วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

กมธ.ยกร่างรธน.เดินหน้ากำหนดแนวนโยบายแห่งรัฐ

กมธ.ยกร่างรธน.เดินหน้ากำหนดแนวนโยบายแห่งรัฐ ย้ำเจตนารมณ์ประชาชนฟ้องยกเลิกโครงการรัฐได้

มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นประธาน ซึ่งพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ตามการเสนอของคณะอนุ กมธ.พิจารณายกร่างบทบัญญัติเป็นรายมาตราแห่งรัฐธรรมนูญ ที่มีนางกาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ เลขานุการ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นประธาน คณะอนุกมธ. ต่อเนื่องเป็นวันที่ห้า โดยเข้าสู่บทบัญญัติรายมาตราภาค 2 ว่าด้วยผู้นำทางการเมืองที่ดีและสถาบันการเมือง ในหมวด2 ว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ซึ่งมีร่างรายมาตราตามที่ อนุ กมธ.ยกร่างบทบัญญัติฯ เสนอรวม 16 มาตรา และมี กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เสนอเพิ่มเติม จำนวน 3 มาตรา

สำหรับการพิจารณารอบครึ่งวันเช้า ที่ประชุมสามารถพิจารณาร่างมาตราและให้ความเห็นชอบ ทั้งสิ้น 5 มาตรา โดยมีสาระสำคัญ คือ ร่างมาตรา (2/2)1 ว่าด้วยการวางหลักการให้รัฐต้องตรากฎหมายและกำหนดนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดิน โดยอนุกมธ.ฯ ได้นำความของมาตรา 77 วรรคแรกในรัฐธรรมนูญ 2550 มาพิจารณา ทั้งนี้ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้อภิปรายแสดงความเห็นและต้องการเพิ่มถ้อยคำที่กำหนดให้รัฐต้องยึดเป็นหลักการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม เพราะสภาพปัญหาการเมืองที่ผ่านมาพบว่ารัฐไม่ดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่รัฐธรรมนูญกำหนด ทั้งนี้ อนุ กมธ.ยกร่างบทบัญญัติชี้แจงว่า ในการบังคับให้รัฐดำเนินการใดๆ ตามข้อกำหนด ที่เคยมีผู้นำความไปฟ้องร้องเพื่อให้รัฐดำเนินการนั้น ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากการบริหารราชการแผ่นดินถือเป็นดุลพินิจของฝ่ายบริหาร แต่ในกรณีที่ฝ่ายบริหารละเมิดแนวนโยบายแห่งรัฐ เช่น ในข้อกำหนดได้ระบุไว้ว่ารัฐต้องไม่แทรกแซงกลไกตลาดหรือกิจการของเอกชน แต่หากพบว่ารัฐมีโครงการที่เป็นการแทรกแซงการทำงานของเอกชนนั้น ประชาชนสามารถที่จะฟ้องร้องให้รัฐเลิกการกระทำได้ พร้อมกับได้ยกตัวอย่างโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล ถ้าจะฟ้องให้ถูกต้องเอามติคณะรัฐมนตรีไปฟ้องกับศาลปกครอง ว่า ทำขัดหลักที่ว่ารัฐจะไม่เข้าไปแทรกแซงตลาด ทั้งนี้ในมาตราดังกล่าวได้มีการถกเถียงและได้ข้อสรุปที่ว่าให้คงตามบทบัญญัติที่อนุ กมธ.ฯ เสนอ

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าในมาตราดังกล่าวได้ตัดส่วนที่กำหนดให้การแถลงนโยบายต่อรัฐสภาของครม.ที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องชี้แจงต่อรัฐสภาให้ชัดแจ้งว่าจะดำเนินการใด ในระยะเวลาใดเพื่อบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ที่เขียนไว้ในวรรคสอง ของมาตรา 75 ในรัฐธรรมนูญ 2550 ออก เนื่องจากบทบัญญัติดังกล่าว ทางอนุกมธ.ยกร่างบทบัญญัติฯ ได้นำไปไว้ในส่วนของหมวดรัฐสภา อย่างไรก็ตามในประเด็นการแถลงนโยบายต่อรัฐสภานั้น ที่ประชุมกมธ.ฯ ได้ระบุถึงการมีกลไก หรือองค์กร เช่น องค์กรภาคประชาชน, สมัชชาพลเมืองแห่งชาติที่ควรมีหน้าที่ประเมินผลงานของรัฐบาลช่วงที่ผ่านมา ไม่ใช่ให้รัฐบาลหรือหน่วยงานทางราชการเป็นผู้ประเมินเท่านั้น เพราะหากปล่อยให้หน่วยงานรัฐเป็นผู้จัดทำไม่ก่อให้เกิดผลดีต่อการรับรู้ของประชาชน เนื่องจากเป็นการเปิดเวทีรัฐสภาให้รัฐบาลได้แถลงนโยบายของรัฐบาลรอบที่สองเท่านั้น โดยการหารือประเด็นดังกล่าว ที่ประชุมได้มีมติให้บันทึกไว้ในเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วย

ต่อจากนั้นเป็นการพิจารณาร่าง มาตรา (2/2)1 ว่าด้วยแนวนโยบายด้านความมั่นคงแห่งรัฐ โดยยึดความในมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ 2550 และเพิ่มถ้อยคำว่า “บูรณภาพแห่งอาณาเขตและเขตอำนาจรัฐ” เพื่อให้มีความหมายครอบคลุมกับการดำเนินงานของรัฐตามหลักการสากล นอกจากนั้นในการจัดให้กำลังทหาร อาวุธยุทโธปกรณ์ เพื่อพิทักษ์เอกราช อธิปไตยและความมั่นคงต่อรัฐ ซึ่งแต่เดิมระบุเพียงว่า"จัดให้พอเพียง"แต่อนุกรรมาธิการได้เพิ่มคำว่า"เหมาะสม"เข้ามาด้วย

ทั้งนี้ในการอภิปรายได้มีผู้ขอเสนอให้เพิ่มเติมขยายคำว่าความมั่นคงเข้าไปอีก โดยระบุว่า ปัจจุบันความมั่นคงไม่ใช่เพียงแค่ด้านความทหารเท่านั้น แต่ยังมีความมั่นคงสมัยใหม่เช่นอาชญากรรมข้ามชาติ การค้ามนุษย์ การฟอกเงิน ยาเสพติด ซึ่งกำหนดอยู่ในยูเอ็นและอาเซียน ซึ่งเสนอให้ใช้คำว่า"ความมั่นคงมิติใหม่" แต่มีกรรมาธิการบางคนเสนอว่าควรใช้คำว่า “ในทุกมิติ” อย่างไรก็ตามสุดท้ายที่ประชุมไม่เห็นด้วยเนื่องจากมองว่าที่บัญญัติไว้ครอบคลุมอยู่แล้ว ที่ประชุมจึงไม่ได้มีการปรับแก้เพิ่มเติม

ต่อมาเป็นการอภิปรายในมาตรา 2/2/3 ซึ่ทียบได้กับมาตรา 79 เดิม ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับศาสนา โดยระบุว่า “รัฐต้องให้ความอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาซึ่งเป็ศาสนาที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือมาช้านาน และศาสนาอื่น ส่งเสริมความเข้าอันดีและความสมานฉันท์ระหว่าวศาสนิกชนทุกศาสนา รวมทั้งสนับสนุนการนำหลักธรรมของศาสนามาใช้” และเปลี่ยนแปลงในตอนท้ายจากเดิมที่ระบุว่า “คุณธรรมและพัฒนาคุณภาพชีวิต” เป็น “ศีลธรรมการพัฒนาจิตและปัญญา” โดยให้เหตุผลว่าคล้องกับหลักศาสนามากกว่า

ขณะที่มาตราต่อมาเป็นมาตรา (2/2)4 ที่ว่าด้วยนโยบายด้านการต่างประเทศ ซึ่งนำมาจากรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 82 ทั้งนี้มีการปรับถ้อยคำเพื่อให้สมบูรณ์และสอดคล้องกับหลักการสากล ทั้งที่ที่อนุกรรมาธิการฯเสนอมานั้นเป็นคำกว้างๆ โดยไม่ระบุว่าเป็สนธิสัญญาประเภทใดบ้าง ซึ่งทำให้ถูกทักท้วงว่าเราไม่สามารถที่จะรับสนธิสัญญาทุกประเภทได้ เพราะเราไม่ได้เป็นประเทศใหญ่ ดังนั้นจึงต้องระบุประเภทสัญญาที่จะต้องรับและปฏิบัติตามเช่น ด้าน การเมือง ควมมั่นคง สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม สิทธิมนุษยชน

สำหรับมาตรา (2/2)5 ว่าด้วยแนวนโยบายด้านการบริหารราชการแผ่นดินได้นำความในมาตรา 78 ของรัฐธรรมนูญ 2550 และ มาตร 35 (7) ของรัฐธรรมนูชั่วคราวปี 2557 มาเขียน โดยมุงเน้นเรื่องการบริหารราชการให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลและมีกลไกขจัดความเหลื่อมล้ำ สร้างกลไกป้องกันการทุจริตและให้ยึดหลักของการกระจายอำนาจไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น