"สนช."กำหนดแถลงเปิดคดีสอย 38 ส.ว. ปมแก้ไขรธน 25 ก.พ.นี้ ไม่อนุญาติเพิ่มพยานเอกสารของผู้ถูกร้อง
ในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช. ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม เพื่อดำเนินกระบวนการถอดถอนสมาชิกวุฒิสภาจำนวน 38 คน ออกจากตำแหน่ง ตามมาตรา 6 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557ประกอบมาตรา 64 แห่งพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตพ.ศ.2542 เพื่อกำหนดวันแถลงของ ป.ป.ช. ผู้กล่าวหา และ ส.ว.จำนวน 38 คนผู้ถูกกล่าวหา ทั้งนี้นายพรเพชร แจ้งว่า พ.ต.ท.จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ในฐานะอดีต ส.ว.ผู้ถูกกล่าวหาได้ทำหนังสือ คัดค้านสนช. ที่เป็นอดีตส.ว.สรรหา ในปี 51 และปี 54 ร่วมกระบวนการถอดถอน เพราะถือว่ามีส่วนได้เสีย ซึ่งเรื่องนี้ตนได้เคยวินิจฉัยไปแล้ว เมื่อครั้งมีการร้องคัดค้าน 16 สนช. ที่เป็นอดีตส.ว. ที่ได้ยื่นร้องเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ว่าการยื่นคำร้องดังกล่าวถือเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญของสมาชิกที่สามารถกระทำได้ ดังนั้นสมาชิกสามารถที่จะเข้าร่วมกระบวนการถอดถอนและลงมติได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาชิกได้มีการอภิปรายแสดงความคิดเห็นคัดค้านทั้งนายสมชาย แสวงการ นายกิตติศักดิ์ รัตนวะราหะ นายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน ในที่สุดนายพรเพชร วินิจฉัยว่า ตนคงวินิจฉัยแตกต่างไปจากเดิมไม่ได้ เพราะหนังสือคัดค้านไม่มีเหตุผลที่ชัดเจน และไม่มีบทบัญญัติทางกฎหมายที่ห้ามไว้ ดังนั้นสมาชิกสามารถเข้าร่วมประชุมในกระบวนการถอดถอนและลงมติด้ ส่วนวันแถลงเปิดคดีนั้นกำหนด เป็นวันที่ 25 ก.พ.นี้ โดยให้สมาชิกสามารถยื่นญัตติซักถามคู่กรณีทั้งสองฝ่ายได้ถึงวันที่ 24 ก.พ.นี้ ทั้งนี้นายสมชาย ได้เสนอให้ที่ประชุมยกเว้นข้อบังคับ ให้เลื่อนการยื่นญัตติซักถามคู่กรณีออกไปเป็น เวลา12.00 น. วันที่ 27 ก.พ. เพื่อให้สมาชิกได้ฟังคำแถลงเปิดคดีก่อน เช่นเดียวกับคดีของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบด้วยคะแนน 179 ต่อ 1 และงดออกเสียง 4
จากนั้นที่ประชุมได้พิจารณากรณีที่ พ.ต.ท.จิตต์ ได้ยื่นคำขอเพิ่มเติมพยานเอกสาร จำนวน 2 รายการ คือคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ เลขที่ 53-58/ 2557 และหนังสือแจ้งจากศาลรัฐธรรมนูญ โดยนายพรเพชรได้ ให้ พ.ต.ท.จิตต์ และตัวแทนจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้าร่วมประชุมด้วย ทั้งนี้พ.ต.ท.จิตต์ ได้ชี้แจงว่า เอกสารดังกล่าวเป็นคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ กรณีการร้องถอดถอนสมาชิกรัฐสภา ที่ยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ ประกอบด้วย แก้ไขเรื่องที่มา ส.ว. แก้ไขมาตรา 68 ประกอบมาตรา 237และแก้ไขมาตรา 190 ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้มีการจำหน่ายคดีแก้ไขมาตรา 68 ประกอบมาตรา 237 และแก้ไขมาตรา 190 โดยอ้างเหตุผลว่า เป็นการสิ้นสุดรัฐธรรมนูญปี 50 ขณะที่การแก้ไขที่มา ส.ว.ทาง ป.ป.ช.ได้ไต่สวนและชี้มูลเรียบร้อยแล้ว โดยยังมีความเห็นของกรรมการป.ป.ช.เสียงข้างน้อย 1 คือนายวิชัย วิวิตเสวี กรรมการป.ป.ช.ที่ไม่เห็นด้วยต่อการส่งเรื่องถอดถอนมายังวุฒิสภา เนื่องจากเห็นว่ารัฐธรรมนูญ 50 ซึ่งมีศักดิ์สูงกว่าถูกยกเลิกไปแล้ว
ขณะที่นายวิชัย ได้คัดค้าน การเพิ่มพยานเอกสารว่า เอกสารดังกล่าวไม่มีประโยชน์ต่อการพิจารณาของ สนช.และการพิจารณาของ ป.ป.ช. ไม่ได้ดำเนินการตามบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญ เพียงอย่างเดียว แต่ดำเนินการตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ด้วย แม้ตนจะเป็นเสียงข้างน้อย แต่เมื่อมติของป.ป.ช.ที่จะส่งไปให้ถอดถอน ตนก็ยอมรับ และป.ป.ช.ก็มีอำนาจหน้าที่ในการถอดถอน
ที่ประชุมลงมติไม่อนุญาติให้เพิ่มพยานทั้ง 2 รายการ โดยรายการหนังสือแจ้งจากรัฐธรรมนูญ ไม่เห็นชอบด้วยคะแนน 65 ต่อ 109 งดออกเสียง 8 ส่วนรายการคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ เลขที่ 53-58/ 2557ไม่เห็นชอบด้วยคะแนน 51 ต่อ 122 งดออกเสียง 9 เสียง





