ภาคปชช.ค้านรัฐชะลอเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่21 หวั่นเอกชนผูกขาดครอบครองพลังงาน 39 ปี
จี้เปลี่ยนเป็นระบบแบ่งปันผลประโยชน์แทน ดักคอ"ประยุทธ์" เดินหน้าลุยส่อตระบัดสัตย์คำพูดตัวเอง
เมื่อเวลา 10.00 น. นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ แนวร่วมกลุ่มเวทีปฏิรูปพลังงานภาคประชาชน พร้อมน.ส.บุญยืน ศิริธรรม ประธานสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค เดินทางมายังศูนย์บริการประชาชน สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นหนังสือต่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อเสนอข้อมูลประกอบการคัดค้านการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 และพิจารณาเปลี่ยนจากระบบสัมปทานเป็นระบบเเบ่งปันผลผลิต โดยมีนายสุขสวัสดิ์ สุวรรณวงษ์ หัวหน้าศูนย์บริการประชาชน เป็นตัวแทนรับหนังสือ
นายปานเทพ กล่าวว่า วันนี้ภาคประชาชนหลายกลุ่มได้มายื่นหนังสือเพื่อคัดค้านการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ภายหลังที่นายกรัฐมนตรีเคยลั่นวาจาเมื่อวันที่ 28 ต.ค.2557 ว่าในเรื่องสัมปทานป โตรเลียมจะปฏิบัติตามมติของสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ซึ่งขณะนี้สปช.มีมติไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ ภาคประชาชนจึงมาทวงถามสัตยาบรรณของนายกรัฐมนตรี หากนายกรัฐมนตรีเดินหน้าระบบสัมปทานเท่ากับว่านายกรัฐมนตรีตระบัดสัตย์ต่อคำพูดของตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มาก โดยก่อนหน้านี้ก็เคยมีการไล่นายกรัฐมนตรีที่ตระบัดสัตย์มาแล้ว จึงไม่อยากให้เหตุการณ์ซ้ำรอยขึ้นอีก
"สปช.ได้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนแล้วทั่วประเทศ จึงมีการลงมติไม่เห็นด้วย แต่ถ้านายกรัฐมนตรีดำเนินการอีกจะถิอว่าผิดคำพูดที่เคยลั่นวาจากับประชาชน หากยังมีการเดินหน้าสัมปทานครั้งนี้ก็จะดำเนินการตามสถานการณ์ เพราะหากจะดันทุรังต่อไปจะเป็นอันตรายต่อประเทศ"นายปานเทพ กล่าว
น.ส.บุญยืน กล่าวว่า วันนี้ประชาชนไม่ได้คัดค้านเรื่องการเปิดสัมปทานปิโตรเลียม แต่ขอให้ชะลอไปก่อน ถ้ามีการให้การเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบบนี้ ลูกหลานจะต้องรอไปอีก 39 ปีเพราะเรื่องปิโตรเลียมได้ปิดประตูไปแล้ว จึงขอตั้งคำถามนายกรัฐมนตรีว่าประเทศไทยขาดแคลนพลังงานหรือไม่ ถ้าขาดแคลนพลังงานก็ต้องหากรรมสิทธิเรื่องพลังงาน แต่ถ้าประเทศไทยได้ส่วนแบ่งพลังงานเป็นแค่เงินเพื่อนำไปซื้อพลังงาน ที่สุดแล้วผู้ได้สัมปทานก็จะเป็นผู้กำหนดนโยบายเรื่องพลังงาน ไม่ใช่ประเทศไทย เพราะเมื่อบริษัทใดได้สัมปทานไปแล้วกรรมสิทธิ์เรื่องปิโตรเลียมที่ผลิตได้จะตกเป็นของผู้รับสัมปทานทั้งหมด ส่วนรัฐจะได้รับผลประโยชน์เฉพาะเป็นแค่ตัวเงินเท่านั้น และต้องไปซื้อก๊าซธรรมชาติและน้ำมันจากแหล่งสัมปทานในประเทศด้วยราคาที่ไม่แตกต่างจากการนำเข้า
"การเปิดสัมปทานรอบที่ 21 จะมีผลผูกพันต่อประเทศชาติและประชาชนในระยะเวลา 39 ปี ซึ่งการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมไม่ได้แก้ปัญหาวิกฤติพลังงานที่อ้างว่าพลังงานของประเทศจะหมดภายใน 8-9 ปีหากไม่มีการเร่งเปิดสัมปทาน แต่ถ้ารัฐบาลใช้เวลาดังกล่าวในการดำเนินการเปลี่ยนระบบสัมปทานเป็นระบบแบ่งปันผลผลิตก็จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศมากกว่า ดังนั้นเรื่องนี้ทำไมประชาชนจึงเชื่อกลุ่มภาคประชาชนมากกว่ารัฐบาล เพราะประชาชนที่ออกมาให้ข้อมูลไม่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องหรือไม่ เรื่องนี้จึงอย่ารนรานเรื่องพลังงานมากกว่าการปฏิรูป"น.ส.บุญยืน กล่าว
ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยนโยบายพลังงานและทรัพยากร มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ตนจะยื่นหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงกับนายกรัฐมสตรี ภายหลังเข้าไปพูดคุยกับคณะกรรมาธิการด้านพลังงานของสปช. ซึ่งตนได้ชี้แจงเรื่องวิธีศึกษา และผลสำรวจการศึกษา แต่ในรายงานข้อสรุปถึงนายกรัฐมนตรีกลับไม่ได้ปรากฏในข้อดีของระบบแบ่งปันผลปนะโยชน์ หรือข้อเสียของระบบสัมปทาน อาทิ ข้อเสียของระบบสัมปทานจะขัดวัตถุประสงค์ความมั่นคงด้านพลังงาน เพราะกรรมสิทธิ์ปิโตรเลียมจะเป็นของเอกชนหรือข้อดีเรื่องระบบแบ่งปันผลผลิตซึ่งจะตรงตามวัตถุประสงค์ด้านพลังงาน เป็นระบบหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ โดยรัฐมีทรัพยากรปิโตรเลียม เอกชนมีเงินลงทุนและเทคโนโลยี เมื่อได้ผลผลิตปิโตรเลียมจึงนำมาแบ่งตามสัญญา ทำให้ข้อสรุปทั้งหมดไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่ได้ชี้แจงกับกรรมาธิการไว้ ซึ่งจะกระทบต่อการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี
"ผมจะเปิดหลักฐานใหม่เกี่ยวกับเรื่องสัมปทานในวันศุกร์ที่ 23 ม.ค.ที่ม.รังสิต ชั้น 22 อาคารทีเอสทีทาวเวอร์ ถนนวิภาวดี ซึ่งเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจต่อนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้"ม.ล.กรกสิวัฒน์ กล่าว
ขณะที่นายอิฐบูรณ์ อ้นวงศา หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานออกมาระบุว่า ประเทศไทยต้องเดินหน้าเรื่องระบบสัมปทานต่อไป เพื่อไม่ให้พลังงานของประเทศต้องหมดลง แต่เมื่อวันที่ 13 ม.ค.2558 สปช.ด้านพลังงานก็มีมติไม่เห็นด้วยในการเปิดสัมปทานปิโตรเลียม แต่วันที่ 16 ม.ค.2558 กระทรวงพลังงานก็ได้ต้อนรับอุปทูตประเทศสหรัฐอเมริกาที่มาเยี่ยมคารวะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมสอบถามเรื่องนโยบายพลังงานของไทย จึงเกรงว่าสหรัฐอเมริกาเกี่ยวข้องเรื่องผลประโยชน์พลังงานในอ่าวไทยหรือไม่ ดังนั้นประชาชนขอเรียกร้องให้รัฐบาลกลับมาเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์พลังงาน ในระบบแบ่งปันผลผลิต ซึ่งพลังงานจะหมดแน่นอนถ้ายังเป็นระบบสัมปทานแบบเดิม





