วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

ร่างรธน.ใหม่เปิดช่องอนาคตยุบรวมอบต.ในท้องที่

ร่างรธน.ใหม่เปิดช่องอนาคตยุบรวมอบต.ในท้องที่ภายใต้เงื่อนไขการทำงานที่มีประสิทธิภาพมากกว่ามีครอบคลุมทุกตำบล

หลังมีบทบัญญัติให้องค์กรบริหารท้องถิ่นมีขนาดและศักยภาพที่เหมาะกับการปฏิบัติหน้าที่ ในมาตรา 2 กมธ.ยกร่างรธน.เสนอให้กำหนดสัดส่วนเพศหญิงนั่งในสภาท้องถิ่น 1 ใน 3 แต่ไร้ข้อสรุป เหตุรายละเอียดของการจัดระบบเลือกตั้งเพื่อตอบสนองยังไม่ชัด หวั่นมีปัญหาในอนาคตได้

ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมูญ ช่วงบ่าย ได้เข้าสู่การพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ในมาตรา (2/7/-)2 ว่าด้วยการวางอำนาจและหลักประกันของการกระจายอำนาจ ซึ่งอนุกมธ.ฯ ได้นำความของมาตรา 283, มาตรา 289 และมาตรา 290 ในรัฐธรรมนูญมาพิจารณาและปรับบทบัญญัติใหม่ ทั้งนี้ในวรรคแรกมีบทบัญญัติว่า “องค์กรบริหารท้องถิ่นต้องมีคณะผู้บริหารท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือสภาท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้งหรือความเห็นชอบของประชาชนโดยวิธีอื่น ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ” ได้มีกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้เสนอให้เพิ่มถ้อยคำที่เป็นหลักประกันของการมีสัดส่วนของเพศหญิงในสภาท้องถิ่น จำนวน 1 ใน 3 ของของสภาท้องถิ่นไว้ในช่วงท้ายของวรรค ทำให้ที่ประชุมได้มีข้อถกเถียงว่าการกำหนดสัดส่วนของสตรีดังกล่าวอาจทำให้การกำหนดรายละเอียดของการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นดังกล่าวทำได้ยาก เพราะในพื้นที่ต่างๆ มีข้อจำกัดที่แตกต่างกัน เช่น การสมัครเข้ารับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่น , คุณภาพและความสามารถของบุคคลที่ลงสมัครเลือกตั้ง รวมถึงคุณธรรมของผู้ที่ลงสมัครด้วย ดังนั้นการจะบังคับให้ประชาชนเลือกบุคคลที่เป็นไปตามข้อกำหนดของรัฐธรรมนูญอาจทำให้มีปัญหาได้ ทั้งนี้มีผู้เสนอให้แยกบัญชีของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นชายและหญิง แต่ยังมีข้อโต้แย้งเรื่องคะแนนเลือกตั้งที่ต้องมีการคำนวณเพื่อความสมดุลและเสมอภาคเท่าเทียม ทำให้ที่ประชุมได้นำประเด็นดังกล่าวรอการพิจารณาไว้ก่อน

ขณะที่วรรคอื่น ๆ ของมาตราดังกล่าวได้ยกมาพิจารณาและผ่านการพิจารณาโดยมีการปรับถ้อยคำเพียงเล็กน้อยจากร่างมาตราเดิมที่อนุกมธ.ยกร่างบทบัญญัตินำเสนอ โดยมีสาระสำคัญ คือ วรรคสอง ระบุว่า “องค์กรบริหารท้องถิ่นซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำบริการสาธารณะและสร้างความมั่นคงและเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและสังคมเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่น ย่อมมีอำนาจหน้าที่ของตนเองโดยเฉพาะ โดยอย่างน้อยต้องมีอำนาจหน้าที่ในด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่น การสาธารณูปโภค และสาธารณูปการ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม การพัฒนาเศรษฐกิจพื้นฐาน การศึกษาอบรม และการส่งเสริมศิลปวัฒธรรมของท้องถิ่น” ขณะที่วรรคสาม ระบุว่า “องค์กรบริหารท้องถิ่นต้องบริหารงานให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล และมีความอิสระในการกำหนดนโยบาย การบริหาร การจัดบริการสาธารณะ การบริหารงานบุคคล และการคลัง โดยต้องคำนึงถึงดุลยภาพระหว่างความเป็นอิสระและการมีมาตรฐาน ความสอดคล้องกับการพัฒนาของจังหวัด ภาค และประเทศเป็นส่วนรวม”

ส่วนวรรคสี่ ระบุว่า“องค์กรบริหารท้องถิ่นต้องมีขนาดและศักยภาพที่เหมาะสมกับการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยสามารถจัดทำบริการสาธารณะได้ในรูปแบบที่หลากหลาย สามารถสร้างความร่วมมือกับทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมได้ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าเป็นประโยชน์ และการบริการประชาชนอย่างทั่วถึง ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับสาระสำคัญของบทบัญญัติมาตราดังกล่าว มีประเด็นที่เพิ่มเติมคือ การกำหนดให้องค์กรบริหารท้องถิ่นเป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำบริการสาธารณะและสร้างความมั่นคง ความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและสังคมเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่น ทั้งนี้เพื่อเป็นการกำกับให้การบริหารท้องถิ่นต้องเป็นไปอย่างมีธรรมาภิบาล และกำหนดให้เกิดการกระจายอำนาจอย่างแท้จริงไปสู่ท้องถิ่น และให้สิทธิองค์กรบริการท้องถิ่นมีอิสระในการทำนโยบายเพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและสังคม โดยมีเงื่อนไขคือ เพื่อเป็นประโยชน์แก่ประชาชน นอกจากนั้นแล้วยังได้กำหนดขนาดขององค์กรบริหารท้องถิ่นที่เพื่อให้ทำงานได้อย่างมีศักยภาพและเหมาะสมกับการปฏิบัติหน้าที่ กล่าวคือ การบริหารงานท้องถิ่นที่เดิมจะมี องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) อยู่ทุกตำบล โดยไม่ได้คำนึงถึงศักยภาพและขนาดพื้นที่ ดังนั้นในอนาคตอาจพิจารณารวม อบต. ในพื้นที่เพื่อให้มีขนาดที่เหมาะสมกับจำนวนประชากร และศักยภาพของการพัฒนาพื้นที่ที่เมีวัฒนธรรมและถิ่นฐานใกล้เคียงกัน