"ผมเชื่อเสมอว่าระบบการศึกษาที่เป็นอยู่นี้ทำลายความเข้มแข็งของชุมชน" อมรวิชช์ นาครทรรพ
การศึกษากับการพัฒนาเด็กและเยาวชนของชาติ เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องว่าต้องมีการปฏิรูปกันขนานใหญ่
ขณะที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็ให้ความสำคัญ จัดเป็นหนึ่งใน 11 ด้านของวาระปฏิรูปประเทศ ซึ่งถือเป็นยุคปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ
ในเวที "สายน้ำที่ 6" เวทีพลเมืองปฏิรูป ซึ่งจัดโดยหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ และสถานีโทรทัศน์ NOW26 เพื่อระดมความคิดเห็นและทางออกประเทศ ครั้งที่ 11 เมื่อวันที่ 7 ก.พ.ที่ผ่านมา ได้มีการแสดงความคิดเห็นในประเด็นปฏิรูปการศึกษาอย่างหลากหลาย พร้อมสรุปเป็นข้อเสนอส่งสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เป็นที่เรียบร้อย
"เวทีพลเมืองปฏิรูป" จัดมาแล้ว 10 เวที 10 จังหวัดทั่วประเทศ ประกอบด้วย จ.นครสวรรค์ นครราชสีมา นนทบุรี เชียงใหม่ ขอนแก่น น่าน นครนายก สมุทรสาคร กรุงเทพฯ และสงขลา ล่าสุดเมื่อวันที่ 7 ก.พ.เป็นเวทีสรุปสุดท้ายที่กรุงเทพฯ เพื่อสังเคราะห์ความเห็นที่รับฟังมาทั่วประเทศส่งต่อไปยัง สปช.
ทั้งนี้ "กรุงเทพธุรกิจ" ได้นำเสนอต่อเนื่องเป็นตอนๆ และวันนี้คือประเด็น "ปฏิรูปการศึกษา"
นายอมรวิชช์ นาครทรรพ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษาและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สปช. กล่าวว่า การปฏิรูปรอบนี้นอกจากเรื่องสภาการศึกษาแล้ว น่าจะได้เห็นการโอนถ่ายโรงเรียนสู่ท้องถิ่น ขอให้ครูและพ่อแม่มั่นใจว่าเป็นสิ่งที่ดี ครูยังได้รับสิทธิประโยชน์เหมือนเดิม เด็กจะได้รับการเรียนการสอนที่ดีขึ้น เพราะการตัดสินใจเรื่องหลักสูตรต่างๆ จะหลากหลายมากขึ้น เด็กที่กล้าแสดงออกแสดงว่าได้ครูที่ดี ปัญหาตอนนี้คือการผลิตครูให้ได้ดี ให้เป็นแบบอย่างแก่เด็ก
"เรามีปัญหาเชิงโครงสร้าง ขณะนี้เราจะปฏิรูปประเทศ ลดความเหลื่อมล้ำ เราต้องแก้โครงสร้างทั้งหมดไปเลย เปลี่ยนบทบาทภาครัฐไปเลย แทนที่จะแก้ไขที่เรื่องการศึกษาเพียงอย่างเดียว ผมคิดว่ากลไกในระดับพื้นที่ (ท้องถิ่น) นั้นทำได้ ผมดีใจที่วันนี้มีการเดินหน้าเรื่องสภาการศึกษาจังหวัด ซึ่งเป็นเรื่องที่ภาคประชาชนเข้ามาดูแลเรื่องนี้ คนในพื้นที่หรือในประเทศไทยสามารถแก้ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำได้ง่ายมาก ครู 500,000 คนลงมาระดับจังหวัดสัก 6,000 คน โรงเรียนสัก 500 โรงเรียน มันก็สามารถแก้ปัญหาได้แล้ว"
เขากล่าวต่อว่า ในส่วนของการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา ปัญหาอยู่ที่ว่าภาครัฐมีข้อจำกัดมากมาย ระบบราชการไทยเป็นระบบที่ใหญ่โต กฎเกณฑ์เยอะเกินไป อ่อนไหวทางการเมือง ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่มาก ฉะนั้นหากลงมาที่จังหวัด แล้วตั้งกลไกแบบจังหวัด อาจแก้ปัญหาได้ ที่ถามกันเยอะก็อยู่ที่งบประมาณการจัดการ จะทำอย่างไรให้งบประมาณสามารถลงไปที่ฐานพื้นที่จริงๆ
"ที่ผมอยากพูดคือเรื่องคุณภาพการสอบโอเน็ต (วัดผลการจัดการศึกษาพื้นฐาน) แก้กันยาวมาก ถ้าจะปฏิรูปมันแก้กันยาวแน่นอน ไม่มีวันจบ แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นการกระจายอำนาจให้เป็นเรื่องของจังหวัด ของชุมชน กระจายอำนาจให้มันเกิดระบบการเรียนรู้ในชีวิตจริง เรียนรู้การทำงาน ความมั่นคงของชีวิต เพื่อสร้างให้มันเกิดความหลากหลาย มันจะไป ทำให้กระแสปฏิรูปมันเท่าเทียมกัน"
"ผมเชื่อเสมอว่าระบบการศึกษาที่เป็นอยู่นี้ทำลายความเข้มแข็งของชุมชน เพราะส่งเด็กออกไปนอกพื้นที่ ส่งเด็กไปที่อื่น ในบางจังหวัดเคยขำไม่ออกที่คนในชุมชนบอกว่าจะจัดคืนสู่เหย้าต้องรอวันเชงเม้ง เพราะเด็กๆ จะกลับบ้าน ถ้ายังมีการส่งเด็กๆ ส่งเยาวชนออกนอกพื้นที่กันอยู่แบบนี้ แล้วจะสร้างความเข้มแข็งภาคพลเมืองได้อย่างไร ถ้ายังทำให้เด็กกระจายกันคนละทิศทางก็ไม่สามารถสร้างความเข้มแข็งให้กับพื้นที่ได้"
ด้าน นายสมพงษ์ จิตระดับ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านเด็กและเยาวชน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า เสนอว่า 1.การศึกษาไทยควรให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม 2.ก่อนหน้านี้เราลงทุนผิด ไปเน้นที่เด็กโต ควรลงไปที่เด็กแรกเกิดจนถึงปฐมวัย ซึ่งผลตอบแทนจะยิ่งใหญ่มาก
3.ปรับปรุงหลักสูตร จะเรียนอย่างไรให้มีความสุข ไม่ใช่อยู่ในห้องทั้งวัน ต้องทำกิจกรรม ทำโครงงาน เก็บภาษีโรงเรียนกวดวิชาให้หนัก ถ้าจะปฏิรูปการเรียนรู้ก็ต้องแก้ที่ระบบสอบเข้า 4.การสร้างครูพันธุ์ใหม่ ต้องวางแผนระยะสั้น กลาง ยาวว่าคืออะไร ระบบฝึกหัดครูนั้นปฏิรูปยากแต่คือจุดชี้เป็นชี้ตาย และ 5.ต้องสร้างความเป็นพลเมืองให้เด็ก




