"กสม."แถลงยันสถานะเกรดเอยังไม่ถูกลดระดับ ชี้เข้าร่วมงานสิทธิฯสากลได้ จี้สนช.-รบ.ออกร่างกม.สิทธิฯ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) ได้เผยแพร่เอกสารข่าวโดยระบุว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อมวลชนและมีการเผยแพร่รายงานผลการประเมินสถานะของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของไทย (กสม.) โดยคณะอนุกรรมการประเมินสถานะของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (เอสซีเอ) ซึ่งอยู่ภายใต้คณะกรรมการประสานงานระหว่างประเทศว่าด้วยสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (ไอซีซี) กรณีเอสซีเอ ได้ทำข้อเสนอให้ลดระดับของกสม.จากสถานะเอ เป็นบี ต่อไอซีซี เมื่อเดือนต.ค. 2557 นั้น
สำนักงานกสม.ขอชี้แจงเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องว่าไอซีซี ได้เลื่อนการพิจารณาข้อเสนอดังกล่าวไปเป็นระยะเวลาอีกหนึ่งปีโดยจะเปิดโอกาสให้ชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมว่า กสม. มีการดำเนินการสนองตอบหรือมีความคืบหน้ามากน้อยเพียงใดต่อข้อห่วงกังวลของไอซีซี-เอสซีเอดังนั้น กสม. จึงยังคงอยู่ในสถานะ เอและสามารถเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ของไอซีซีและเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในภูมิภาคได้ตามปกติ อย่างไรก็ตาม สำนักงาน กสม.มีความเห็นต่อประเด็นข้อห่วงใยของไอซีซีและเอสซีเอที่จะส่งผลต่อการพิจารณาลดสถานะ กสม.ดังนี้
1.กระบวนการสรรหาและแต่งตั้ง กสม. กรณีที่ ไอซีซีและเอสซีเอ ได้แสดงความเห็นต่อกรณีการสรรหา คัดเลือก คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ว่าองค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหายังไม่สามารถประกันได้ถึงความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะภาคประชาสังคม ทั้งยังไม่มีบรรทัดฐานชัดเจนในการประเมินคุณสมบัติของผู้สมัครที่เหมาะสม กสม. ตระหนักถึงข้อห่วงใยดังกล่าว แต่กรณีนี้จำเป็นต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติพ.ศ. 2542 ซึ่งอยู่นอกเหนืออำนาจหน้าที่ของ กสม. อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การสรรหา และแต่งตั้ง กสม.สอดคล้องกับหลักการปารีส กสม.ได้จัดทำข้อเสนอแนะในการร่างรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับการสรรหา กสม. ไปแล้ว ทั้งนี้ กสม.ขอเน้นย้ำและเสนอให้มีการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหาให้มีความหลากหลายทางวิชาชีพ รวมถึงหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหา คุณสมบัติของ กสม. ที่มีประสบการณ์การดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชน และนำไปสู่การบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไป
2.การสนองตอบต่อสถานการณ์ที่กระทบสิทธิมนุษยชนให้ทันท่วงที กรณีที่ ไอซีซีและเอสซีเอ ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับการสนองตอบต่อสถานการณ์ที่กระทบสิทธิมนุษยชนให้ทันท่วงที โดยยกตัวอย่าง เหตุการณ์การประท้วงทางการเมืองและการปราบปรามประชาชน ในปี 2553 ส่งผลทำให้มีคนเสียชีวิตและบาดเจ็บและเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ใช้ความรุนแรงปราบปรามประชาชนโดยเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ กสม.ใช้เวลาในการ จัดทำรายงานล่าช้านั้น สำนักงาน กสม.ขอชี้แจงว่า ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยรวบรวมพยานเอกสาร พยานแวดล้อม รวมถึงรับฟังพยานบุคคล อย่างครบถ้วนและรอบด้าน เพื่อพิจารณาจัดทำรายงานการตรวจสอบและข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานภาครัฐ รวมถึงกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการส่งเสริมปกป้องและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนแถลงการณ์ต่อสาธารณะเพื่อแสดงท่าทีของ กสม. เกี่ยวกับสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งเน้นให้เกิดการยับยั้งต่อสถานการณ์ที่อาจนำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชน
3.ความเป็นอิสระและความเป็นกลาง กรณีที่ ไอซีซีและเอสซีเอ ได้แสดงความห่วงกังวลว่าเจ้าหน้าที่ของ กสม.ที่แสดงออกต่อสาธารณะถึงการฝักใฝ่ทางการเมืองขณะที่ทำหน้าที่นั้น กสม.ได้เน้นย้ำให้ เจ้าหน้าที่ของสำนักงานกสม. ต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนเอง โดยยึดหลักความเป็นกลางเช่นเดียวกับหลักการปฏิบัติหน้าที่ของ กสม.ที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ.2542 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เกิดเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองที่มีความเห็นแตกต่างกันเมืองภายในประเทศ จำเป็นจะต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นกลางอย่างเข้มงวด อย่างไรก็ตาม การแสดงความเห็นทางการเมืองของเจ้าหน้าที่ กสม. ย่อมถือเป็นสิทธิ เสรีภาพส่วนบุคคล หากมิได้นำตำแหน่งหน้าที่และชื่อขององค์กรไปกล่าวอ้าง ย่อมสามารถทำได้ในฐานะพลเมือง
4.กระบวนการร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กรณีที่ ไอซีซีและเอสซีเอ สอบถามความคืบหน้าต่อกระบวนการร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กสม. ได้ดำเนินการเสนอร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ.... (ฉบับใหม่) ที่สอดคล้องกับบทบาทหน้าที่ของ กสม. ตามหลักการปารีส ตั้งแต่วันที่ 11 เม.ย. พ.ศ. 2551 โดยยืนยันต่อรัฐบาลทุกรัฐบาลไปแล้ว แต่ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ได้ถูกจัดให้รอการพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎรมาโดยตลอด ถึงแม้ กสม.ได้ติดตาม เร่งรัดเพื่อให้มีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง หลังจากการรัฐประหารได้รับแจ้งจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีว่า ร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. ....(ฉบับใหม่) สมควรรอให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลบังคับใช้เสียก่อน
"ดังนั้น เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของ กสม.เป็นไปตามหลักการปารีส ซึ่งระบุให้มีรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน จึงขอเสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติเร่งนำร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมาพิจารณาโดยเร็ว"
5.ความคุ้มกันและความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ กรณีที่ไอซีซีและเอสซีเอ ยังคงมีข้อห่วงกังวลว่าพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ยังไม่มีบทบัญญัติว่าด้วยการคุ้มกันสมาชิกจากการถูกดำเนินคดีทางกฎหมายในกรณีการทำหน้าที่โดยสุจริตและเป็นการปฏิบัติงานตามหน้าที่ เพื่อป้องกันมิให้การปฏิบัติหน้าที่ของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติต้องตกอยู่ภายใต้อิทธิพลจากภายนอก หรือการถูกข่มขู่ที่จะมีการดำเนินคดีทางกฎหมายต่อสมาชิก ดังนั้น จึงมีความเห็นว่าพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ควรจะมีบทบัญญัติว่าด้วยการคุ้มครองดังกล่าวไว้อย่างชัดเจน พร้อมกับผลักดันให้ กสม. รณรงค์ในเรื่องนี้ต่อไป
สำนักงาน กสม. ขอเรียนว่า ในร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฉบับที่ได้เสนอสภานิติบัญญัติไปแล้ว จะมีบทบัญญัติคุ้มครองการปฏิบัติหน้าที่ของ กสม. ว่าหากได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริตแล้ว ย่อมไม่ต้องรับผิดทางอาญา ทางแพ่งและทางปกครองใดๆ
"กสม. หวังเป็นอย่างยิ่งว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สภาปฏิรูปแห่งชาติ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและรัฐบาลจะได้พิจารณาดำเนินการตามข้อห่วงใยของ ไอซีซีและเอสซีเอ ในส่วนที่เกี่ยวข้องดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ทั้งนี้ในส่วนของ กสม.และสำนักงาน กสม. เอง ได้เล็งเห็นความสำคัญต่อการพัฒนาการและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำหน้าที่ในทุกมิติ และทุกบริบทในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง อันเป็นการแสดงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนตามมาตรฐานสากลต่อไป"





