พรเพชร ปธ.สนช. แจ้งลงมติถอดถอน "นิคม-สมศักดิ์-ยิ่งลักษณ์" 23 ม.ค. จี้สมาชิกเข้าร่วมประชุมพร้อมเพียง
ที่รัฐสภามีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) โดยมีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ทำหน้าที่เป็นประธาน โดยวาระสำคัญในการพิจารณาคือการดำเนินกระบวนการถอดถอนนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา และนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา ออกจากตำแหน่งตามมาตรา 6 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ประกอบมาตรา 64 แห่งพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พุทธศักราช 2542 ซึ่งจะเป็นขั้นตอนการซักถามประเด็นตามที่ที่ประชุมสภา สนช.กำหนดตามญัตติของสมาชิก สนช. โดยคณะกรรมาธิการซักถาม ทั้งนี้ที่ประชุมจะเชิญคู่กรณีคือ ป.ป.ช. และผู้ถูกกล่าวหาเข้าประชุมอย่างพร้อมเพรียง โดยคำถามที่สนช.ยื่นถามได้มีการจัดกลุ่มและตัดคำถามซ้ำซ้อน โดยล่าสุดคำถามในคดีนายนิคม เป็นคำการถามต่อ ป.ป.ช.จำนวน 8 คำถาม ถามนายนิคม 7 คำถาม ส่วนคดีนายสมศักดิ์ เป็นถามป.ป.ช. จำนวน 9 ข้อ และถามนายสมศักดิ์จำนวน 6 ข้อ
นายพรเพชร แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า ในวันพุธที่ 21 ม.ค.จะมีการประชุมสนช.เพิ่มอีก 1 วัน เพื่อพิจารณาคดีถอดถอนอดีต 38 ส.ว.กรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มาส.ว.โดยมิชอบ และการแถลงปิดคดีถอดถอนนายนิคม ไวยรัชพานิช และนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา ส่วนวันที่ 22 ม.ค.จะแถลงปิดคดีถอดถอนน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จากนั้นที่ประชุมสนช.จะลงมติถอดถอนทั้งหมดในวันที่ 23 ม.ค.โดยเป็นการประชุมลับ เพื่อลงมติใช้วิธีขานชื่อ และให้สมาชิกเข้าคูหากาบัตรลงคะแนน ทั้งนี้นายพรเพชรได้กำชับสมาชิกว่า หากไม่ติดภารกิจจำเป็นจริงๆขอให้มาร่วมประชุมเพื่อลงมติ รวมทั้งขอให้สมาชิกสนช.ไม่แสดงความเห็นในทางคดี เพราะถือว่าคดีดังกล่าวมีความสำคัญมากที่อาจกระทบต่อกระบวนการถอดถอนของสนช. ซึ่งการดำเนินกระบวนการทุกเรื่องของสนช.ต้องเป็นไปตามกฎหมาย และรัฐธรรมนูญ รวมถึงข้อบังคับการประชุมสนช.ที่สมาชิกต้องปฏิบัติตาม ส่วนสมาชิกจะมีความเห็น หรือมีดุลยพินิจเรื่องการถอดถอนอย่างไร ขอให้เก็บไว้ในใจ
กมธ.ซักถาม 8 ข้อยื่นสอย “นิคม”
จากนั้นจึงเริ่มกระบวนการซักถาม โดยมีคำถามทั้งหมด 8 ข้อ โดยคณะกรรมาธิการซักถามฯแต่ละคน เริ่มซักถามคำถามต่างๆแทนสมาชิกสนช.ทั้ง 8 ข้อดังนี้ 1. เหตุใดป.ป.ช.จึงยืนยันส่งคดีถอดถอนนายนิคมให้สนช. ทั้งที่ไม่ใช่วุฒิสภา 2.ขอให้ป.ป.ช.ระบุฐานความผิดที่ส่งให้สนช.ดำเนินการให้ชัดเจนว่า นายนิคมมีความผิดตามกฎหมายใดบ้าง3.การที่ป.ป.ช.ระบุว่า การตัดสิทธิการอภิปราย มีผลประโยชน์ทับซ้อน หรือวาระซ่อนเร้น ขอให้ขยายความว่ามีผลประ โยชน์ซ่อนเร้นอย่างไร 4.พฤติการณ์ของนายนิคมมีความผิดทางอาญาหรือไม่ และการดำเนินการถอดถอนจะกระทบต่อการปฏิรูปและการสร้างความปรองดองหรือไม่ 5.การกระทำของนายนิคมที่บอกว่า ขัดต่อรัฐธรรมนูญและผิดกฎหมายสร้างความเสียหายให้ใคร อย่างไร 6.นายนิคมอ้างว่า ทำถูกต้องตามข้อบังคับการประชุมข้อ 59 ที่ระบุว่า เมื่อมีผู้เสนอญัตติปิดอภิปราย ก็ต้องให้ลงมติปิดอภิปราย เป็นการตีความข้อบังคับโดยถูกต้องใช่หรือไม่ 7.การที่นายนิคมระบุว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเอกสิทธิ์เด็ดขาดของสมาชิกรัฐสภา ผู้ใดจะนำไปฟ้องร้องไม่ได้ แต่เหตุใดป.ป.ช.ยังคงชี้มูลความผิดนายนิคม และส่งเรื่องให้สนช.ถอดถอน 8.ป.ป.ช.เห็นอย่างไรกับกรณีที่นายนิคมอ้างว่า เมื่อมีการลงมติปิดอภิปราย ประธานจะทำอย่างอื่นไม่ได้ เหตุใดป.ป.ช.ไม่ยอมรับคำโต้แย้งดังกล่าว
ป.ป.ช.ย้ำมีอำนาจไต่สวนชี้มูล”นิคม” ยกคำสั่ง คสช.และกม.ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด
นายวิชา ได้ตอบข้อซักถามต่างๆว่า คำวินิจฉัยของป.ป.ช.นอกจากระบุถึงฐานความผิดตามรัฐธรรมนูญปี 50 แล้ว ยังระบุถึงความผิดฐานมีพฤติการณ์ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ การใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญและกฎหมาย และการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 58 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตพ.ศ.2542 ด้วย และหลังจากป.ป.ช.ลงมติไปแล้ว ปรากฏว่า เกิดการยึดอำนาจ แม้จะให้รัฐธรรมนูญปี 50 ยุติไปแล้ว แต่มีประกาศจากคสช.ให้กฎหมายป.ป.ช.ยังคงใช้ได้ต่อเนื่อง รวมทั้งให้บทบัญญัติต่างๆที่เกี่ยวข้องกับศาล และกระบวนการยุติธรรม ยังใช้ได้อยู่ต่อไป จึงทำให้.ป.ป.ปช.ยังมีอำนาจส่งเรื่องให้สนช. ซึ่งป.ป.ช.ได้ไต่สวนและเห็นว่า นายนิคมมีการกระทำส่อว่า จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย จากกรณีการตัดสิทธิผู้อภิปรายเป็นการลิดรอนสิทธิของอดีตสมาชิกรัฐสภาที่ประสงค์จะอภิปราย ซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา 291 ตามรัฐธรรมนูญ ประกอบกฎหมายป.ป.ช.มาตรา 56, 58, 61 และ62 นอกจากนี้พฤติการณ์ของนายนิคมยังส่อว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งราชการ และขัดต่อมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงด้วย
มั่นใจผลประโยชน์ทับซ้อนเร่งลงมติ เพื่อตัวเอง
นายวิชา กล่าวว่า ส่วนเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนของผู้ถูกกล่าวหานั้น ป.ป.ช.เห็นว่า กรณีนี้เป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มาของส.ว. โดยแก้ไขให้ส.ว.ต้องมาจากการเลือกตั้ง ไม่มีส.ว.สรรหา จึงถือว่านายนิคมมีผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะเป็นส.ว.อยู่ด้วย โดยเฉพาะการแก้ไขให้ส.ว.ปัจจุบันลงสมัครส.ว.รอบใหม่ได้โดยไม่ต้องเว้นวรรค ถือว่าได้รับผลประโยชน์เต็มที่ อีกทั้งตัวประธานต้องระมัดระวังในการตัดสิทธิผู้อภิปราย และเหตุใดต้องรีบร้อน ซึ่งป.ป.ช.มองว่า เป็นการส่อหรือไม่ เพราะการส่อหมายความว่า แสดงให้คนอื่นไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ หรือไปเข้าข้างฝ่ายใด และการทุจริตไม่ได้หมายถึง กินสินบน แต่หมายถึงการรักษาความเป็นกลางด้วย ดังนั้นการดำเนินการในฐานะประธาน ต้องหลีกเลี่ยงการกระทำใดๆที่อาจทำให้ตนได้รับผลประโยชน์ทับซ้อน หรือมีฉายาแห่งการทุจริต
ชี้สอยปฏิปักษ์ปท.ไม่กระทบปรองดอง ครวญไม่เคยถอดถอนใครได้
นายนิคม กล่าวว่า การกระทำของนายนิคมเป็นการทำผิดกฎหมายอาญา หรือไม่ ป.ป.ช.เห็นว่า ไม่ใช่ความผิดทางอาญา เพราะคดีอาญาจะมีการแยกพิจารณาออกไปจากกัน ส่วนการถอดถอนจะกระทบต่อการปรองดองและการปฏิรูปหรือไม่นั้นผมกราบเรียนว่าในการดำเนินคดีและส่งเรื่องมายังสนช. ทางป.ป.ช.เล็งเห็นถึงการปรองดองในชาติเป็นสำคัญ แต่หลักเรื่องการปรองดองจะต้องไม่ลืมหลักสำคัญอีกหลัก คือ หลักนิติรัฐนิติธรรม จะต้องยึดตามกฎหมาย เมื่อต้นทางดำเนินการมาโดยอาศัยกฎหมายแล้วจะบอกให้ป.ป.ช.มายุติเรื่องนี้ด้วยการอ้างจะขัดกับการสร้างความปรองดองไม่ได้ เพราะแบบนั้นเรียกว่าเป็นหลักอำเภอใจ ธงนำของการไต่สวนของป.ป.ช.จะต้องดำเนินการต่อไปให้สุดทาง ส่วนจะถอดถอนได้หรือไม่ ขึ้นอยู่ดุลยพินิจของสนช. กระบวนการชี้มูลความผิด เพื่อถอดถอนบุคคลที่เป็นปฏิปักษ์ต่อประเทศออกจากตำแหน่ง จะก่อให้เกิดแนวทางให้เกิดความปรองดอง ยิ่งเสียกว่าการวางเฉยไม่ดำเนินการใดๆ เรื่องการถอดถอนที่ผ่านมาถือว่า ยาก เพราะทำเรื่องถอดถอนมาหลายเรื่อง ไม่เคยถอดถอนใครได้ แสดงว่า กระบวนการที่ผ่านมาไร้ซึ่งการบังคับใช้อย่างจริงจัง จึงมีความหวังอย่างยิ่งกับสภาฯแห่งนี้จะแยกระหว่างความปรองดอง กับหลักนิติรัฐ นิติธรรมออกจากกัน
อัดแก้ที่มาส.ว.เปลี่ยนแปลงหลักการของรธน.
นายวิชา กล่าวว่า ผลจากการกระทำของนายนิคม มีผลกระทบสำคัญต่อการใช้อำนาจ ซึ่งกระบวนการแก้รัฐธรรมนูญดังกล่าว เป็นการเปลี่ยนแปลงหลักการของรัฐธรรมนูญที่กระทบต่อที่มาส.ว.จากเดิมมี 2 ทาง จากการเลือกตั้ง และสรรหา เปลี่ยนเป็นการเลือกตั้งอย่างเดียว ส่งผลกลับไปเป็นเหมือนปี 2540 ที่เป็นสภาผัวเมีย แต่หากจะพูดเรื่องความเสียหายเป็นตัวเงินคงไม่สามารถชี้ชัดได้ แต่เรื่องความเสียหายทางสังคม การปกครอง เป็นเรื่องสำคัญสูงสุด การเปลี่ยนแปลงต้องใช้ความรอบคอบ ไม่ใช่ขู่เข็ญ หรือการห้ามพูดของฝ่ายคัดค้าน ซึ่งถือว่า มีความเสียหายเกิดขึ้นแล้วทั้งทางสังคม และการปกครอง จนมีการต่อต้านจากสังคม ทำให้ประชาชนออกมาต่อต้านจำนวนมาก จนเกิดการรัฐประหาร
นายวิชา กล่าวว่า แม้นายนิคมจะยืนยันว่า การปิดอภิปรายทำถูกต้องตามข้อบังคับการประชุม แต่ประธานต้องใช้ดุลยพินิจเพราะยังมีผู้ขออภิปรายเหลืออยู่ จึงไม่ควรตัดสิทธิผู้อภิปราย ทำให้ญัตติการปิดอภิปรายใหญ่กว่าญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการรับญัตติสั่งปิดอภิปรายยังมีข้อยกเว้นว่า ไม่ให้ใช้บังคับกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส่วนที่นายนิคมอ้างเรื่องการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเอกสิทธิ์ของสมาชิกรัฐสภา จะนำไปฟ้องร้องไม่ได้นั้น เอกสิทธิดังกล่าวไม่ใช่เอกสิทธิเด็ดขาด ซึ่งเอกสิทธิที่อ้างต้องตั้งอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ จะมาทำลายหลักการเหล่านี้ไม่ได้ การอ้างเอกสิทธิไม่ให้ถูกฟ้องร้องมีข้อยกเว้นให้ใช้เฉพาะกับการแสดงความเห็น และการลงมติเท่านั้น แต่เรื่องอื่นๆย่อมไม่ได้รับการคุ้มครอง
กมธ.ซักถาม”นิคม “7 ข้อ
จากนั้นเป็นกระบวนการซักถามนายนิคม โดยคณะกรรมาธิการซักถามได้ตั้งคำถามจำนวน 7 ข้อ อาทิ นายนิคมจะได้รับประโยชน์จากการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของสว.หรือไม่ผ่านการได้มีโอกาสลงเลือกตั้งสว.อีกครั้ง เหตุใดถึงต้องสั่งลดจำนวนวันประชุมวุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎรเพื่อไปประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแทน และในฐานะประธานการประชุมได้ทราบถึงพฤติกรรมที่มีสมาชิกรัฐสภาได้เสียบบัตรลงมติแทนกันหรือไม่ อย่างไร และการกระทำดังกล่าวขัดต่อข้อบังคับการประชุมและกฎหมาย และอยู่ในอำนาจที่จะวินิจฉัยในที่ประชุมหรือไม่ ซึ่งในในฐานะที่เป็นรองประธานรัฐสภาจะต้องปรึกษาหารือกับประธานรัฐสภาในการปิดอภิปรายเพื่อลงมติหรือไม่
ยันสมาชิกยื่นญัญัติแก้รธน.ได้ อัดอย่ามโนมโนแก้รธน.ให้ทันเลือกตั้ง ส.ว.ใหม่
นายนิคม ชี้แจงว่า เป็นหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาที่สามารถเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ คนที่ได้ประโยชน์ คือ การคืนอำนาจให้ประชาชน เพราะประชาชนจะได้เลือกตัวแทนของท่านเข้ามา ส่วนตัวจะลงเลือกตั้งหรือไม่ไม่มีใครรู้ และก็ไม่มีทางรู้ว่าถ้าลงสมัครแล้วจะได้รับการเลือกตั้งกลับมาหรือไม่ ที่ผ่านมาคนที่เคยเป็นแล้วและลงอีกจะมีโอกาสได้กลับมาเป็นอีกเพียง 30%ที่สำคัญไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะกลับมาลงสมัครได้ทันกับวาระที่กำลังจะหมดลงในขณะนั้น เพราะมีขั้นตอนในการทูลเกล้าฯร่างแก้ไขที่ผ่านรัฐสภา รวมไปถึงการแก้ไขกฎหมายกกต. ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าจะใช้เวลาเท่าไหร ดังนั้น จะมามโนไม่ได้
จวกสนช.ก็สภาผัว-เมีย
นายนิคม กล่าวว่า ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่ผิดรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ผ่านสภา ต่อไปจะมีแต่ส.ว.เลือกตั้ง ไม่มีสรรหาอีก เรื่องที่ห่วงสภาผัวเมีย ตนเห็นสภานี้ก็มีเต็มไปหมดทำไมไม่พูด เวลานี้ในที่ประชุมแห่งนี้ก็มี สามีภรรยา สำหรับข้อกล่าวหาการเสนอปิดประชุมโดยรวบรัด นั้น ญัตติมี 2 ประเภทคือญัตติหลัก และญัตติประกอบ ญัตติหลักเช่นการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการศึกษาเรื่องใด ๆ แต่ญัตติประกอบคือเป็นญัตติเพื่อใช้ให้ญัตติหลักประสบความสำเร็จ เช่นกรณีญัตติการปิดประชุม เมื่อมีการเสนอมาก็ต้องถามว่าจะมีใครเห็นเป็นอย่างอื่น ก็ต้องเป็นไปตามข้อบังคับที่ 47 วรรค 2 ยุติการอภิปราย การไม่ส่งชื่อให้ตนทำให้การประชุมเป็นไปด้วยความยุ่งยาก ขัดข้อบังคับ 38 ตนพยายามที่จะเดินตามข้อบังคับการประชุมข้อ 5 ข้อ 6 ภายใต้รัฐธรรมนูญมาตรา 137 เพราะฉะนั้นท่านอาจจะมาเป็นส.ว.ได้ไม่กี่เดือน วันนี้ต้องขออนุญาต พลทหารสอนพล.อ. ท่านอย่าเอาความรู้สึกเกลียดชังมาถามตน
“กิตติศักดิ์”ลุกประท้วงจวกอย่าอวดรู้
อย่างไรก็ตาม นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกสนช.ลุกขึ้นประท้วงนายนิคมว่า ผู้ถูกกล่าวหาต้องมาตอบคำถาม มาชี้แจง ไม่ใช่ท่านมาแสดงอวดภูมิรู้สั่งสอนสภานี้ และสภานี้มีวุฒิภาวะเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ และจะไม่นำตัวอย่างที่ไม่ดีของท่านมาปฏิบัติอย่างแน่นอน นายพรเพชร ได้ชี้แจงข้อสังเกตของนายนิคมว่า การที่ยกเว้นข้อบังคับให้เพิ่มเติมการตั้งคำถามได้ เป็นการยกเว้นข้อบังคับของสนช.เพราะพิจารณาว่าการพิจารณาว่าถอดถอนควรเป็นไปด้วยความเป็นธรรมก่อนที่จะสมาชิกจะมีความเห็นและลงมติ ควรจะต้องได้รับฟังความเห็นและตอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน จึงจะได้มีมติอย่างถูกต้อง และเป็นไปตามหลักยุติธรรม
ยันทำตามข้อบังคับการประชุม
นายนิคม ตอบคำถามอีกว่า การทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมก็ต้องทำตามข้อบังคับการประชุมข้อ 5 ข้อ 6 และรัฐธรรมนูญมาตรา 122 มาตรา 125 มาตรา 126 ต้องปฏิบัติหน้าที่แทนประธานรัฐสภา เมื่อประธานสภาไม่อยู่หรือได้รับมอบหมาย ดังนั้นการทำหน้าที่จึงอาศัยข้อบังคับการประชุม ไม่จำเป็นต้องปรึกษาใคร ส่วนที่มีสมาชิกทักท้วงว่าเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ตนลงชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับคือมาตรา 190 และมาตรา 68 ประกอบมาตรา 237 ส่วนการแก้ไขที่มาส.ว.ไม่ได้ร่วมลงชื่อ ซึ่งการทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมยึดหลักข้อบังคับการประชุมเพื่อให้เกิดความเรียบร้อย ดังนั้นท่านก็อย่าไปคาดการณ์ว่าผู้ที่ทำหน้าที่จะไม่วางตัวเป็นกลาง ทั้งนี้ถ้าให้ตนหยุดปฏิบัติหน้าที่จะเหลือประธานรัฐสภาทำหน้าที่เพียงคนเดียว
“ผมไม่ได้ทำหน้าที่ด้วยอารมณ์หรือให้ทันวันที่ 2 มี.ค. วันนี้มาบอกว่าผมมีประโยชน์ทับซ้อน ความจริงคนที่ลงมติไม่เห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญ โดยในนั้นมีสนช.ที่เป็นอดีตส.ว.อย่างนี้จึงมีผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะท่านกำลังรักษาสถานภาพของความเป็นส.ว.สรรหาเอาไว้ เพราะรู้ว่าหากปล่อยให้รัฐธรรมนูญไปท่านจะหมดสถานะ ผมขอเรียกร้องให้ลงไปเลือกตั้ง ขอร้องไปสมัครเถอะ ท่านเป็นนักประชาธิปไตยอย่าเกลียดประชาชนเลย วันนี้ขอระบายความในใจแม้กระทั่งเรื่องกฎหมายนิรโทษกรรมส.ว.ก็มีมติยับยั้ง แต่กลับกล่าวว่าไปรับเงินจากคนแดนไกล จากรัฐบาล ผมกับท่านก็มีเจตนาเดียวกันไม่อยากให้บ้านเมืองวุ่นวาย สงบ”นายนิคม กล่าว
นายนิคม ยังตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องการเสียบบัตรแทนกันของสมาชิกรัฐสภา ว่า ประเด็นนี้ไม่ได้อยู่ในสำนวนที่ป.ป.ช.ได้กล่าวหา แต่ยอมรับว่าประธานที่ประชุมไม่ทราบว่าใครกดแทนกัน ซึ่งในทางกลับกันคนที่ทราบก็ควรนำเอาเผยแพร่และไปดำเนินการ
ทั้งนี้ สนช.ได้ใช้เวลาซักถามและรับฟังคำชี้แจงจากนายนิคมและป.ป.ช.รวมเป็นประมาณ 3 ชั่วโมง





