วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'อนุพงษ์'เผยปปช.ยังไม่ส่งปมทุจริตยาฆ่าแมลง

"อนุพงษ์"เผยป.ป.ช.ยังไม่ส่งเรื่องปมทุจริตยาฆ่าแมลง รับเบื้องต้นมีแค่3ราย ขอศึกษากม. ไม่ฟันธงจำนวนจนท.ร่วมโกง

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ตรวจสอบและพบความผิดปกติในโครงการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติฉุกเฉินหรือ สารเคมี “เบโนบิล 50 % WP” หรือยาปราบศัตรูพืช โรคระบาดในยางพารา ที่แพงเกินจริงในพื้นที่หลายจังหวัด ซึ่งสตง.ได้ชี้มูลความผิดทางแพ่งกับข้าราชการกระทรวงมหาดไทยในหลายจังหวัดแล้ว เนื่องจากทำให้รัฐเกิดความเสียหายว่า เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานานแล้ว ในเรื่องของคดีความ ป.ป.ช.จะเป็นผู้ดำเนินการ ทางกระทรวงมหาดไทยเองมีหน้าที่ตรวจสอบทางวินัย ด้านการปกครอง ถ้าถึงขั้นที่จะต้องขยับการปฎิบัติงาน เมื่อกฎหมายระบุออกมาว่าทำได้ ก็จะต้องปฎิบัติ เพราะไม่สามารถปล่อยให้อยู่ในตำแหน่งได้ อย่างไรก็ตามตนขอตรวจสอบในแง่ของกฏหมายก่อน ส่วนจะมีผู้บริหารที่เกี่ยวข้องในคดีกี่คนนั้น คงพูดไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องการใช้อำนาจของ ป.ป.ช.

"ผมไม่แน่ใจว่า เปิดเผยได้มั้ย ผมทราบว่า มีหลายท่าน แต่ในเบื้องต้นมี 3 ราย ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมขอได้มั้ย เพราะผมยังไม่เห็นตัวเรื่อง ถ้าไปพูด เดี่ยวจะเป็นประเด็นทางกฎหมาย เอาเป็นว่า จำนวนยังไม่ยืนยัน เพราะยังไม่เห็นสำนวน” รมว.มหาดไทย กล่าว และว่า ขณะนี้ทางป.ป.ช.ยังไม่ได้นำเรื่องดังกล่าวส่งมาที่ตน อย่างไรก็ตามต้องรอดูความชัดเจนจากทาง ป.ป.ช.ก่อน ในด้านการปกครองเอง ต้องมาศึกษากฎหมายว่า บุคคลที่เกี่ยวข้องในคดีนี้ จะสามารถปฎิบัติหน้าที่ต่อไปได้หรือไม่ เมื่อกฏหมายระบุชัดเจนแล้วว่า สามารถทำได้ ก็จะลงโทษทันที" พล.อ.อนุพงษ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีทุจริตดังกล่าวมีที่มาจากสำนักตรวจสอบพิเศษภาค 6 ได้รับเรื่องร้องเรียน กล่าวหาว่า มีการทุจริตในการดำเนินโครงการช่วยเหลือผู้ผลิตยางพาราและข้าว ปีงบประมาณ 2554 ของจังหวัดบึงกาฬ ผลการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น สรุปได้ว่า เป็นการใช้งบประมาณเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน อำนาจอนุมัติเป็นของบิ๊กข้าราชการ ที่ได้จัดทำโครงการจัดซื้อผลิตภัณฑ์กำจัดศัตรูพืช ประจำปี 2554 ของจังหวัดบึงกาฬ 2 โครงการ คือ โครงการจัดซื้อสารเคมี “ คาร์เบนดาซิม ” ตามโครงการช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉิน กรณีโรคระบาด (ข้าว) ขนาดบรรจุขวดละ 1,000 cc จำนวน 28,211.5 ขวด งบประมาณ 48,927,963 บาท และโครงการจัดซื้อสารเคมี “ เบโนมิล 50% wp ” ตามโครงการช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉิน กรณีโรคระบาด (ยางพารา) ขนาดบรรจุกล่องละ 500 กรัม จำนวน 25,371 กล่อง งบประมาณ 48,700,800 บาท

นอกจากนี้รายงานข่าวยังแจ้งอีกว่า ทาง สตง.ได้ชี้มูลความผิดทางแพ่งกับข้าราชการกระทรวงมหาดไทยในหลายจังหวัดแล้ว เนื่องจากทำให้รัฐเกิดความเสียหาย โดยงบประมาณการจัดซื้อเป็นงบภัยพิบัติ มีการจัดซื้อยาปราบศัตรูพืช มีการเปิดภัย แต่กลับไม่มีภัยเกิดขึ้นจริง และมีการใช้เงิน โดยบางจังหวัดใช้งบประมาณในการดำเนินการสูงกว่าปกติถึงกว่าพันล้านบาทในพื้นที่หลายจังหวัดทางภาคอีสาน บางส่วนทางภาคเหนือ โดยในการจัดซื้อดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงปี 2554-2555 รวมแล้ว 22 จังหวัด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับขั้นตอนต่อไปของการดำเนินการของ สตง. จะส่งข้อมูลไปให้ทางกระทรวงมหาดไทยเพื่อให้มีการดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงจากผู้ที่ถูกชี้มูลความผิด เพื่อลงโทษทางกฎหมายทางแพ่งและอาญา ขณะเดียวกัน หากสตง.ส่งเรื่องไปยัง ป.ป.ช.ก็จำดำเนินการตามขั้นตอน โดยการตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนฯ เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาได้ดำเนินการแก้ข้อกล่าวหา แล้วจึงจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ เมื่อมีการพิจารณาชี้มูลความผิดเรียบร้อย จะส่งเรื่องมาที่ผู้บังคับบัญชาของกระทรวงมหาดไทย แล้วนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) กระทรวงมหาดไทย เพื่อลงโทษทางวินัยร้ายแรง อาทิ ให้ออก ปลดออก หรือไล่ออก ภายใน 30 วัน

มีรายงานว่า สำหรับ 22 จังหวัดส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ภาคอีสาน และภาคเหนือบางส่วนที่มีกรณีทุจริตในโครงการดังกล่าว โดยมีข้าราชการจำนวนมากในระดับเล็กกว่าผู้ว่าราชการจังหวัดที่มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้อง อาทิ รองผู้ว่าฯ นายอำเภอ อย่างไรก็ตามสำหรับผู้ว่าราชการจังหวัดที่มีส่วนไปเกี่ยวข้องกับการทุจริตยาปราบแมลงและปราบวัชพืชดังกล่าวบางรายได้เกษียณราชการไปแล้วจำนวน 9 จังหวัด ส่วนที่เหลือ 13 รายที่เป็นบิ๊กข้าราชการยังคงย้ายสลับไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดอื่น หรือเป็นตำแหน่งอื่นที่เป็นข้าราชการระดับ 10 ในระนาบเดียวกัน