเรื่อง หลายรูปแบบ ทั้งการศึกษา สาธารณสุข ที่ดินทำกิน ยกตัวอย่างเรื่องสิทธิในที่ดิน ประชาชนที่เป็นเกษตรกรก็ไม่ได้รับอย่างทั่วถึง เพราะที่ดินกระจุกตัวมาก ขณะนี้ยังมีผู้เช่าที่ดินทำกินถึง 60% การกระจุกตัวแบบนี้ไม่ได้มีผลแค่กับเกษตรกรเท่านั้น แต่มีผลต่อสังคมทั้งระบบ


"ถ้าเกษตรกรอยู่ไม่ได้ ก็ไม่มีความสามารถในการเลี้ยงดูบุตรหลาน เมื่อบุตรหลานไม่ได้รับการดูแล ทั้งเรื่องการรักษาพยาบาลและการศึกษาที่เพียงพอ ก็ไม่สามารถเป็นพลเมืองที่เข้มแข็งของสังคมได้ นำไปสู่ปัญหายาเสพติด อาชญากรรม และปัญหาสังคมอื่นๆ มากมาย"


ในความเห็นของนายเพิ่มศักดิ์ เขาชี้ว่านี่คือรากเหง้าของปัญหาที่แท้จริง เพราะเมื่อประชาชนไม่มีปัจจัยพื้นฐานสำหรับเลี้ยงชีพและพัฒนาคุณภาพของตนเสียแล้ว ปัญหาอื่นๆ ก็จะตามมา ฉะนั้นเมื่อมีโอกาสในการปฏิรูป ก็ต้องทำให้ชัดเจนทั้งในแง่วิสัยทัศน์ ทิศทาง เพื่อแก้ปัญหาให้ได้ทั้งระบบ


"อาจต้องปรับแก้กฎหมายบางอย่าง ระบุเลยว่าไม่ว่าจะเป็นใคร เกิดมาต้องมีที่ดินทำกิน ต้องมีการแก้กฎเกณฑ์เพื่อช่วยเหลือสำหรับคนที่ไม่มี หรือคนที่ยังต้องเช่าอยู่ ต้องคุ้มครองกลไกที่ทำให้เกิดการสูญเสียที่ดิน การปฏิรูปครั้งนี้อยากให้ฟังเกษตรกรและสังคมให้มาก ไม่ใช่เพียงบทบาทของฝ่ายการเมืองและฝ่ายบริหาร การจะเคลื่อนการปฏิรูปไปให้ได้ต้องไปกันทั้งสังคม" นักวิชาการจากศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุ


นายธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์ ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน สปช. เสนอว่า จะปฏิรูปโครงสร้างระบบราชการไม่ให้เอื้อต่อการใช้ดุลยพินิจมากเกินไป รวมถึงกระบวนการให้บริการของรัฐต่อประชาชนก็ต้องลดเรื่องดุลยพินิจลงด้วย เพราะมิเช่นนั้นจะเปิดช่องให้เกิดการเรียกรับผลประโยชน์
ส่วนในแง่การจัดสรรงบประมาณ ต้องปรับแก้ครั้งใหญ่ โดยใช้ระบบคู่ขนาน (ตั้งงบประมาณรายจ่ายโดยแสดงที่มาของรายรับว่ามาจากไหน) หรือจัดทำแบบภารกิจ มุ่งตอบโจทย์ยุทธศาสตร์และนโยบายจากส่วนกลาง กับเชิงพื้นที่ มุ่งความต้องการของท้องถิ่น


"การจัดทำงบประมาณต้องบรรจุเรื่องการใช้งบแบบสัมฤทธิผลลงไปด้วย ว่าใช้แล้วคุ้มค่าอย่างไร ผมเคยพบการขุดสระแห่งหนึ่ง มีป้ายประกาศเรียบร้อย ไม่ได้มีการทุจริต ใช้งบถูกต้อง แต่ปรากฏว่าสระแห้ง ต้นไม้ขึ้นรก ก็เท่ากับเป็นศูนย์ เพราะไม่ได้ใช้ประโยชน์" นายธีรยุทธ์ กล่าว และว่าสำหรับเรื่องคุณธรรมจริยธรรม การตั้ง "สมัชชาคุณธรรม" หรือจะใช้ชื่ออื่นใดก็ตามแต่ ผู้ที่เข้าไปร่วมในสมัชชาต้องได้รับคัดสรรอย่างดี เป็นที่ยอมรับ ต้องไปเชิญมา ไม่ใช่รอให้มาสมัคร การเปิดรับสมัครก็อาจมีการวิ่งเต้น ถ้าวิ่งเต้นกันตั้งแต่เริ่มแล้วจะทำงานอย่างไร


พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ รองประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง และรองประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปค่านิยมศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรม และการศาสนา สปช. กล่าวว่า เรื่องปัญหาที่ดินที่เป็นประเด็นถกเถียงกันนั้น ยังเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่แก้ไขไม่ได้ เพราะแค่เก็บภาษียังลำบาก หรือแม้แต่เรื่องภาษีมรดก จะเห็นคนคัดค้านตลอด ซึ่งก็รู้ว่าเป็นใคร อ้างว่าต่างประเทศเลิกไปแล้ว แต่ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับข้ออ้างนี้ เพราะต่างประเทศเป็นครอบครัวเชิงเดี่ยว ปีหนึ่งเจอหน้ากันหนเดียว แต่ประเทศไทยไม่ใช่ ประเทศไทยยังอยู่ในสังคมที่เป็นระบบอุปถัมภ์


"ผมเคยไปงานแต่งงานของเพื่อน แล้วมีการมอบเงินสินสอดให้ฝ่ายเจ้าสาวถึง 50 ล้านบาท ขณะที่พ่อแม่สองฝ่ายให้เงินอีกหลายสิบล้านบาท ถามว่าเงินนั้นมาจากไหน มันก็จากทรัพยากรในประเทศ"


"ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาคืออีกประเด็นที่สำคัญ มีมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ได้รับงบประมาณ 12,000 ล้านบาท หรือเท่ากับ 30 มหาวิทยาลัยในต่างจังหวัด แล้วจะบอกว่าคนต่างจังหวัดการศึกษาน้อยได้อย่างไร ปัญหาคือกระจายออกไปน้อย" พล.อ.เอกชัย ระบุ