วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

สปช.ตีกลับร่างก.ม.ผู้บริโภค ซ้ำซ้อนสคบ.-ผลาญงบ200ล.

มติสปช.ตีกลับร่างพ.ร.บ.องค์การอิสระคุ้มครองผู้บริโภค ให้ไปแก้ไขรายละเอียดใหม่ภายใน 30 วัน

ก่อนนำเข้าที่ประชุมอีกครั้ง "ครุจิต"ชี้ซ้ำซ้อนกับสคบ. แถมได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐปีละกว่า 200 ล้าน เสนอแก้กฎหมายสคบ.ให้ผู้บริโภคร่วมนั่งกรรมการ ด้าน"สารี"รับต้องแก้ไขรายละเอียดเพิ่มเติม ก่อนเสนอ สนช.

ในการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มีนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสปช. เป็นประธาน ได้พิจารณาร่างพ.ร.บ.องค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ...ที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว โดยสาระสำคัญของร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวคือ เป็นการปฏิรูปประเทศด้านการคุ้มครองผู้บริโภค แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรม สนับสนุนให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการกำหนดหลักเกณฑ์ร่วมกับหน่วยงานรัฐ ลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างผู้ประกอบการกับผู้บริโภค และเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการเพื่อสร้างผลิตผลด้านคุณภาพสู่สังคม ตลอดจนเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ

จึงได้บัญญัติให้มีองค์การเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคที่เป็นอิสระจากหน่วยงานของรัฐ ซึ่งประกอบไปด้วยตัวแทนผู้บริโภค ทำหน้าที่ให้ความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาของหน่วยงานของรัฐในการตรวจและการบังคับใช้กฎหมายและกฎ และให้ความเห็นในการกำหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค รวมทั้งตรวจสอบและรายงานการกระทำหรือการละเลยการกระทำอันเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค ทั้งนี้ให้รัฐสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินการขององค์กรอิสระดังกล่าวด้วย

"คุรุจิต"ชี้องค์กรคุ้มครองผู้บริโภคซ้ำซ้อนสคบ.

จากนั้นเปิดให้สมาชิกอภิปราย โดยนายคุรุจิต นาครทรรพ สปช.อภิปรายไม่เห็นด้วยว่า การที่จะให้มีองค์การอิสระเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคที่ไม่อยู่ภายใต้กำกับของรัฐ ทั้งที่ในปัจจุบันมีสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ที่เป็นหน่วยงานในการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งการที่แยกออกมาตั้งเป็นองค์กรอิสระที่มีอำนาจหน้าที่ซ้ำซ้อนกับสคบ.จะทำให้เกิดความสับสนในการใช้อำนาจตามกฎหมายหรือไม่ เช่น การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท การดำเนินคดีแทนผู้บริโภค เป็นต้น

นอกจากนี้การตั้งองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคที่เป็นหน่วยงานอิสระจากหน่วยงานของรัฐที่ถูกตั้งขึ้นโดยภาคเอกชน โดยกำหนดให้รัฐบาลจะต้องจัดสรรงบประมาณอุดหนุนในจำนวนที่เพียงพอสำหรับการบริหารและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการดำเนินงานขององค์การแต่ต้องไม่น้อยกว่า 3 บาทต่อหัวประชากร หากประชากรมี 68 ล้านคน ก็จะมีเงินอุดหนุนไม่ต่ำกว่าปีละ 200 ล้านบาท และกำหนดให้รายงานการดำเนินการให้กับนายกฯ เพื่อทราบ และให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)เข้ามาตรวจสอบบัญชีได้เท่านั้น รัฐสภาไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบหรือถอดถอนองค์กรนี้ได้

เป็นก.ม.เกี่ยวกับการเงินต้องผ่านครม.ก่อน

“ผมไม่ขัดข้องหากองค์กรนี้มีหน้าที่วิจัยปัญหาของผู้บริโภค เสนอแนะแนวทางและมาตรการแก้ไขเพื่อให้ฝ่ายบริหารได้แก้ไข แต่ไม่ใช่แย่งงานฝ่ายบริหารไปทำเอง และใช้งบประมาณแผ่นดินโดยขาดการตรวจสอบ เหตุใดจึงไม่แก้ไขกฎหมายสคบ. ด้วยการเพิ่มตัวแทนผู้บริโภคเข้าไปเป็นกรรมการ ที่สำคัญร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ น่าจะเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับการเงิน ตามรัฐธรรมนูญ ที่บัญญัติว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) เท่านั้นที่จะเป็นผู้เสนอกฎหมายที่เกี่ยวกับการเงินได้ ดังนั้นก่อนที่สปช.จะรับหลักการควรจะปรึกษากับครม.ก่อน “นายคุรุจิต กล่าว

"เสรี"แนะแก้ไขใหม่

นายเสรี สุวรรณภานนท์ สปช.กล่าวว่า ตนขอตั้งข้อสังเกตว่า การตั้งองค์การอิสระขึ้นมาโดยไม่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานของรัฐ คือแยกอิสระเด็ดขาด จึงขอให้พิจารณาให้ถี่ถ้วนเพราะการยึดโยงกับการบริหารต้องใช้งบประมาณแผ่นดิน ความเป็นอิสระต้องตรวจสอบได้โดย สตง. แต่หากเป็นแบบนี้ก็เป็นอิสระแบบเอกชน และกรรมการในชุดนี้ต้องตรวจสอบได้

ส่วนเรื่องเงินอุดหนุนที่รัฐต้องจัดสรรให้เพียงพอนั้น มีในบทเฉพาะกาลแล้ว ที่เป็นครั้งเดียวก็ถือว่าจบไป แต่ในร่างนี้กลับบัญญัติไว้ในมาตรา 8 อีก นอกจากนี้สัดส่วนของกรรมการในองค์การฯ ไม่ใช่มาจากองค์กรคุ้มครองผู้บริโภค แต่มาจากองค์กรที่คุ้มครองผู้ประกอบการมากกว่า จึงอยากให้มีการแก้ไข

ทั้งนี้หลังเปิดให้สมาชิกอภิปรายอย่างกว้างขวาง ในที่สุดที่ประชุมมีมติ ไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการฯ ด้วยคะแนน 145 ต่อ 72 งดออกเสียง 7

"สารี"รับต้องปรับปรุงให้ดีก่อนชงสนช.

ด้านน.ส.สารี อ๋องสมหวัง ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภค สปช. ให้สัมภาษณ์ว่า ตนเข้าใจสมาชิก สปช.ที่ลงมติไม่ผ่านร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว เพราะยังอาจไม่เข้าใจในส่วนที่เป็นประเด็นรายละเอียด เช่น การตรวจสอบกรรมการองค์การฯ ว่าจะสามารถทำได้อย่างไร แม้ในร่างพ.ร.บ. จะกำหนดบทลงโทษคณะกรรมการหรือกรรมการที่ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ด้วยการต้องโทษจำคุก 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2 หมื่นบาทถึง 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้มีคำอธิบายคือ ต้องเป็นไปตามกระบวนการทางอาญา คือ ผู้เสียหายต้องไปแจ้งความ เป็นต้น

การลงมติดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นการคว่ำร่างพ.ร.บ.องค์การอิสระฯ เนื่องจากร่างกฎหมายดังกล่าวที่ประชุม สปช.ได้รับหลักการไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา ส่วนการพิจารณาครั้งนี้ ถือเป็นการพิจารณาในรายละเอียด โดยหลักการปฏิบัติ สมาชิก สปช.สามารถขอแปรญัตติขอแก้ไขหรือเพิ่มเติมร่างกฎหมายได้

"เมื่อที่ประชุมสปช.ขอให้ไปแก้ร่างกฎหมาย ตามข้อเสนอแนะเพิ่มเติม ก็ต้องไปแก้ไขสาระในร่างกฎหมาย โดยหลังจากนี้ 7 วันจะรับคำแปรญัตติของสมาชิกสปช. จากนั้นที่ประชุมกมธ.ปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภค จะมาแก้ไขและกลับเสนอให้ที่ประชุมสปช.ภายใน 30 วัน ดังนั้นคิดว่าข้อเสนอจะทำให้ร่างกฎหมายฉบับนี้สมบูรณ์มากกว่าที่เสนอไป และการแก้ไขรอบนี้ไม่ได้มีปัญหาใดๆ ทั้งนี้เข้าใจว่า สปช.อยากทำสาระของร่างกฎหมายให้ดีที่สุด และเพื่อประโยชน์ต่อการคุ้มครองผู้บริโภคก่อนเสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) พิจารณา เพราะร่างกฎหมายฉบับนี้ก็ถือเป็นตัวแทนของสปช.ด้วยเช่นกัน" น.ส.สารี กล่าว

"อลงกรณ์"ชี้ยกร่างรธน.แล้ว50%

ขณะที่ในการประชุมกมธ.ปฏิรูปการเมือง สปช.ที่มีนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ สปช.ด้านการเมือง เป็นประธาน ได้เชิญตัวแทนกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้แก่ นายไพบูลย์ นิติตะวัน กมธ.ปฏิรูปการเมือง 1 ในกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ร่วมประชุมเพื่อพิจารณากรณีการนำระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม มาใช้ในประเทศไทย ทั้งนี้ก่อนเข้าสู่วาระพิจารณา ที่ประชุมได้หารือถึงประเด็นการพิจารณารายละเอียดของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และการทำข้อสังเกตไปยังกมธ.ยกร่าง เพื่อให้พิจารณาปรับปรุงและแก้บทบัญญัติเพื่อให้มีความสมบูรณ์และตรงกับข้อเสนอที่ สปช.ได้เสนอไป

นายอลงกรณ์ พลบุตร กมธ.ปฏิรูปการเมือง กล่าวว่า ขณะนี้ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ถือว่าทำงานไปถึงหลักกิโลเมตรที่ 50 หรือ 50% แล้ว ทั้งนี้ในการพิจารณาร่างบทบัญญัติควรมีการรับฟังเสียงสะท้อนจากกมธ.ปฏิรูปการเมืองด้วย เพื่อให้การยกร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นการร่วมรับผิดชอบ และเพื่อไม่ให้ร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุม สปช. นั้นถูกยื่นคำขอแปรญัตติรื้อใหม่ทั้งฉบับ ส่วนกรณีที่กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญไม่แก้ไขตามคำขอแปรญัตติหรือทบทวน ตนเชื่อว่ามีโอกาสสูงที่ร่างรัฐธรรมนูญจะถูกคว่ำได้ง่าย

ทั้งนี้ในประเด็นดังกล่าวมีกมธ.ปฏิรูปการเมืองที่เห็นด้วยและอยากให้มีการนัดประชุมร่วมกับกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญหรือตัวแทน เช่น นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ, นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะผู้เสนอการเลือกตั้งระบบสัดส่วนผสม แต่ประเด็นดังกล่าวยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ โดยนายสมบัติ กล่าวกับที่ประชุมว่า ก่อนหน้านั้นเคยมีแนวคิดดังกล่าวแต่กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญระบุว่าหากมาร่วมประชุมกรรมาธิการฯใดแล้วจะต้องรับผิดชอบเข้าประชุมทุกกรรมาธิการฯ ขณะที่การเข้าไปรับฟังการยกร่างรัฐธรรมนูญสามารถทำได้แต่งดการแสดงความเห็น ดังนั้นกรณีที่กมธ.ปฏิรูปการเมืองจะไปเสนอความเห็นอาจไม่สามารถทำให้เกิดประโยชน์ได้

ขณะที่การพิจารณาในประเด็นการเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม นายไพบูลย์ ได้ชี้แจงว่า ขณะนี้ที่ประชุมยังไม่เข้าสู่การพิจารณา แต่ประเด็นที่กมธ.ปฏิรูปการเมืองที่เป็นห่วง อาทิ ทำให้เกิดรัฐบาลผสม รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ เป็นประเด็นที่กมธ.ยกร่างได้หารือและอยู่ในระดับที่ระวังอย่างมาก ทั้งนี้ในรายละเอียดร่างมาตราที่อยู่ในกลุ่มการเมือง ซึ่งอยู่ในภาค 2 ว่าด้วยผู้นำการเมืองที่ดีและสถาบันการเมือง ในหมวด 3 รัฐสภา และหมวด 4 คณะรัฐมนตรี จะมียอดมาตรา รวม 100 มาตรา และคาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาของกมธ.ยกร่างรัฐธรมนูญช่วงปลายเดือน ก.พ.หรือต้นเดือนมี.ค.นี้

โดยส่วนตัวยอมรับว่าระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนนั้นมีจุดอ่อน แต่กมธ.ยกร่างได้ใช้หลักการพิจารณา ว่าการเมืองรอบที่ผ่านมามีปัญหาเกิดจากการผูกขาดรัฐสภาโดยพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียว ดังนั้นวิธีที่จะแก้ไข คือ ให้พรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองขนาดเล็กได้มีโอกาสทำงานในสภาด้วย โดยประเด็นการเคารพเสียงทุกเสียงของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งจะได้รับการคำนึงถึงด้วย ทั้งนี้มีประเด็นเพิ่มเติมจากระบบเลือกตั้งดังกล่าว คือให้นำคะแนน Popular Vote มาเติมเต็มการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อในพื้นที่หรือภาคนั้นด้วย ซึ่งเป็นวิธีที่เพิ่มเติมจากโมเดลของประเทศเยอรมนี

นายไพบูลย์ กล่าวด้วยว่าในประเด็นของการตรวจสอบฝ่ายบริหาร ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจฝ่ายบริหาร เบื้องต้นมีรูปแบบว่า หากฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว หากผลการลงมติของรัฐสภาพบว่ารัฐบาลไม่เป็นที่ไว้วางใจให้บริการงานต่อไปและต้องพ้นจากตำแหน่งไป มีข้อกำหนดให้สภาฯต้องยุบตามไปด้วย เพราะเป็นหลักการความรับผิดชอบ