วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เปิดคำแถลง'ปปช.-ยิ่งลักษณ์'ปิดคดีจำนำข้าว

(รายละเอียด) คำแถลงปิดคดีถอดถอน "วิชา" ยันป.ป.ช.ให้ความเป็นธรรม ด้าน"ยิ่งลักษณ์"ปฏิเสธทุกข้อหา

การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) โดยมี นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยมีการพิจารณากระบวนการถอดถอนน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกจากตำแหน่ง ตามมาตรา 6 วรรคสองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ชั่วคราว) พ.ศ.2557 ประกอบมาตรา 64 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2542 โดยวันนี้เป็นขั้นตอนการรับฟังคำแถลงการณ์ปิดสำนวนคดีของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ผู้กล่าวหา และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ผู้ถูกกล่าวหา โดยนายพรเพชรได้เชิญทั้งสองฝ่ายเข้าสู่ห้องประชุม มีนายวิชา มหาคุณ กรรมการป.ป.ช. เป็นตัวแทนจากฝ่ายป.ป.ช. ขณะที่ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา นำโดยน.ส.ยิ่งลักษณ์ โดยมีทีมทนายความ 4 คน และอดีตรัฐมนตรี 5 คน นั่งประกบ

นายวิชา แถลงเปิดคดีว่า ขอยืนยันว่า สนช.มีอำนาจเต็มที่ในการถอดถอนผู้ถูกกล่าวหาออกจากตำแหน่ง และตัดสิทธิการเมือง 5 ปี และยืนยันว่า ป.ป.ช.ให้ความเป็นธรรมอย่างเต็มที่ ไม่ได้ละเว้นหลักนิติธรรม โครงการจำนำข้าวเป็นการกำหนดราคารับจำนำข้าวสูงกว่าตลาด มีการรับจำนำราคาตันละ 15,000 บาท จากราคาตลาด 7,500 บาท เป็นการใช้กลไกการเมืองซื้อใจชาวนา จนชนะการเลือกตั้ง แต่มีวาระซ่อนเร้นในการทุจริตเชิงนโยบาย จากการไต่สวนโครงการนี้ในทุกระดับจะมีผู้ชักโยอยู่เบื้องหลังเพื่อหาผลประโยชน์ให้พวกพ้อง เล่นแร่แปรธาตุกันมากมาย ไม่เกรงกลัวกฎหมาย ป.ป.ช. ตรวจสอบยากที่สุด โดยพบว่า มีการระบายข้าวของรัฐในราคาถูก อ้างว่า เป็นการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ แต่ความจริงเป็นการนำไปขายต่อให้พวกพ้องภายใน ประเทศ

นายวิชา กล่าวว่า ที่ผ่านมาป.ป.ช. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน และคณะอนุกรรมการปิดบัญชีได้มีคำเตือนถึงผู้ถูกกล่าวให้ยกเลิกโครงการ ด้วยความเป็นห่วงการใช้งบประมาณในโครงการดังกล่าว และมีการทุจริตเกิดขึ้น แต่ผู้ถูกกล่าวหายืนยันต้องดำเนินโครงการต่อไป เพราะเป็นสัญญาประชาคม ยกเลิกไม่ได้ แต่ป.ป.ช.สามารถจับทุจริตเชิงนโยบายโครงการนี้ได้ชัดเจนที่สุด เท่าที่ประเทศนี้เคยมีการจับทุจริตมา แม้จะผู้กล่าวหาจะอ้างว่า มีกลไกตรวจสอบการทุจริต แต่เป็นเพียงเครื่องบังหน้าว่า ผู้ถูกกล่าวหาไม่มีเกี่ยวข้องการทุจริต ทั้งนี้ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดว่า ผู้ถูกกล่าวหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ไม่ยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยมีใบเสร็จเป็นหลักฐานเรียบร้อย คือ รายงานคณะอนุกรรมการปิดบัญชี ที่สรุปว่า โครงการมีการขาดทุนจำนวนมาก อยากถามว่า น่าเชื่อถือหรือไม่ เพราะคณะอนุกรรมการชุดนี้ประกอบด้วยปลัดกระทรวงการคลัง ผอ.สำนักงบประมาณ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ

นายวิชา กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีความเสียหายจากการจัดเก็บข้าวในโกดัง จนปลัดพาณิชย์ต้องแจ้งความเอาผิดกับคู่สัญญาโครงการรับจำนำข้าว สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ข้อหาฉ้อโกง ที่นำข้าวไม่ได้มาตรฐานมาเข้าร่วมโครงการ รวมทั้งหมด 3.6 ล้านตัน วงเงิน 6.5 หมื่นล้านบาท จากความเสียหายในการระบายข้าวขาดทุนและการจัดเก็บข้าวในโกดังส่งผลเสียต่อประเทศ โดยรมว.คลังเปิดเผยว่า ภาวะหนี้จากโครงการจำนำข้าว คาดว่า ขาดทุน 7 แสนล้านบาท จะต้องใช้หนี้เป็นเวลากว่า 30 ปี จนถึงรุ่นหลาน แม้ผู้ถูกกล่าวหาได้โต้แย้งข้อมูลของคณะอนุกรรมการปิดบัญชี แต่บุคคลที่เป็นคณะอนุกรรมการปิดบัญชีไม่มีส่วนได้เสียหรือผลประโยชน์ทับซ้อนจากโครงการรับจำนำข้าว ถ้าคณะอนุกรรมการชุดนี้มีเจตนาปิดบัญชีไม่ถูกต้อง ผู้ถูกกล่าวหาในฐานะผู้บังคับบัญชาก็ต้องดำเนินการทางวินัย อาญา จะปล่อยไว้ทำไม แต่ผู้ถูกกล่าวหาตระหนักว่า คณะอนุกรรมการชุดนี้ทำโดยถูกต้องตามอำนาจหน้าที่

นายวิชา กล่าว่า จากการไต่สวนของป.ป.ช.ยังพบว่า มีชาวนารวมตัวกันเรียกร้องเงินค่าจำนำข้าว มีชาวนาหลายรายไม่สามารถรอคอยเงินค่าจำนำข้าวได้ จนตัดสินใจฆ่าตัวตาย ขณะนี้มีข้าวค้างอยู่ในโกดังจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อการผลิตข้าวในฤดูกาลถัดไป ทำให้ชาวนาถูกกดราคาข้าว แต่ไม่มีผู้ใดรับผิดชอบ และผู้ถูกกล่าวหาก็ยังไม่เคยขอภัยต่อชาวนา เพียงแต่กล่าวว่า โครงการนี้เป็นที่ชื่นชอบของชาวนา ซึ่งเหมือนกับรัฐบาลจำนำข้าว ชาวนาจำนำชีวิต สุดท้ายประเทศจำนำหนี้ ป.ป.ช.ยืนยันว่า ผู้ถูกกล่าวหาทราบว่า ขั้นตอนของโครงการได้สร้างความเสียหายตลอดมา

“ ป.ป.ช. จึงเห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหามีความผิด ฐานจงใจไม่ใช้อำนาจหน้าที่นายกรัฐมนตรียับยั้งความเสียหาย ทั้งนี้เรื่องคุณธรรม จริยธรรมมีความสำคัญที่สุดในการบริหารราชการแผ่นดิน มีคำกล่าวว่า บุคคลที่ขาดสติปัญญา แต่มีคุณธรรม จริยธรรม พอจะชดใช้ให้เห็นว่า เป็นคนดี และทำประโยชน์แก่แผ่นดิน แต่คนมีสติปัญญา เฉลียวฉลาด แต่ขาดคุณธรรม จริยธรรม จะก่อให้เกิดความเสียหายรุนแรง ความเสื่อมทรามในบ้านเมือง กระบวนการถอดถอนเป็นการเริ่มต้นให้เห็นว่า ผู้ใดจะมารับผิดชอบในฐานะผู้นำสูงสุด โดยเฉพาะตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต้องมีคุณธรรม จริยธรรมสูงสุดกว่าคนอื่น เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีให้คนอื่นประพฤติปฏิบัติตาม ขอคาราวะบุคคลที่อยู่เบื้องหน้าให้ช่วยทำประวัติศาสตร์การถอดถอนครั้งนี้ให้ปรากฎผลเป็นจริง “นายวิชา กล่าว

น.ส.ยิ่งลักษณ์ แถลงปิดคดี ว่า มาวันนี้เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ และขอความเป็นธรรมของสภา หวังว่า สนช.ทุกท่านจะใช้ดุลยพินิจถูกต้องเที่ยงธรรมเป็นประจักษ์ต่อสาธารณชน ไม่จำยอมจากการชี้นำของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง การที่ไม่ได้มาตอบข้อซักถามด้วยตนเองนั้น ก็เพราะข้อบังคับการประชุมระบุว่าผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถมาชี้แจงแทนได้ ตนในฐานะนายกฯที่กำกับนโยบายได้มอบหมายให้รัฐมนตรีไปขับเคลื่อนให้นโยบายเกิดขึ้น ดังนั้นรัฐมนตรีจะมีข้อมูลสามารถมาตอบข้อซักภามของสมาชิกได้อย่างเข้าใจกว่าตน

น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวอีกว่า ขอโต้แย้งรายงานสำนวนและความเห็นของป.ป.ช.ที่กล่าวหาตน ซึ่งมีข้อสังเกตุที่เป็นพิรุธไม่สมควรที่จะเป็นสาเหตุให้ตนถูกถอดถอนคือรัฐธรรมนูญปี 50 สิ้นสุดแล้วได้เหลือเพียง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช ที่มิอาจถอดถอนได้ เพราะไม่มีรัฐธรรมนูญให้อำนาจไว้ การที่กล่าวหาว่า ตนมีพฤติกรรมส่อว่าจงใจใช้อาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ นำไปสู่การถอนถอนและตัดสินทางการเมือง 5 ปี ถือป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของตน ซึ่งต้องมีอำนาจรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ จะอาศัยเพียงพ.ร.บ.ป.ป.ช.ไม่ได้ ขอยืนยันว่าตนไม่เหลือตำแหน่งอะไรให้ถอดถอนอีกแล้ว เป็นการถอดถอนที่ซ้ำซ้อน ทั้งนี้ เป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่9/2557 ที่วินิจฉัยให้สถานะความเป็นนายกฯ สิ้นสุด ซึ่งรัฐธรรมนูญได้ถูกยกเลิกไปแล้ว ปปช.จึงไม่มีอำนาจในการส่งเรื่องนี้มายังสภา หากจะมาถอดถอนซ้ำจะเป็นการทำผิดรธน.เสียเอง

น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวต่อว่า การอ้างว่าใช้เวลาไต่สวนตน 1 ปี 10 เดือน ไม่เป็นความจริง เพราะการแจ้งข้อกล่าวหาคดีนี้ใช้เวลาเพียง 21 วัน เพราะคำสั่งของป.ป.ช.ที่แจ้งข้อกล่าวหาตนเมื่อวันที่ 28 ม.ค.57 จากนั้น 19 ก.พ.57 ได้รับหนังสือแจ้งให้ไปรับทราบข้อกล่าวหา จากนั้นอีก 80 วัน ก็มีมติชี้มูลความผิดรวมเวลา 101 วัน ไม่ใช่ 1 ปี 10 เดือน นอกจากนี้หลายสำนวนไม่ได้เกี่ยวข้องกับคดีที่กล่าวหาแต่กลับมารวมในคดี เช่น กรณีการระบายข้าวแบบทีทูจี โดยเฉพาะการที่นายวิชาไปกล่าวในการเสวนา เมื่อวันที่ 5 เม.ย.57 ซึ่งกล่าวหาว่าข้าวในโครงการ 2 ล้านตันได้หายไป เป็นการกล่าวที่เลื่อนลอย และชี้นำสังคมเพื่อให้สาธารณะเข้าใจผิดว่า ตนละเว้นไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้น ซึ่งไม่พึงกระทำในฐานะที่นายวิชาเป็น กก.ป.ป.ช. ที่รับผิดชอบในสำนวนที่ต้องอำนวยความยุติธรรม ทั้งที่จริงกรณีข้าวหาย 2 ล้านตันไม่เป็นจริง เพราะอตก. และอคส. ยืนยันความมีอยู่จริง แม้จะนำหลักฐานมายืนยันต่อป.ป.ช. แต่ป.ป.ช.ไม่รับฟัง บางคดีอยู่นอกสำนวน ก็มากล่าวผสมปนเปในสำนวนถอดถอน ทำให้เข้าใจผิดน อกจากนี้รายงานคณะอนุกรรมการปิดบัญชี ครั้งที่ 4 ระบุ ขาดทุน 5 แสนกว่าล้านบาทนั้น ไม่เป็นจริง เพราะมีการคิดการเสื่อมราคาไม่ตรง การคิดปริมาณข้าวค้างในสต๊อกมีการบันทึกไม่ตรงกัน อีกทั้งเอกสารคำวินิจฉัยป.ป.ช ก็ยืนยันในสำนวนนี้ว่าในชั้นนี้ยังไม่รากฎชัดเจนว่าผู้ถูกกล่าวหามีส่วนร่วมในการทุจริต หรือสมยอมให้เกิดการทุจริต

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังกล่าวต่อว่า ไม่มีคำสั่งหรือรายงานใดของคณะอนุกรรมการปิดบัญชีที่ให้ยุติโครงการรับจำนำข้าว มีเพียงการแจ้งความของปลัดกระทรวงพาณิชย์ที่ดำเนินคดีกับบริษัทคู่สัญญาเดิมที่ทำไว้ เพื่อป้องกันความเสียหายที่ทำกับรัฐ หากมีการทำผิดสัญญาก็ต้องชดใช้ร้อยละ 100 ส่วนที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)ส่งหนังสือมาให้ 3 ฉบับแรก ไม่ปรากฎรายงานความเห็นของป.ป.ช. และไม่มีการเสนอให้รัฐบาลยกเลิกโครงการ มีเพียงฉบับที่ 4 ในวันที่ 30 ม.ค. 57 ที่ให้รัฐบาลทบทวนโครงการรับจำนำข้าวเปลือกในฤดูกาลต่อไป ซึ่งก็เป็นช่วงที่รัฐบาลประกาศยุบสภา จึงมีฐานะเป็นรัฐบาลรักษาการ จึงไม่สามารถดำเนินการใดๆได้ จึงอยู่นอกเหนือสำนวน

น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ป.ป.ช.ยังตัดพยานที่ได้ตนเสนอไปจำนวน 18 ราย เหลือ 6 ราย โดยพยานที่ตัดไปล้วนเกี่ยวข้องกับประเด็นสำคัญ และมีการใช้พยานที่เป็นปฏิปักษ์ทางการเมืองกับรัฐบาลจำนวน โดย 4 ใน 7 ปากของป.ช.ช. เช่น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม นายนิพนธ์ พัวพงศ์กร ซึ่งเป็นผู้รับจ้างทำงานวิจัยให้กับป.ป.ช.และมีชื่อไปร่วมประชุมกับนายอภิสิทธิ์ที่ริเริ่มโครงการประกันรายได้ และนายระวี รุ่งเรือง ประธานเครือข่ายชาวนาไทย ที่เพิ่งตั้งขึ้นเมื่อเดือนก.พ.57 และร่วมชุมนุมกับกปปส.ในการขับไล่รัฐบาล ซึ่งสนช.จะเชื่อความเห็นป.ป.ช.ได้อย่างไร

น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ข้อกล่าวหาที่ว่า โครงการจำนำข้าวทำให้เป็นภาระ มีการนำภาษีมาใช้และกระทบต่อระบบการเงินการคลังประเทศ ยืนยันไม่จริง แต่ก่อให้เกิดรายได้ต่อชาวนา นำไปสู่การใช้จ่ายต่อเนื่อง ทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นจำนวน 3.1 แสนล้านบาทคิดเป็น 2.7 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีของประเทศ และสามารถดูแลชาวนาถึง 23 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งประเทศ รวมทั้งหนี้สาธารณะของประเทศอยู่ในระดับเพียง 45 เปอร์เซ็นต์ซึ่งต่ำกว่าเพดาน 60 เปอร์เซ็น สรุปได้ว่า วินัยการคลังรัฐบาลช่วงที่ตนเป็นนายกฯ มีความเข้มแข็งมั่นคง ไม่ใช่เรื่องความเสียหาย ยืนยันว่า โครงการนี้มีประโยชน์มากกมายกว่าเงินลงทุนในโครงการ จึงไม่มีเหตุผลใดๆที่ต้องยุติโครงการ

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังกล่าวว่า ยืนยันรัฐบาลมีความจริงใจปราบทุจริตโครงการจำนำข้าว ไม่เคยละเลยการป้องกันทุจริตเพราะเป็นวาระแห่งชาติ มีการตั้งคณะกรรมากาชุดต่าง เช่น อนุกรรมการติดตามโครงการ คณะกรรมการตรวจสอบสต๊อกข้า คณะกรรมการปราบปรามทุจริตจนฟ้องคดีได้ 276 คดี นอกจากนี้รัฐบาลไม่ได้บิดเบือนกลไกการตลาดเพราะข้าวที่ชาวนามาจำนำกับรัฐบาลเป็นแค่ครึ่งหนึ่งชองผลผลิตทั้งหมด อีกครึ่งหนึ่งก็อยู่ในตลาดเอกชนและการระบายข้าวก็มีการเปิดประมูลซึ่งพ่อค้าก็เข้าร่วมประมูลได้ ซึ่งทำให้ราคาตลาดข้าวโลกเข้มแข็ง และเมื่อโครงการมีปัญหาและมีหน่วยงานท้วงติงทางรัฐบาลก็มีการปรับปรุงโครงการ เช่น การปรับราคาจำนำข้าวจากตันละ 1.5 หมื่นบาทเป็น 1.2 หมื่นบาท และมีการจำกัดวงเงินไม่เกินครัวเรือนละ 5 แสนบาทต่อครัวเรือนรวมทั้งยังรักษากรอบวงเงินการรับจำนำข้าวอยู่ที่ 5 แสนล้านบาท

น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า มีข้อสงสัยในการกล่าวหาว่า เพราะเหตุใดโครงการรับจำนำข้าวที่ดำเนินการในรูปแบบของคณะบุคคล โดยมีมติครม.และมติคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.)ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ตนไม่ได้ดำเนินการเพียงลำพังในฐานะนายกฯหรือประธานกขช. แต่เหตุใดจึงถูกดำเนินคดีโดยลำพัง ทั้งที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายไม่ได้บัญญัติรับความผิดชอบ การดำเนินคดีสกับตนเป็นวาระซ่อนเร้นภายใต้การดำเนินคดีที่ไม่เป็นธรรม เป็นวาระการเมืองที่เห็นชัดเมื่อมีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญให้พ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 7 พ.ค.57 แล้ววันรุ่งขึ้นวันที่ 8 พ.ค.จะเป็นการบังเอิญหรือไม่ที่ปปช.ชี้มูลทันที วันนี้ปปช.ก็มาอ้างความบังเอิญชี้มูลการระบายข้าวแบบจีทูจี เพื่อชี้นำสังคม และกดดันสนช.ว่าตนมีพฤติกรรมส่อไปในทางทุจริต ขอยืนยันว่าได้ปฏิบัติหน้าที่นายกฯและประธานกขช.ครบถ้วนเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย และบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญทุกประการ และขอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาของปปช.และขอคัดค้านคำแถลงเปิดและปิดสำนวนตลอดจนรายงานของปปช.

“ดิฉันไม่เคยคิดโกง ไม่ปล่อยปละละเลย หรือพฤติกรรมใดๆที่ส่อไปในทางทุจริต วันนี้มาเพื่อขอความเป็นธรรมต่อสนช.ไม่ใช่ต่อตัวดิฉัน แต่ขอโอกาสให้คนจนได้มีชีวิตที่ดีขึ้นเหมือนคนอื่น ๆให้ชาวไร่ชาวนาได้ลืมตาอ้าปาก มีรายได้ที่เป็นธรรม คุ้มค่าเหนื่อย และมีคุณภาพชีวิตที่ดี ชาวนาเป็นกระดูกสันหลังของชาติ จะให้ชาวนาหลังหักไม่ได้ ไม่ควรปล่อยให้เขาเหล่านั้นใช้ชีวิตตามยะถากรรม อย่ามองเหรียญเพียงด้านใดด้านหนึ่งโดยไม่มองให้ครบทุกมิติเรื่องรายได้ และโอกาสที่หายไปของชาวนา ตลอดจนเศรฐกิจของประเทศ หากเทียบกับโครงการรับจำนำข้าวกับการแจกเงินโดยตรงนอกจากจะไม่ส่งเสริมอาชีพการปลูกข้าวแล้วกลับไปการให้คนรอรับการช่วยเหลือเพียงเพื่อบอกว่าไม่ยอมที่จะขาดทุนกับคนจน ดังนั้นการคิดเช่นนั้นเมื่อไหร่พี่น้องชาวนาจะยืนบนขาตัวเองได้ ดิฉันเป็นเด็กที่เติบโตจากต่างจังหวัด ได้รับการศึกษาจนมีอาชีพและประสบความสำเร็จ ขันอาสาเข้ามาทำงานรับใช้ประเทศ เมื่อได้รับโอกาสจากพี่น้องประชาชนก็ตั้งใจที่จะเข้ามาทำงาน อย่างซื่อสัตย์สุจริต ที่สำคัญไม่ต้องการเห็นประเทศมีความขัดแย้งทางการเมืองจนต้องใช้วิธีการทำลายล้างที่ไร้หลักการ และขาดความเป็นธรรมอย่างที่ดิฉันประสบอยู่ ดิฉันพร้อมที่จะพิสูจน์ตัวเองในการทำงาน แต่ขอความเป็นธรรมเพื่อที่ทุกคนจะได้เห็นว่าบ้านเมืองมีกฎหมาย บังคับใช้เป็นธรรม อันเป็นพื้นฐานสำคัญของความเป็นนิติธรรม และเพื่อให้การปฏิรูปและการปรองดองที่แท้จริงเกิดขึ้น เพื่อความสุข สันติกับคนไทย”น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าว