วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

รบ.ยอมชะลอก.ม.ดิจิทัล หลังองค์กรสื่อร่วมแจง'วิษณุ'

รัฐบาลแตะเบรกกฎหมายดิจิทัล หลังองค์กรสื่อรุดชี้แจง"วิษณุ" เผยเตรียมให้ส่งตัวแทนร่วมมีความเห็นในชั้นกฤษฎีกา

พร้อมเพิ่มสัดส่วนในกมธ. "รองนายกฯ"ยอมรับพ.ร.บ.ไซเบอร์ต้องปรับแก้ไข ชี้กระทบสิทธิส่วนบุคคลโดยปราศจากการเหนี่ยวรั้ง

ที่ทำเนียบรัฐบาล บ่ายวานนี้(6 ก.พ.) นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้เชิญตัวแทนองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน อาทิ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ, สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย, สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย, สมาคมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต, สมาคมผู้ผลิตสื่อออนไลน์ ,กลุ่มอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ฯ กว่า 30 คน เข้าให้ข้อมูลและความคิดเห็นต่อร่างกฎหมาย 10 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิตอลที่อยู่ในขั้นตอนของกฤษฎีกา หลังมีผู้แสดงความกังวลต่อเนื้อหาของกฎหมายที่อาจส่งผลกระทบต่อสิทธิส่วนบุคคลของเอกชนและการให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐมากเกินไปและไม่มีการถ่วงดุล โดยใช้หารือ 2 ชั่วโมงครึ่ง

นายวิษณุ กล่าวในที่ประชุมว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องการรับฟังความเห็นของผู้ที่ได้รับผลกระทบต่อการออกกฎหมายชุดใหญ่ 10 ฉบับ จึงให้เชิญเข้ามาให้ความเห็น เพราะมีเสียงเห็นว่าอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนหรือกระทบการทำงานของวงการต่างๆ บางเรื่องเป็นเรื่องที่รัฐบาลไม่เคยได้ยินมาก่อน จึงอยากฟังอย่างเป็นทางการและเป็นระบบ แทนที่จะเป็นจดหมายหรือการพบเป็นรายบุคคล เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นห่วง และเคยปรารภว่าน่าจะเชิญผู้เกี่ยวข้องมาพูดจา รัฐบาลคงไม่มีอะไรชี้แจงมาก แต่ต้องฟังก่อน เพราะสามารถปรับปรุงแก้ไขได้

นายวิษณุ กล่าวว่า กฎหมายทั้ง 10 ฉบับ มีเรื่องที่สามารถดำเนินการได้เลย เช่น กฎหมายการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ขณะที่เนื้อหาอื่นๆ เช่น กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และกฎหมายรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ เป็นกฎหมายที่ยากและมีผลกระทบค่อนข้างมาก และยังไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนจึงถือไว้เป็นลำดับสุดท้ายของกฎหมายล็อตนี้

และจากที่ฟังความเห็นก็เรื่องใหญ่ 3 เรื่องคือ ถ้อยคำภาษาของกฎหมายที่เลี้ยวซ้ายหรือขวาก็ได้ เป็นปัญหาของกฎหมายที่ร่างกันขึ้นมาเป็นตุ๊กตา เพราะคนร่างมาอย่างหนึ่งคนอ่านก็เห็นอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งก็เห็นด้วยเมื่อได้ดูถ้อยคำและมาตราต่างๆ ของกฎหมาย ต่อมาเป็นความเป็นห่วงเรื่องความเป็นส่วนบุคคล ที่เสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล โดยการปราศจากการถ่วงดุลหรือการคานอำนาจ หรือการให้อำนาจเจ้าหน้าที่มากเกินไป โดยปราศจากการเหนี่ยวรั้ง

นายวิษณุ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการก่อภาระอันไม่สมควรแก่ผู้ให้บริการ ที่กฎหมายสมัยใหม่ต้องการจะลดขั้นตอนเหล่านี้ลงไป เรื่องทั้งหมดจะนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรี แต่คงไม่สามารถดึงกฎหมายกลับมาได้ เพราะอยู่ในขั้นตอนของกฤษฎีกา แม้จะสามารถทำได้ ต้องปล่อยให้กระบวนการดำเนินต่อไป

"ความจริงบรรยากาศแบบนี้ควรเกิดขึ้นตั้งแต่ 3 เดือนที่ผ่านมา แต่กระทรวงไอซีทีก็เริ่มต้นจากศูนย์ จึงต้องมีตุ๊กตาขึ้น ไม่เช่นนั้นก็ไม่รู้จะวิพากษ์วิจารณ์หรือให้ความเห็นตรงไหนได้ และจะประสานไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาให้เปิดรับฟังความคิดเห็นของผู้เข้าให้ความเห็น และในขั้นตอนของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) จะประสานไปให้เพิ่มสัดส่วนคณะกรรมาธิการมากกว่า 15 คน เพื่อให้องค์กรวิชาชีพสื่อและผู้ประกอบการเสนอผู้เป็นกรรมาธิการในสัดส่วนของรัฐบาล

ชี้ก.ม.ดิจิทัลสกัดข่าวเชิงสืบสวน

ด้าน นายจักร์กฤษณ์ เพิ่มพูล ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ กล่าวว่า กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและกฎหมายรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ เป็นกฎหมายสำคัญที่สุดของชุดนี้ เพราะได้ตัดข้อยกเว้นการคุ้มครองการรายงานข้อมูลส่วนบุคคลของสื่อมวลชนได้รับการยกเว้นและคุ้มครอง แต่กฎหมายนี้ได้ตัดข้อความออกไป ทำให้การรายงานและการทำข่าวของสื่อเชิงสืบสวนไม่สามารถทำได้อีกต่อไป และกฎหมายความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เป็นการให้อำนาจเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานของรัฐเข้าถึงสิทธิส่วนบุคคล ให้อำนาจในฐานะพนักงานสอบสวนตาม ป.วิ.อาญา โดยไม่จำเป็นต้องขอหมายศาล โดยไม่มีเกณฑ์วัดว่าใช้ดุลพินิจอย่างไร แค่ไหน

"เป็นกฎหมายที่มุ่งเน้นไปที่เรื่องความมั่นคงมากกว่าการส่งเสริมการค้าขายตามชื่อกฎหมายและการคุ้มครองบุคคล" นายจักร์กฤษณ์ กล่าว

ห่วงอำนาจเจ้าหน้าพนักงานตรวจค้น

ขณะที่นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ที่ปรึกษาสมาคมผู้ผลิตสื่อออนไลน์ กล่าวว่า จุดที่น่าเป็นห่วงก็คืออำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานแต่ละฉบับที่ให้อำนาจเข้าไปตรวจค้น เข้าถึงระบบข้อมูลของเอกชน โดยไม่มีกระบวนการกลั่นกรอง เนื้อหากฎหมายคล้ายคลึงกันเหมือนก๊อบปี้กันมา เป็นการขยายอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงาน ที่เดิมจะต้องมีการขอหมายต่อศาล แต่ฉบับนี้ได้เพิ่มอำนาจไปยังฉบับอื่นๆ อีกด้วย และที่ผ่านมาพบว่าไม่ผ่านกระบวนการฝึกอบรมให้ความรู้อย่างเพียงพอในการบังคับใช้กฎหมายให้เจ้าหน้าที่ ที่เดิมจะต้องมีการอบรมสามเดือน แต่ความเป็นจริงกลับอบรมเพียงสามวันเท่านั้น เป็นการให้อำนาจเจ้าหน้าที่เกินขอบเขต ที่จะมีผลกระทบตามมาในอนาคต

"มีการเขียนคุ้มครองว่าการทำธุรกรรมร่วมกับเอกชน ไม่สามารถมาไล่เบี้ยเอาผิดสำนักงานธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ หากมีปัญหาตามมา หน่วยงานนี้จึงเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจมากกว่าหน่วยราชการอื่นๆ" นายชวรงค์กล่าว และว่าแทนที่ส่งเสริมเศรษฐกิจ แต่กลับจะกลายเป็นขัดขวาง เพราะรัฐเข้าไปแทรกแซงหรือเข้าถึงข้อมูลเอกชน

เอกชนอยากเห็นมาตรการทางภาษีมากกว่า

ส่วน นายไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ ที่ปรึกษากฎหมายสมาคมผู้ผลิตสื่อออนไลน์ เสนอว่า โดยโครงสร้างถือเป็นหลักการที่ดี แต่เนื้อหาให้เจ้าหน้าที่เข้าถึงข้อมูลได้ทั้งกายภาพและเทคนิคหรือการเข้าแฮ็กฯ ข้อมูลได้เลย ทั้งๆ ที่ที่ผ่านมา กว่าจะได้ต้องขอต่อศาล เพราะอยู่ดีๆ เจ้าหน้าที่รัฐจะไปติดตามใครเลยไม่ได้ แม้แต่กฎหมายของดีเอสไอยังต้องให้อธิบดีศาลอาญาเป็นคนกลั่นกรองและมีกำหนดเงื่อนไขขั้นตอนไว้และมีกำหนดระยะเวลา และที่ผ่านมาก็พบว่าไม่มีการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ เช่นการให้คนลงทะเบียนตามอินเทอร์เน็ตคาเฟ่หากเข้าใช้บริการ แต่กลับมาออกกฎหมายที่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้

"เอกชนอยากเห็นมาตรการทางภาษีมากกว่า เพราะหากข้อมูลทางธุรกิจเขาถูกรัฐเข้าถึงได้เลย ความปลอดภัยของข้อมูลทางธุรกิจจะเป็นอย่างไร เราอยากให้ศาลมาอยู่ในกระบวนการนี้ เพราะสังคมจะรู้สบายใจมากขึ้น" นายไพบูลย์กล่าว และว่าไม่ควรยกเว้นความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่หรือของหน่วยงานรัฐ เพราะนายกฯหรือคณะรัฐมนตรี ทำความผิดต่อหน้าที่ยังไม่มีกฎหมายยกเว้นให้

นายไพบูลย์ กล่าวด้วยว่า กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเดิมได้คุ้มครองการรายงานข่าวเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่ร่างนี้ได้ตัดทิ้ง หากบังคับใช้นักข่าวต้องตกงานและจะมีคนตกงานมากขึ้น เพราะไม่มีอะไรให้รายงานได้อีกต่อไป และกฎหมายนี้ยังให้อำนาจสำนักงานธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์มีอำนาจทางปกครอง เช่น มีอำนาจปรับไม่เกินหนึ่งล้านบาทที่เป็นอำนาจของธนาคารแห่งประเทศไทยกรณีกระทำผิดในการทำธุรกรรมทางการเงิน

ห่วงละเมิดสิทธิบุคคล-องค์กร

ส่วนนางมรกต กุลธรรมโยธิน อุปนายกสมาคมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต กล่าวว่า กฎหมายค่อนข้างมีอำนาจจนน่าตกใจ แต่เป็นไปอย่างหลวมๆ ไม่มีขั้นตอนและวิธีการใช้ดุลพินิจ การเก็บข้อมูลไว้ในระบบสองปี ที่กฎหมายบอกว่าให้ไว้ตามความจำเป็น ซึ่งเอกชนจำเป็นก็ไม่รู้อะไรเป็นสิ่งจำเป็นแค่ไหน เพราะหากเก็บไว้มากก็เป็นภาระของผู้บริหารอินเทอร์เน็ต

ส่วนนางวารุณี รัชตพัฒนากุล ผู้ผลิตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ กล่าวว่า ความเชื่อถือและมั่นใจของเอกชนว่าข้อมูลจะไม่ถูกนำไปใช้อย่างผิดกฎหมายเป็นเรื่องสำคัญ เรามีความเป็นห่วงว่าสิทธิบุคคลและองค์กรเอกชนได้รับการเคารพหรือไม่ เพราะเป็นโอกาสให้รัฐเข้าถึงข้อมูลได้เต็มที่ เราอยากเห็นกฎหมายที่ชัดเจน ว่าสิทธิขั้นพื้นฐานได้รับการเคารพ ต้องมีการถ่วงดุลและตรวจสอบ

แนะให้กฤษฎีกาเปิดรับฟังความเห็น

นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันอิศรา กล่าวว่า คนร่างกฎหมายมีความเร่งรัดและมีแนวคิดให้อำนาจรัฐ ที่น่าจะหมดไปได้แล้ว หากนำแนวคิดที่พวกเราเสนอไปแล้วปรับปรุงน่าจะมีความเหมาะสมกว่า จึงเห็นควรว่ารัฐบาลต้องนำร่างกฎหมายกลับมาทบทวนใหม่ทั้งหมด หากถอนไม่ได้ ก็อยากเสนอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาเปิดให้รับฟังความคิดเห็น เพราะเป็นเรื่องแปลกที่กฎหมายให้อำนาจทั้งการเข้าถึงและคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

นายปราเมศร์ มินศิริ ผู้แทนเว็บไซต์กระปุกดอทคอม กล่าวว่า การตัดสินใจลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ เขาต้องดูกฎหมาย ถ้าเห็นกฎหมายเหล่านี้แล้ว นักลงทุนก็คงเลือกไปลงทุนที่อื่นๆ เช่น มาเลเซีย ที่ส่งเสริมด้านต่างๆ ให้ผู้ลงทุน มีการเพิ่มศักยภาพ การให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง แม้แต่คนไทยเองที่อยากขยายการลงทุน ก็อาจย้ายฐานใหญ่ไปต่างประเทศกันหมด

"กฎหมายต้องเอื้อต่อการลงทุนให้มาก แต่กฎหมายนี้กำลังจะทำให้เรากลายเป็นประเทศที่มีแฮกเกอร์เป็นจำนวนมากขึ้นๆ" นายปราเมศวร์กล่าว

เผยรัฐรับทบทวนก.ม.ดิจิทัล

ภายหลังการหารือ นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ ให้สัมภาษณ์ว่า นายวิษณุมารับฟังอย่างเดียวว่าองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมีความคิดเห็นอย่างไรเพื่อนำไปดำเนินการ โดยจะมีการเชิญคณะของเราไปชี้แจงและแสดงความคิดเห็นภาพรวมในชั้นคณะกรรมการกฤษฎีกา ในกฎหมายดิจิทัลทั้ง 10 ฉบับที่มีเกี่ยวข้องกัน จากนั้นเมื่อรัฐบาลร่างกฎหมายจะเสร็จแล้วก็จะส่งร่างกฎหมายให้เราดูอีกรอบเพื่อมีความคิดเห็น ก็จะเป็นการรับฟัง 2 ระดับ

นายปราเมศวร์ มิรศิริ กล่าวว่า การหารือเป็นที่น่าพอใจ โดยกลุ่มของเรามีการอธิบายให้นายวิษณุเข้าใจ โดยนายวิษณุรับปากว่าเมื่อส่งกลับไปให้คณะกรรมการกฤษฎีกาไปร่างเป็นกฎหมายมีการลงรายละเอียดรายมาตรา เมื่อร่างกฎหมายใกล้เสร็จก็จะเชิญพวกเราไปร่วมดูอีกครั้ง ถือว่ารัฐบาลยอมชะลอ