วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

เตือนรัฐไร้แผนรับ'รถไฟจีน' ชักศึกเข้าบ้าน'ระบบราง'สุดวุ่น

นักวิชาการจุฬาฯ แนะรัฐทำแผนยุทธศาสตร์ระบบรางรองรับรถไฟจีน อย่าหวังแค่เป็นฮับ เตือนอาจได้แค่ "ทางผ่าน"

แนะดูตัวอย่างสิงคโปร์ สร้างมูลค่าเพิ่ม ไม่ใช่แค่เก็บค่าต๋ง ชี้ถ้าไม่ทำอาจกลายเป็นชักศึกเข้าบ้าน สินค้าจีนทะลักแย่งตลาดอาเซียน เสนอเตรียมระบบวิศวกรรม-บุคลากร-โรงงานผลิตชิ้นส่วนระบบรางให้พร้อม เหตุรถไฟฟ้า 10 สายเรียบร้อย มีรถไฟวิ่งวันละพันตู้


คณาจารย์จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกันแถลงข่าวในหัวข้อ "การยกระดับนโยบายการคมนาคมระบบรางไทยสู่วาระของชาติ" เพื่อเสนอแนะต่อโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งและยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบรางของประเทศไทยของกระทรวงคมนาคม เมื่อวานนี้ (9 ก.พ.) ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ


นายสมพงษ์ ศิริโสภณศิลป์ อาจารย์จากภาควิชาวิศวกรรมโยธา กล่าวว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบรางของไทยนั้น ต้องมีการกำหนดยุทธศาสตร์ที่จัดเจน ไม่ใช่มีแผนจะสร้างเพื่อรองรับการเป็น "ฮับ" ด้านโลจิสติกส์ หรือสร้างเพื่อเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน หรือแค่หวังเทคโนโลยีต่างประเทศอย่างเดียว แต่รัฐบาลต้องคำนึงถึงระบบเศรษฐกิจด้วยว่าการพัฒนาจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างไร โดยไทยจะเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งที่เป็นเพียงทางผ่าน หรือจะเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้า แล้วนำสินค้ามาเพิ่มมูลค่าในไทย ก่อนจะส่งออกไปอีกทอดหนึ่งเหมือนสิงคโปร์


"การที่เราสร้างทางรถไฟแล้วมีแต่สินค้าประเทศอื่นวิ่งผ่านประเทศเราไปจากประเทศหนึ่งไปสู่ประเทศที่สาม แล้วเราได้อะไร เราจะใช้ประโยชน์จากตรงนั้นอย่างไร นอกจากไทยได้ค่าผ่านทาง ได้ค่าบริการรถไฟ ดังนั้นเราควรจะดูตัวอย่างสิงคโปร์ เพราะเขาไม่ใช่แค่เป็นศูนย์กลางแค่ทางผ่าน แต่เป็นศูนย์กลางที่นำเข้าวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนจากต่างประเทศในราคาที่ค่อนข้างต่ำแล้วมาสร้างมูลค่าเพิ่ม ก่อนที่จะส่งออกไปยังประเทศที่สาม ตรงจุดนี้ที่เราอยากจะเห็นภาพอย่างนั้นว่ามีการเตรียมการอย่างไรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากการเป็นศูนย์กลาง" นายสมพงษ์ ตั้งคำถาม


ผวาสินค้าจีนทะลักแย่งตลาดอาเซียน
อาจารย์จากภาควิชาวิศวกรรมโยธา กล่าวต่อว่า อีกประเด็นที่น่ากังวล คือ การเชื่อมต่อรถไฟจากจีน จะทำให้สินค้าจากจีนเข้าตีตลาดในไทย และจะเป็นการแย่งตลาดสินค้าในอาเซียนหรือไม่ อุตสาหกรรมใดจะได้รับผลกระทบบ้าง รัฐบาลเตรียมการหรือมีนโยบายช่วยเหลืออย่างไร หากได้รับผลกระทบตรงนี้ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าทางการเกษตร กลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี


ดังนั้นรัฐบาลควรไปศึกษาดูว่าสินค้าจากจีนมีอะไรบ้างที่จะเข้ามาแข่งขันกับสินค้าของไทย แล้วต้องทำนโยบายช่วยพัฒนายกระดับสินค้าของไทยให้สามารถแข่งขันกับสินค้าจีนได้ในอนาคต


นอกจากนำสินค้าเข้ามาขายในประเทศไทยแล้ว สิ่งที่น่ากังวลคือพ่อค้าจีนจะเข้ามาลงทุนเปิดตลาดขายของเอง ซึ่งปัจจุบันก็เริ่มมีเข้ามาบ้างแล้ว หากเป็นเช่นนี้พ่อค้าไทยจะอยู่อย่างไร หากรัฐบาลไม่มีการวางแผนหรือพัฒนาเพื่อเตรียมความพร้อม ก็เท่ากับว่าการพัฒนารถไฟหรือระบบรางของรัฐบาลเป็นการชักศึกเข้าบ้าน
ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมท่องเที่ยวในประเทศไทยพร้อมที่จะสร้างประโยชน์จากการเติบโตของนักท่องเที่ยวได้หรือไม่ ทั้งระบบทัวร์ โรงแรม หรือสุดท้ายกลายเป็นว่าผู้ลงทุนที่เป็นนักลงทุนชาวต่างชาติได้ประโยชน์ไป และหากนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวจำนวนมาก รัฐบาลจะจัดระเบียบนักท่องเที่ยวที่มีจำนวนมากนั้นอย่างไร


ติงไร้แผนรองรับ"วิศวะ-เทคโนฯ-คน"
นายประมวล สุธีจารุวัฒนา อาจารย์จากภาควิชาการวิศวกรรมอุตสาหการ กล่าวว่า การพัฒนาระบบขนส่งทางราง รัฐบาลต้องเตรียมความพร้อมด้านวิศวกรรม เทคโนโลยี อุตสาหกรรม และบุคลากร แต่ปัจจุบันยังไม่เห็นแนวคิดหรือแผนรองรับการจัดการและการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านระบบรถไฟ


ดังนั้นรัฐบาลต้องมีการเตรียมบุคลากรทั้งระดับบริหารจัดการ วิศวกร ช่างเทคนิค การส่งเสริมการผลิตชิ้นส่วนในประเทศเพื่อรองรับการซ่อมบำรุงที่จะมีในอนาคต และมีอุตสาหกรรมเกี่ยวข้องกับการออกแบบและก่อสร้างระบบราง โดยรัฐบาลควรส่งเสริมให้มีการเรียนการสอนระบบรางในสถาบันการศึกษาต่างๆ ของไทย และควรมีการจัดตั้งสถาบันด้านระบบรางขึ้น เพื่อรองรับการพัฒนาระบบขนส่งทางรางที่จะเกิดขึ้นในอนาคต


"รัฐบาลต้องกำหนดให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี พัฒนาอุตสาหกรรมและบุคลากรควบคู่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบรางด้วย ซึ่งจะทำให้เกิดความเข้มแข็งในระยะยาวในการพัฒนาชิ้นส่วนเองแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ 100% ดังนั้นรัฐบาลควรมีการเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้าน ไม่เช่นนั้นจะเป็นระเบิดเวลาและจะเป็นปัญหาในระยะกลางและระยะยาว ดูได้จากกรณีแอร์พอร์ตเรลลิงค์ (รถไฟฟ้าเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ) ที่พบปัญหาการซ่อมบำรุง"


แนะสร้างโรงงานผลิตชิ้นส่วนระบบราง
นายประมวล กล่าวอีกว่า รถไฟฟ้าของกรุงเทพฯมี 3 ระบบ คือ บีทีเอส เอ็มอาร์ที และแอร์พอร์ตลิงค์ ซึ่งเป็นการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และหากโครงการรถไฟฟ้า 10 สายภายในประเทศเสร็จสิ้น ก็จะทำให้มีการใช้รถไฟฟ้าประมาณ 1 พันตู้ ดังนั้นควรมีการพัฒนาบุคลากร การส่งเสริมการลงทุนสร้างโรงงานประกอบชิ้นส่วน หรือพัฒนาระบบรถไฟขึ้นมารองรับด้วย


อย่างไรก็ตาม การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไม่ได้เป็นเรื่องของกระทรวงคมนาคมอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องที่จะต้องร่วมมือกันหลายกระทรวงทั้งกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงแรงงาน เป็นต้น


จี้ปฏิรูป ร.ฟ.ท.ให้แข็งแกร่งก่อน
นายศักดิ์สิทธิ์ เฉลิมพงศ์ อาจารย์จากภาควิชาวิศวกรรมโยธา กล่าวว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบรางนั้น ควรจะพัฒนาตัวองค์กรในประเทศให้เกิดความแข็งแกร่งก่อนที่จะดำเนินการพัฒนาระบบขนส่งทางราง หรือการจัดตั้งกรมการขนส่งทางราง โดยเฉพาะการปฏิรูปการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ซึ่งมีปัญหาขาดทุนมายาวนาน


ขณะเดียวกัน กระทรวงคมนาคมกำลังจัดตั้ง "กรมราง" ที่มีหน้าที่ขัดแย้งกัน คือ เป็นผู้ดำเนินงานโครงสร้างพื้นฐาน ขณะเดียวกันก็เป็นผู้กำกับดูแลกิจการระบบรางด้วย และหน่วยงานที่ดำเนินการอยู่ทั้ง ร.ฟ.ท.และการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ยังไม่รู้จะไปอยู่ส่วนไหน ซึ่งปัญหาดังกล่าวยังไม่ถูกแก้ไข แล้วในอนาคตยังจะต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบราง ยิ่งจะทำให้ปัญหาถูกหมักหมมและแก้ได้ยากขึ้น


"รัฐบาลควรจัดการแก้ไขปัญหาตัวองค์กรให้ดีก่อนดำเนินการพัฒนาเพิ่มเติม เพราะปัจจุบันเรื่องโครงสร้างองค์กรที่กำกับดูแลระบบรางทั้งหมดยังมีความซับซ้อนอยู่มาก" นายศักดิ์สิทธิ์ ระบุ