(รายงาน) กกต.ร้อง "แม่น้ำ 5 สาย" ชง3เหตุผลค้านลดอำนาจ
มติของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.ยกร่างฯ) ที่ให้มี คณะกรรมการดำเนินการจัดการเลือกตั้ง (กจต.) ทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งแทน คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แล้วให้ กกต.มีหน้าที่เพียงควบคุมการเลือกตั้ง และยังตัดอำนาจแจกใบแดงก่อนประกาศผลเลือกตั้งนั้น ยังคงเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันของหลายฝ่ายว่าจะทำให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ยุติธรรมยิ่งขึ้นจริงหรือไม่
จริงๆ ประเด็นลักษณะนี้ถูกหยิบยกขึ้นไปหารือในการประชุมแม่น้ำ 5 สาย หรือกลไกพิเศษในการขับเคลื่อนประเทศหลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้าควบคุมอำนาจการปกครอง เมื่อวันที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมาเช่นกัน เพราะพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.มองว่าเป็นประเด็นปลีกย่อยที่ก่อปัญหาและความขัดแย้ง แทนที่จะมุ่งปฏิรูปหรือเดินหน้าประเด็นใหญ่ๆ ที่ส่งผลดีต่อประเทศในห้วงเวลาจำกัดที่ คสช.มีอำนาจ
ล่าสุดวานนี้ (5ก.พ.) หลังการประชุมแม่น้ำ 5 สายเพียง 1 วัน กกต.ซึ่งยังคงทำหน้าที่อยู่แม่ยกเลิกรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ไปแล้ว ก็ได้ขยับแสดงท่าทีเรื่อง กจต. ด้วยการส่งจดหมายเปิดผนึกถึงหัวหน้า คสช. ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คณะรัฐมนตรี (ครม.) และประธาน กมธ.ยกร่าง ตลอดถึง กมธ.ยกร่างฯ สมาชิก สนช. สมาชิก สปช. และสื่อมวลชน
เนื้อหาในจดหมายเปิดผนึกดังกล่าวนำเสนอรวม 3 ประเด็นเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณากรณี กมธ.ยกร่างฯ มติลดทอนอำนาจของกกต. ประกอบด้วย 1.การให้มี กจต.ทำหน้าที่ในการจัดการเลือกตั้งแทน กกต. เห็นว่า การจัดการเลือกตั้งจนถึงการประกาศผลการเลือกตั้งควรมีหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบเพียงหน่วยงานเดียว การแยก "ผู้ควบคุมการเลือกตั้ง" กับ "ผู้จัดการเลือกตั้ง" ออกจากกันไม่ใช่หลักสากลที่นานาอารยประเทศยอมรับ
กว่าร้อยละ 90 ของประเทศต่างๆ ทั่วโลกกำหนดให้ กกต.เป็นองค์กรที่ทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งทั้งระบบ การให้ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ภายใต้กำกับดูแลของฝ่ายการเมืองที่สามารถให้คุณให้โทษแก่ข้าราชการประจำได้มาทำหน้าที่เป็น กจต. อาจส่งผลให้ขาดความเป็นอิสระ เกิดความสงสัยในความเป็นกลางทางการเมืองของผู้ทำหน้าที่จัดการเลือกตั้ง รวมทั้งขณะปฏิบัติหน้าที่จัดการเลือกตั้งยังต้องรับภาระงานประจำ ยากจะจัดการเลือกตั้งเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและบริสุทธิ์ยุติธรรม
2.กรณีให้ กกต.มีอำนาจเพียงสั่งเลือกตั้งใหม่ (ใบเหลือง) เฉพาะในช่วงก่อนการประกาศผลการเลือกตั้ง โดยให้การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งผู้สมัคร (ใบแดง) เป็นอำนาจของศาลนั้น เห็นว่าควรคงอำนาจใบเหลืองและใบแดงก่อนการประกาศผลการเลือกตั้งไว้ที่ กกต. เนื่องจากการพิจารณาให้ใบแดงของศาลต้องใช้เวลา ทำให้เกิดช่องว่างทำให้ผู้กระทำผิดสามารถเข้าไปทำหน้าที่ด้านนิติบัญญัติหรือด้านบริหารได้ก่อนที่ศาลจะวินิจฉัย เช่น การเข้าไปเลือกผู้นำประเทศ การตรากฎหมาย สร้างความเสียหายแก่ประเทศ
ขณะเดียวกันก็เป็นการเปิดช่องให้ผู้กระทำผิดกลายเป็นผู้มีอำนาจทางการเมือง สามารถใช้อิทธิพลข่มขู่พยานเพื่อประโยชน์ของตนในการชนะคดีเลือกตั้ง การให้ กกต.มีอำนาจเพียงสั่งเลือกตั้งใหม่ก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง ทำให้ผู้สมัครที่มีทุนมากกว่าได้เปรียบ เพราะพร้อมที่จะแข่งขันในการเลือกตั้งใหม่โดยไม่มีข้อจำกัดด้านเงินทุนไม่ว่าจะกี่ครั้งก็ตาม จึงไม่เป็นการส่งเสริมให้การเลือกตั้งสุจริต เที่ยงธรรม
แม้ปัจจุบัน กกต.มีอำนาจในการสั่งเลือกตั้งใหม่และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง แต่การทุจริตก็ยังคงอยู่ ดังนั้นหากยกเลิกอำนาจดังกล่าวของ กกต. จะทำให้นักการเมืองไม่ยำเกรงกฎหมาย กล้าทำทุจริตฝ่าฝืนกฎหมายมากขึ้น เทียบได้กับสมัยรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 กกต.มีอำนาจสั่งเลือกตั้งใหม่และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งทั้งก่อนและหลังประกาศผลการเลือกตั้ง นักการเมืองมีความเกรงกลัวที่จะกระทำผิดมากกว่าปัจจุบัน
3.การตัดอำนาจหน้าที่ของ กกต.ในการส่งเสริม สนับสนุน ประสานงานกับหน่วยราชการ ในการให้การศึกษาแก่ประชาชนเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน เห็นว่าไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เนื่องจากกระบวนการส่งเสริมและให้การศึกษาถือเป็น "กระบวนการต้นน้ำ" สำคัญที่จะนำไปสู่การพัฒนาประชาธิปไตยและความเข้มแข็งของสังคม
ปัญหาทางการเมืองของไทยส่วนหนึ่งมาจากการซื้อสิทธิ์ขายเสียง จำเป็นต้องมีการให้การศึกษาทางการเมืองแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็เป็นบทบาทหนึ่งของ กกต.ทุกประเทศทั่วโลก





